fbpx
WRITER: เดโบราห์ ฟ๊อกซ์ ต้นฉบับภาษาอังกฤษจาก YMI
TRANSLATOR: ฤกษ์สิน เขมสุนทร
EDITOR: พักตร์วดี คะนึงไกวัล

ในโบสถ์แน่นขนัดไปด้วยผู้คนมากหน้าหลายตา มีอาหาร มีสีสัน และมีเสียงพูดคุย แต่ถึงอย่างไรก็ตามมันก็ยังคงรู้สึกว่างเปล่า สำหรับคนข้างนอกอาจจะคิดว่าเรากำลังมีงานเลี้ยงฉลอง แต่ว่ามันคืองานที่เรามาอยู่รวมกัน เพื่อให้เกียรติแก่คนคนหนึ่งที่ไม่สามารถร่วมเฉลิมฉลองกับพวกเราได้อีกแล้ว

น้ำตาของฉันไหลออกมาทันทีที่ฉันยืนขึ้นร้องเพลงนมัสการพระเจ้า การได้มองเห็นโลงศพที่ตั้งอยู่กลางห้องนั้น ทำให้ฉันรู้แน่ชัดว่าฉันจะไม่มีวันได้เห็นรอยยิ้มอันสวยงามของเพื่อนคนนี้อีกต่อไป

ซูเสียชีวิตเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว หลังจากที่ต้องทนทรมานกับโรคหลอดเลือดในสมองตีบเฉียบพลันโดยที่ไม่มีใครคาดคิด ตอนที่ฉันรู้ข่าวฉันมีแรงพูดออกมาได้เพียงคำว่า “ทำไม? พระเจ้า”

ซูเป็นหญิงสาวที่อยู่ในช่วงวัยที่กำลังสดใสก้าวหน้าอายุเพียง 29 ปี เพียบพร้อมไปด้วยสติปัญญาอันน่าทึ่ง มีความฝันอยากจะเปลี่ยนแปลงโลก ยังมีอะไรอีกมากให้เธอทำ ทำไมเธอต้องมาตายตั้งแต่อายุยังน้อย?

ฉันเองไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะต้องมาสูญเสียเพื่อนๆ หรือเพื่อนร่วมงานของฉันไปด้วยวัยเพียงแค่นี้ แต่สามปีที่ผ่านมานี้ ซูเป็นเพื่อนคนที่สามแล้วที่เสียชีวิตก่อนอายุ 40 ปี

ฉันเพิ่งจะทำใจได้จากการที่เอมี่ เพื่อนที่แสนดีของฉันเสียชีวิต และคิดไม่ถึงว่าเพื่อนอีกคนหนึ่งก็จะจากโลกนี้ไปอย่างรวดเร็วเช่นกัน

ฉันเคยเศร้าโศกกับการสูญเสียปู่ย่าตายายของฉัน ฉันเคยต้องขึ้นกล่าวคำไว้อาลัยให้กับผู้นำคริสตจักร ครอบครัวของเพื่อนๆ และคุณครูของฉัน แต่เมื่อคนที่อายุยังน้อยต้องมาเสียชีวิต มันเป็นความเศร้าโศกที่ต่างกันมากทีเดียว มันทำให้เกิดคำถามมากมาย เช่น 

ทำไมพระเจ้าที่แสนดีจึงอนุญาตให้ความทุกข์แบบนี้เกิดขึ้น? ทำไมคนหนุ่มสาวที่มีสุขภาพดีถึงต้องตายจากไปเร็วนัก?

แล้วสิ่งต่างๆ อีกมากมายที่พวกเขายังไม่เคยทำล่ะ? ถ้าจะให้พูดอย่างจริงใจ มันทำให้ฉันต้องตระหนักถึงความตายของฉันเอง ถ้าหากพระเจ้าเรียกฉันให้กลับบ้านไปหาพระองค์ด้วย ฉันจะพลาดอะไรไปบ้าง?

มันดูเหมือนจะง่ายกว่า ถ้าจะทำใจยอมรับเมื่อคนที่เรารักประสบอุบัติเหตุ หรือต้องเสียชีวิตในสงคราม ส่วนใหญ่ความเศร้าโศกเสียใจในลักษณะนี้ เราก็จะระบายความโกรธ ความกลัว และความขุ่นเคืองใจลงไปกับคนหรือสถานการณ์นั้น แต่เมื่อคนหนุ่มสาวที่มีสุขภาพแข็งแรงตายโดยไม่ทราบสาเหตุ คนเดียวที่เหลืออยู่ที่ให้เราระบายความโกรธได้ก็คือ ผู้ที่ประทานให้ชีวิตแก่พวกเขาและตัดสินใจที่จะพรากชีวิตของพวกเขาไปก่อนวัยอันควร

บางทีมันไม่ได้เกี่ยวกับว่าเราสงสัยในความดีงามของพระเจ้า แต่สิ่งที่เป็นแรงผลักดันให้เราคิดแบบนี้ก็คือ เรากลัวที่จะต้องทนทุกข์ทรมาน

เรามีปัญหาในการรับมือกับความตายและความทุกข์ เพราะว่าเราตั้งเงื่อนไขในชีวิตของเราให้จดจ่ออยู่ที่การมีความสุขอยู่ตลอดเวลา เรามีชีวิตอยู่ในยุคที่ความตาย ความเจ็บป่วย และความทุกข์เป็นเรื่องต้องห้ามที่เรามักจะซุกซ่อนมันไว้ข้างใต้พรม

แล้วเราจะรับมือกับความโศกเศร้าแบบนี้ได้อย่างไร?

