fbpx
WRITER: โจนาธาน มาล์ม ต้นฉบับภาษาอังกฤษจาก YMI
TRANSLATOR: ชลิดา สุภาแสน
EDITOR: Mustard Seed Team

ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา ผมไม่เคยตั้งคำถามจริงจังกับความเชื่อของผมมากเท่าไหร่ ผมมักจะสงสัยในเรื่องวิวัฒนาการและปัญหาความชั่วร้ายที่มีอยู่ในโลกเสียมากกว่า แต่มันก็เป็นเพียงแค่คำถามที่ผมสงสัยทั่วไปมันไม่ได้มีผลกับผมเท่าไหร่นัก

แต่ไม่นานมานี้ผมพบว่าตัวผมเองสงสัยในสิ่งที่ตัวเองเชื่อ มันก็ไม่ถึงขั้นว่าจะเป็นวิกฤตในความเชื่อ แต่มันเป็นคำถามที่ทำให้ความเชื่อของผมสั่นคลอนเล็กน้อย ซึ่งทั้งหมดนี้เริ่มมาจากการอ่านพระคัมภีร์ครั้งล่าสุดของผม ผมไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะผมอ่านเรียงตามลำดับเวลาหรืออ่านไปด้วยสายตาแห่งการวิจารณ์ แต่มีบางอย่างที่แตกต่างไปอย่างแน่นอน

เมื่อผมอ่านในหนังสือพันธสัญญาเดิม ผมเริ่มตั้งคำถามในพระลักษณะของพระเจ้า บางครั้งพระองค์ก็ดูค่อนข้างโหดร้าย และในพระกิตติคุณผมสังเกตว่าลำดับเหตุการณ์ดูไม่ค่อยปะติดปะต่อ เช่น เหล่าสาวกของพระเยซูรู้ได้อย่างไรว่าพระเยซูเหงื่อไหลออกมาเป็นเลือดในเมื่อพวกเขากำลังหลับอยู่? แล้วทำไมยอห์นจึงเขียนเรื่องราวที่เกี่ยวกับหญิงที่ถูกจับได้ว่าล่วงประเวณีซึ่งเรื่องนี้ไม่มีอยู่ในพระธรรมก่อนหน้าเลย?

แล้วผมเป็นกังวลหรือไม่กับการตั้งคำถามในสิ่งที่ผมเชื่อ? คำตอบคือไม่กังวลเท่าไหร่ คุณเห็นไหมผมเชื่อว่าการตั้งคำถามและวิกฤตในความเชื่อไม่ได้เป็นสิ่งที่เลวร้ายเสมอไป ผมเชื่อว่าในแต่ละวิกฤตและในแต่ละคำถามจะเปิดโอกาสให้พระเจ้าได้สำแดงพระองค์เองในแบบที่พิเศษแก่เรา อาจจะเป็นแง่มุมเล็กๆ ในพระลักษณะของพระองค์ที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน เพราะว่าเราไม่เคยผ่านประสบการณ์แบบนี้มาก่อน เราเพียงแค่ต้องสำรวจในคำถามของเราด้วยสติปัญญาและทักษะที่ดี

คุณพบว่าตัวคุณเองกำลังตั้งคำถามในสิ่งที่คุณเชื่อหรือไม่? ให้คุณลองทำตาม 3 ขั้นตอนต่อไปนี้ ซึ่งเคยช่วยผมผ่านวิกฤตความเชื่อนี้ และทำให้ผมกลับเข้มแข็งยิ่งกว่าเดิม

1. อย่าปล่อยให้อารมณ์มีอำนาจเหนือเรา

วิกฤตในความเชื่อมักจะเกิดขึ้นจากเรื่องเศร้าใจหรือการที่พระเจ้าได้ทำบางอย่างที่เราคาดคิดไม่ถึง สิ่งเหล่านี้อาจจะกระตุ้นให้เกิดการตั้งคำถาม แต่อย่าให้มันครอบงำอารมณ์ของคุณ และอย่าปล่อยให้อารมณ์ด้านลบดึงคุณออกจากความเชื่อ

