WRITER: Jilly Jang
EDITOR: Mustard Seed Team
ทุกครั้งที่ฉันอ่านพระคริสตธรรมคัมภีร์ ฉันยิ่งรู้สึกประหลาดใจมากขึ้นเสมอ ฉันเชื่อว่าคริสเตียนทุกคนได้รับการสอนและอธิบายมาในทำนองเดียวกันว่า เนื้อหาในพระคัมภีร์เป็นความจริงและได้รับการดลใจจากพระเจ้า แต่ในใจกลับเกิดคำถามว่า นี่มันจริงมากเกินไปหรือเปล่า? พระเจ้าไม่กลัวหรือว่าความจริงบางอย่างที่ถูกเปิดเผยอย่างตรงไปตรงมา จะสั่นคลอนมุมมองของผู้อ่านที่มีต่อพระองค์?
หนึ่งในประเด็นที่ฉันรู้สึกว่าน่าฉงนใจมาก คือเรื่องที่อาดัมและเอวาต้องตายหลังจากกินผลแห่งความรู้ดีรู้ชั่ว ถ้าพระคัมภีร์อธิบายไว้ว่าผลไม้นี้มีพิษหรือเป็นสิ่งไม่ดีก็พอจะเข้าใจได้ แต่ในพระคัมภีร์กลับเขียนไว้ว่า เมื่อทั้งสองกินผลนี้แล้ว ตาของพวกเขาก็สว่างขึ้น จึงรู้ว่าตนเองเปลือยกายอยู่ (ปฐก. 3:7)
โอ…นี่มันก็เป็นเรื่องดีไม่ใช่หรือ? แล้วทำไมกินแล้วต้องตาย? ความตายนี้เป็นสิ่งที่พระเจ้ากำหนดไว้เพื่อห้ามไม่ให้มนุษย์กิน เพราะอยากปิดกั้นสติปัญญาของมนุษย์อย่างนั้นหรือ?
คำอธิบายที่แพร่หลายสำหรับเรื่องนี้คือ ความสำคัญไม่ได้อยู่ที่ผลแห่งความรู้ดีรู้ชั่ว แต่อยู่ที่การไม่เชื่อฟังของอาดัมและเอวา แน่นอนว่าลึกๆ แล้วฉันยังแย้งอยู่ในใจ เพราะฉันรู้ว่าฉันไม่ได้ดีไปกว่าอาดัมและเอวาเลย ถ้าฉันเป็นเอวา ฉันก็น่าจะกินมันเหมือนกัน พระเจ้าค่อยๆ เปิดเผยคำตอบเรื่องนี้ให้ฉันทีละเล็กทีละน้อย ผ่านประสบการณ์ชีวิตของตัวเองและเรื่องราวอื่นๆ ในพระคัมภีร์
การใช้ชีวิตตามผลแห่งความรู้ดีรู้ชั่ว ไม่ได้ทำให้ฉันเป็นสุขอย่างที่คิดไว้ ฉันรู้ว่าอะไรคือสิ่งที่ดี แต่กลับไม่สามารถทำมันได้อย่างสมบูรณ์แบบ แม้แต่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ อย่างการกินอาหารให้ถูกหลักโภชนาการแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ การออกกำลังกายตามตาราง หรือการเลิกอ่านนิยายหรือดูซีรีส์เพื่อเอาเวลาไปทำงานหาเงินเพิ่มขึ้น ฉันก็ยังหยุดตัวเองจากการเถลไถลออกนอกกรอบไม่ได้
บางครั้งฉันถึงกับรู้สึกว่าอยากจะตายไปเสีย เพราะตัวฉันย่ำแย่เหลือเกินที่ไม่ได้ใช้ชีวิตตามมาตรฐานที่ควรจะเป็น ความรู้เรื่องความดีจึงไม่ได้นำฉันไปสู่ชีวิต แต่กลับนำฉันไปสู่ความรู้สึกผิด ความล้มเหลว และการกล่าวโทษตัวเอง และฉันคงไม่ได้รู้สึกแบบนี้อยู่คนเดียว เพราะในพระธรรมโรม อาจารย์เปาโลได้บอกไว้ว่า
“ข้าพเจ้าไม่เข้าใจการกระทำของข้าพเจ้าเอง เพราะว่าข้าพเจ้าไม่ทำสิ่งที่ข้าพเจ้าปรารถนาที่จะทำ แต่กลับทำสิ่งที่ข้าพเจ้าเกลียดชังนั้น” (โรม 7:15)
ผลแห่งความรู้ดีรู้ชั่วไม่ได้แย่ด้วยตัวของมันเอง เพราะสิ่งที่พระเจ้าสร้างมาล้วนแล้วแต่ดี (ปฐก. 1:31) แต่ปัญหาคือ มนุษย์ไม่สามารถทำดีและเลิกทำชั่วได้อย่างสมบูรณ์แบบด้วยกำลังของตัวเอง (สดด. 14:3)
สิ่งนี้ก็เหมือนกับกฎแห่งแรงโน้มถ่วง เมื่อมนุษย์อาศัยอยู่ภายใต้กฎนี้ เราไม่สามารถบินด้วยตัวเองได้ ต่อให้พยายามกระโดดสูงแค่ไหนก็ตาม แต่เราจะบินได้ก็ต่อเมื่อเข้าไปอยู่ในเครื่องบิน และใช้กฎอีกอย่างหนึ่งเพื่อต้านแรงโน้มถ่วง
นับตั้งแต่อาดัมและเอวากินผลแห่งความรู้ดีรู้ชั่ว มนุษย์ก็อยู่ภายใต้กฎนี้มาตลอด นั่นคือกฎที่ว่า “ทำบาปแล้วต้องตาย” แม้แต่ธรรมบัญญัติของโมเสสก็ไม่สามารถทำให้มนุษย์รอดพ้นจากความตายได้ กลับยิ่งทำให้มนุษย์พยายามพึ่งพากำลังของตัวเอง และห่างไกลจากพระเจ้ามากยิ่งขึ้น (โรม 3:20)