สิ่งที่ฉันตระหนักได้อย่างหนึ่ง คือ ไม่มีสูตรวิเศษเพื่อรับมือกับการสูญเสียลักษณะนี้ แต่มันมีโอกาสที่เราจะใช้สถานการณ์แบบนี้ในการเสริมสร้างความเชื่อ และความห่วงใยต่อบรรดาคนที่กำลังเผชิญปัญหาเช่นนี้ และนี่คือบางวิธีที่ฉันค้นพบจากเหตุการณ์ที่ผ่านมา

1. เราสามารถโศกเศร้ากับคนที่โศกเศร้าได้

อย่าหลีกเลี่ยงที่จะพูดถึงการตาย แต่จงชื่นชมยินดีกับความทรงจำที่เคยมีร่วมกัน เมื่อใครบางคนที่เราห่วงใยกำลังรู้สึกแย่ อาจจะเป็นเพราะเขากำลังถูกดึงให้ปฏิเสธปัญหาและพยายามหันไปจดจ่อในเรื่องอื่นๆแทน แต่ว่ามันก็ทำได้แค่บรรเทาความเจ็บปวด และส่งเสริมความคิดว่า ความตายและความทุกข์คือเรื่องต้องห้ามที่เราไม่ควรพูดถึง

มันอาจจะเป็นเรื่องน่าลำบากใจ แต่อย่าให้เราจัดการความเจ็บปวดแบบผิวเผิน  จงร่วมรับรู้ความทุกข์โศกเศร้าของพวกเขา พระธรรมโรม 12:15 บอกกับเราว่า ให้ชื่นชมยินดีกับผู้ที่มีความชื่นชมยินดี และร้องไห้กับผู้ที่ร้องไห้  เราถูกสร้างมาให้อยู่ร่วมกับสังคมเพื่อวัตถุประสงค์บางอย่าง

2. อย่าจมอยู่ในความกลัว แต่ให้มีความหวังในการเป็นขึ้นมาใหม่

ในพิธีไว้อาลัยของซู พ่อของเธอได้อ่านข้อความบางส่วนจากสมุดบันทึกของเธอ บันทึกนั้นเธอแบ่งปันเกี่ยวกับการต่อสู้กับปัญหาฝ่ายเนื้อหนัง และความมุ่งมั่นรอคอยที่จะอยู่ร่วมกับพระคริสต์อีกครั้ง

เธอเทใจของเธอในการอธิษฐานเพื่อการฟื้นฟู ที่ผู้คนมากมายทั่วโลกจะได้รู้จักกับพระเยซูว่าทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า และเป็นพระผู้ช่วยให้รอดของพวกเขาเหมือนที่เธอรู้จัก หากจะพูดแบบผู้รับใช้ เธอเชื่อวางใจ ดำเนินชีวิต และแบ่งปันเรื่องราวของความหวังในการเป็นขึ้นมาใหม่

เธอรู้ว่าความตายไม่ได้เป็นเพียงแค่การจากไปจากโลกที่อนิจจัง แต่เป็นการมาถึงของชีวิตอันเป็นนิรันดร์

เราสามารถตกอยู่ภายใต้ความกลัวจากสิ่งที่เราไม่รู้ เราสามารถกังวลเกี่ยวกับสิ่งที่คนอื่นคิด เราสามารถใช้ชีวิตของเราในการไล่ตามหาความสำเร็จทางโลกอยู่เสมอ หรือเราสามารถที่จะใช้ชีวิตด้วยความหวังใจที่เรามีในพระคริสต์ตอนนี้และรู้ว่าวันหนึ่งเราจะได้อยู่ร่วมกับคนที่เรารักอีกครั้ง (1 เธสะโลนิกา 4:13-18)

3. หันตัวเองออกจากมุมมองแคบๆ ของความกังวลในโลก ไปสู่ภาพใหญ่ของความเป็นนิรันดร์

ทุกครั้งที่เพื่อนของฉันคนหนึ่งเสียชีวิตไป หรือฆ่าตัวตาย มันเป็นเหมือนกับเสียงเตือนให้ฉันสำรวจใจของตัวเอง และถามตัวเองว่า ฉันกำลังใช้ชีวิตที่สำแดงความเชื่อของฉัน หรือฉันกำลังพ่ายแพ้ฝ่ายเนื้อหนังอยู่

เมื่อสวรรค์และโลกมาบรรจบกัน มันจะยังเป็นเรื่องสำคัญหรือที่ฉันยังหาสามีไม่ได้ มันจะสำคัญหรือถ้าฉันไม่ได้มีบ้านเป็นของตัวเองสักหลัง มันเป็นสิ่งสำคัญไหมถ้าฉันไม่ได้มีความมั่นคงทางการเงิน ฉันจะเสียใจไหมถ้าฉันไม่ได้ซื้อเสื้อผ้าสวยๆ หรือสอบได้คะแนนดี