เมื่อเกิดเรื่องเศร้าใจขึ้นเรามักจะตั้งคำถามอย่างรวดเร็วว่า “ทำไม?” ปัญหาคือมักจะไม่มีคำตอบที่ดีสักเท่าไหร่สำหรับคำถามนี้ แม้ว่าจะเป็นคำตอบจากพระเจ้าก็ตาม มันไม่สามารถเป็นคำตอบที่ทำให้เราพอใจได้เพราะมันเต็มไปด้วยความเจ็บปวดที่มากเกินไป อารมณ์ของเรามักจะโต้เถียงกับตรรกะในสถานการณ์นั้นๆ ตัวอย่างเช่น ผมรู้ว่าพระเจ้าทรงมีแผนการที่ยอดเยี่ยมสำหรับผม แม้ครั้งหนึ่งผมเคยตกงาน ผมก็ยังคงเห็นผลลัพธ์ในทางบวก แต่ความรู้สึกถูกปฏิเสธยังคงติดอยู่และผมยังคงถามว่า “ทำไม?”

เป็นสิ่งสำคัญยิ่งที่เราจะต้องประกาศความจริงในพระเจ้าแทน และพึ่งพาในความจริงที่ว่าพระเจ้าทรงเป็นความรัก และพระองค์ทรงแสนดีเสมอมา ให้เราแยกอารมณ์ความรู้สึกออกไปเท่าที่เราจะทำได้ และเปิดรับสิ่งที่เราได้เรียนรู้จากประสบการณ์ในอดีต

2. ให้เราเข้าหาผู้คน ไม่ใช่ตีตัวออกห่าง

โดยธรรมชาติแล้วเมื่อเราเริ่มตั้งคำถามในความเชื่อของเรามันมักจะดึงเราออกห่างจากโบสถ์ อย่าทำแบบนั้นเลย ให้เรายึดมั่นในกลุ่มสามัคคีธรรมของเรา ให้เริ่มเข้าหาผู้เชื่อและถามคำถามที่มีอยู่ในใจ ศิษยาภิบาลของคุณและชุมชนในโบสถ์จะนำคุณพบกับแหล่งข้อมูลและคำตอบสำหรับคำถามยากๆ เหล่านั้น นี่คือสิ่งที่โบสถ์เป็น คือเป็นส่วนหนึ่งในพระกายเพื่อช่วยเหลือซึ่งกันและกัน

น่าเสียดายที่วิธีการนี้ต้องอาศัยความถ่อมใจ เราจะต้องเต็มใจที่จะทิ้งภาพลักษณ์ที่ดูเข้มแข็งฝ่ายวิญญาณของเรา และบอกคนอื่นๆ ให้รับรู้ว่าเรากำลังต่อสู้ดิ้นรนกับอะไร ผมเคยเห็นคนหลายคนที่มีความเชื่อที่เข้มแข็ง แต่พวกเขาก็ล้มลงในความเชื่อและออกห่างจากโบสถ์อย่างกระทันหัน เพราะพวกเขาได้เก็บซ่อนคำถามไว้ในใจและไม่ได้จัดการกับมัน พวกเขาละอายเกินกว่าที่จะถามมันออกมา

ลองจินตนาการดูว่าจะเป็นเช่นไรหากพวกเขาลดทิฐิลงมา และลองพึ่งพาผู้เชื่อคนอื่นๆ ในโบสถ์

3. ขอพระเจ้าเปิดเผยพระองค์เองแก่เรา

ท้ายที่สุดนี้ เราต้องตระหนักว่ามีหลายๆ คำถามที่แม้แต่ ซี เอส ลูอิส (นักวิชาการพระคัมภีร์) ก็ไม่สามารถตอบเราได้ หากวิกฤตในความเชื่อของเรานี้จะเป็นโอกาสที่เราจะได้เห็นอีกมุมมองหนึ่งของพระเจ้าที่น้อยคนนักจะได้เห็น คงจะมีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่สามารถตอบคำถามของเราได้ เราจำเป็นต้องพึ่งพาพระเจ้าในเรื่องนั้น

ผมแน่ใจว่าความบริบูรณ์ในพระเจ้าจะถูกเปิดเผยผ่านหลายๆ พันมุมมองที่ต่างกันออกไปที่เราสามารถมองเห็นได้ในโบสถ์ เช่นเดียวกันกับโมเสสเขาเป็นเพียงคนเดียวที่ได้รับอนุญาตให้สามารถเห็นเสี้ยวหนึ่งของพระสิริของพระเจ้าได้ แต่ไม่ใช่พระพักตร์ของพระองค์ ไม่มีใครในพวกเราที่จะสามารถเข้าใจความบริบูรณ์ของพระเจ้าได้ด้วยตัวเราเอง คำถามต่างๆ และวิกฤตในความเชื่อของเราอาจจะเป็นโอกาสหนึ่งที่พระเจ้าจะใช้เพื่อสำแดงพระองค์เองแก่เราซึ่งน้อยคนนักจะได้เห็น และเราอาจจะเป็นคนในส่วนน้อยนั้นที่ได้เห็นพระสิริของพระเจ้าก็เป็นได้