แต่พระเจ้ามีแผนที่จะนำการคืนดีและทางรอดมาให้แก่อาดัมและเอวา รวมถึงมนุษยชาติทุกคน (โรม 6:23) นั่นคือผ่านทางการไถ่ของพระเยซูคริสต์ (ยอห์น 3:16)
เมื่อพระเยซูคริสต์เสด็จมาบนโลกใบนี้ พระองค์ถูกหักหลังและถูกทำร้ายจนตาย แม้พระเยซูเป็นพระเจ้าและมีอำนาจที่จะลงโทษผู้ที่ทำร้ายพระองค์ (ยอห์น 3:17) แต่พระองค์กลับสำแดงกฎอีกอย่างหนึ่ง คือกฎแห่งความรัก เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากการถูกตรึงที่ไม้กางเขน พระเยซูไม่ได้มุ่งไปที่การลงโทษใคร แต่กลับให้อภัยสาวกที่ละทิ้งพระองค์ และไม่จดจำความผิดของพวกเขา (1 โครินธ์ 13:5)
เมื่อเราเลือกที่จะ “ขึ้นเครื่องบิน” ไปกับพระเยซู แรงโน้มถ่วงหรือความตายก็ไม่สามารถทำอะไรเราได้อีกต่อไป และทุกคนที่ร้องออกพระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้าจะได้รับการช่วยให้รอด (กิจการ 2:21)
พระเจ้ารักอาดัมและเอวามากจึงไม่ให้พวกเขากินผลแห่งความรู้ดีรู้ชั่ว ความรู้เพียงเล็กน้อยภายใต้สมองที่กว้างเฉลี่ยแค่ 14 เซนติเมตรของมนุษย์ ไม่อาจเทียบได้กับชีวิตและความสัมพันธ์ที่พระเจ้าทรงประทานให้ สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากอาดัมและเอวากินผลไม้นั้นคือ ความกลัวและความหวาดระแวง จนต้องไปซ่อนตัว (ปฐก. 3:8) และจากจุดนั้น ความสัมพันธ์กับความรักของพระเจ้าถูกทำให้แตกร้าว ไม่ใช่เพราะพระเจ้าหยุดรักพวกเขา แต่เพราะมนุษย์เริ่มกลัวพระองค์
ดังที่พระคัมภีร์เขียนไว้ว่า
“ในความรักนั้นไม่มีความกลัว แต่ความรักที่สมบูรณ์นั้นก็ขับไล่ความกลัวออกไปเสีย เพราะความกลัวเกี่ยวข้องกับการลงโทษ และผู้ที่กลัวก็ยังไม่มีความรักที่สมบูรณ์” (1 ยอห์น 4:18)
เช่นเดียวกับที่พระเจ้าไม่เคยทอดทิ้งอาดัมและเอวา และได้สัญญาเกี่ยวกับทางออกของเรื่องนี้ไว้แล้ว (ปฐก. 3:15) พระองค์ก็ยังคงตามหาฉันอยู่เสมอ เมื่อฉันดูเหมือนจะหลงหายไปจากความรักของพระองค์ พระองค์หาทางเพื่อบอกความจริงกับฉันเสมอว่าพระองค์รักฉันมาก
โลกนี้มีสิ่งต่างๆ มากมายที่ดูเหมือนจะดีและสำคัญ แต่สุดท้ายแล้ว ไม่มีสิ่งใดหล่อเลี้ยงชีวิตมนุษย์ได้จริง เท่ากับความรักของพระเจ้า ซึ่งเป็นออกซิเจนที่แท้จริงของชีวิต
YOU MAY ALSO LIKE
คริสเตียนสามารถเล่นสนุกได้แค่ไหน
WRITER: โจนาธาน มาล์ม ต้นฉบับภาษาอังกฤษจาก YMI TRANSLATOR: Natty Grace EDITOR: สุพิชชา จันทสุทธิบวร คุณรู้ไหม ผมไม่เคยคิดว่าผมจะรู้สึกสนุกกับชีวิตมากไปกว่าช่วงสองสามปีที่ผ่านมานี้เลย ผมประกอบอาชีพอิสระ และภรรยาของผมกำลังเรียนต่ออยู่...
คุณกำลังตั้งคำถามกับสิ่งที่คุณเชื่อหรือไม่?
WRITER: โจนาธาน มาล์ม ต้นฉบับภาษาอังกฤษจาก YMI TRANSLATOR: ชลิดา สุภาแสน EDITOR: Mustard Seed Team ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา ผมไม่เคยตั้งคำถามจริงจังกับความเชื่อของผมมากเท่าไหร่ ผมมักจะสงสัยในเรื่องวิวัฒนาการและปัญหาความชั่วร้ายที่มีอยู่ในโลกเสียมากกว่า...
เรียนรู้ที่จะรักพระเจ้าท่ามกลางความเศร้า
WRITER: เดโบราห์ ฟ๊อกซ์ ต้นฉบับภาษาอังกฤษจาก YMI TRANSLATOR: ฤกษ์สิน เขมสุนทร EDITOR: พักตร์วดี คะนึงไกวัล ในโบสถ์แน่นขนัดไปด้วยผู้คนมากหน้าหลายตา มีอาหาร มีสีสัน และมีเสียงพูดคุย แต่ถึงอย่างไรก็ตามมันก็ยังคงรู้สึกว่างเปล่า...