ฉันคิดว่าสิ่งเดียวที่จะทำให้ฉันเสียใจเมื่อฉันมองเข้าไปในดวงตาของพระเยซู คือการที่ฉันไม่ได้แบ่งปันเรื่องราวความรักของพระองค์กับคนอื่นๆ

เราได้รับการหนุนใจจากพระคัมภีร์ว่า “เราไม่ได้เอาใจใส่ในสิ่งที่มองเห็น แต่เอาใจใส่ในสิ่งที่มองไม่เห็น เพราะว่าสิ่งที่มองเห็นนั้นไม่ยั่งยืน แต่สิ่งที่มองไม่เห็นนั้นถาวรนิรันดร์”

ฉันไม่รู้ว่าทำไมพระเจ้าจึงเลือกที่จะเรียกเพื่อนๆ ของฉันให้กลับไปหาพระองค์ทั้งๆที่ยังอายุน้อย ฉันไม่มีคำตอบใดจะให้กับครอบครัวของเพื่อนๆ ว่าเหตุการณ์นี้มีวัตถุประสงค์อะไร ฉันอาจจะไม่มีวันเข้าใจในภาพที่ใหญ่กว่า แต่ฉันก็เรียนรู้ที่จะติดตามพระเจ้าให้ใกล้ชิดมากขึ้นผ่านทางคำถามต่างๆ ที่ฉันมี 

ในการใช้ชีวิตผ่านความปวดร้าวและความเศร้าโศก ฉันได้มาพบกับความรักที่ลึกซึ้งขึ้นของพระบิดาบนสวรรค์ ยังคงมีความบาป ความทุกข์ และชีวิตที่แตกสลายมากมายบนโลกใบนี้ แต่เรามีชีวิตอยู่กับความหวังที่มีสง่าราศีว่าวันหนึ่งความตายจะถูกกลืนเข้าไปในชัยชนะ

เมื่อสิ่งที่เสื่อมสลายได้ถูกสวมด้วยสิ่งที่ไม่เสื่อมสลาย และสภาพที่ต้องตายนี้ถูกสวมด้วยสภาพที่ไม่ตาย เมื่อนั้นพระวจนะที่เขียนไว้ จะสำเร็จว่า “ความตายก็ถูกกลืนเข้าในชัยชนะแล้ว โอ ความตาย ชัยชนะของเจ้าอยู่ที่ไหน? โอ ความตาย เหล็กในของเจ้าอยู่ที่ไหน?” (1 โครินธ์ 15:54-55)

หมายเหตุ : บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของบทความชุด “เรียนรู้ที่จะรักพระเจ้าท่ามกลางความท้าทายของชีวิต”

YOU MAY ALSO LIKE

เมื่อฉันมีความวิตกกังวลแล้ว ฉันยังวางใจพระเจ้าได้ไหม?

เมื่อฉันมีความวิตกกังวลแล้ว ฉันยังวางใจพระเจ้าได้ไหม?

WRITER: แมเดลีน เกรซ ชคูลฟีลด์ ต้นฉบับภาษาอังกฤษจาก YMITRANSLATOR: ปาลีญา ธนาวัฒนเจริญEDITOR: ธนากร พูลสินกูล ฉันรู้สึกราวกับว่ามีผ้าห่มผืนใหญ่ทับอยู่บนอกของฉัน เมื่อฉันลองหายใจลึกๆ เข้าไปในปอดและพยายามไอออกมาด้วยความรู้สึกแสบ...

ชีวิตที่ถูกซ่อนไว้จากความจริง

ชีวิตที่ถูกซ่อนไว้จากความจริง

TRANSLATOR: เจ.ที.เอ็ม.EDITOR: Mustard Seed Team คุณเคยทำตัวเองหล่นหายไหม รู้สึกโกรธตัวเองและต่อว่าตัวเองซ้ำแล้วซ้ำอีกจากความผิดพลาดในชีวิตบ้างไหม หรือถามตัวเองว่าฉันเกิดมาทำไม หรือรู้สึกว่าโลกนี้มันไม่ได้มีที่ยืนสำหรับฉันเลย ความเจ็บปวดหรือความรู้สึกไร้ค่าเหล่านี้...

ถ้าการเป็นคริสเตียนไม่ได้ช่วยอะไรฉันล่ะ?

ถ้าการเป็นคริสเตียนไม่ได้ช่วยอะไรฉันล่ะ?

WRITER: อัลวิน โธมัส ต้นฉบับภาษาอังกฤษจาก YMITRANSLATOR: ณัฐพร ชังเจริญEDITOR: ธัญธร จันทสุทธิบวร สวัสดีเพื่อนๆ ทุกคน ผมอยากจะเริ่มต้นโดยการบอกว่า ผมเข้าใจความรู้สึกของคุณนะ คงมีหลากหลายเหตุผลเลยทีเดียวที่ว่าการเป็นคริสเตียนอาจไม่ตอบโจทย์...

Share This