จงทูลขอพระเจ้าให้สำแดงพระองค์เองแก่คุณ พระเจ้าอาจจะไม่ได้ตอบคำถามทั้งหมดที่คุณมี แต่พระองค์ทรงมีวิธีที่จะประทานสันติสุขแก่คุณ ทั้งๆ ที่คุณยังคงมีคำถามอยู่ในใจ ให้โอกาสพระเจ้าในการปกป้องพระนามของพระองค์กับคุณ

คุณไม่ต้องกลัวกับการตั้งคำถามในสิ่งที่คุณเชื่อ มันเป็นเพียงคำถาม แต่คุณต้องแน่ใจว่าคุณได้เปิดโอกาสให้พระเจ้าเป็นผู้ตอบคำถามเหล่านั้น

ผมพบว่าคำถามของผมเสริมสร้างและเพิ่มพูนความเชื่อของผมมากขึ้นเมื่อผมพึ่งพาพระเจ้าและเชื่อในพระองค์ แน่นอนว่าผมยังคงมีคำถามอยู่เรื่อยๆ เหมือนกับที่ผมไม่สามารถอธิบายได้ว่าดวงตาของผมทำงานอย่างไร กระบวนการการมองเห็นสี ความลึก และการตอบสนอง ผมทำได้แค่เลือกที่จะมองผ่านดวงตานี้้ และผมตัดสินใจมองชีวิตของผมผ่านเลนส์แห่งความเชื่อ แม้ว่าผมจะยังมองไม่เห็นคำตอบก็ตาม

YOU MAY ALSO LIKE

ฉันเคยรู้สึกเป็นคนไม่สำคัญในแผ่นดินของพระเจ้า

ฉันเคยรู้สึกเป็นคนไม่สำคัญในแผ่นดินของพระเจ้า

WRITER: เดโบราห์ ลี ต้นฉบับภาษาอังกฤษจาก YMI TRANSLATOR: นารดา ไทรงาม EDITOR: พักตร์วดี คะนึงไกวัล ปีที่ผ่านมา ฉันใช้เวลาว่างเขียนบทความส่งให้กับหน่วยงานหนึ่ง แต่แล้ววันหนึ่งฉันได้รับแจ้งว่าไม่ต้องเขียนเรื่องต่อไปอีกแล้ว พวกเขาไม่ส่งอีเมลล์มาถึงฉันอีก...

เมื่อฉันเลิกวิ่งหนีอารมณ์ความรู้สึกด้านลบ

เมื่อฉันเลิกวิ่งหนีอารมณ์ความรู้สึกด้านลบ

WRITER: เจียหมิง เฉิง ต้นฉบับภาษาอังกฤษจาก YMI TRANSLATOR: รักษพร พรกีรติกุล EDITOR: ธัญธร จันทสุทธิบวร ฉันไม่ชอบเวลาที่ตัวเองอารมณ์แปรปรวน ฉันคิดว่ามันเริ่มมาจากการที่ฉันเห็นพ่อแม่ทะเลาะกันในวัยเด็ก ฉันไม่เคยเข้าใจเลยว่าการถกเถียงกันในเรื่องธรรมดาอย่างการล้างจาน...

เมื่อฉันนอนไม่หลับ

เมื่อฉันนอนไม่หลับ

WRITER: คิม ชอง ต้นฉบับภาษาอังกฤษจาก YMI TRANSLATOR: ฤกษ์สิน เขมสุนทร EDITOR: พักตร์วดี คะนึงไกวัลเมื่อคืนวันอาทิตย์ฉันป่วยเป็นไข้หวัดค่อนข้างหนัก เวลาประมาณสามทุ่มฉันก็รู้สึกง่วงอย่างรวดเร็ว จึงเตรียมตัวเพื่อจะเข้านอนและก็ซุกตัวนอนอยู่บนเตียงตั้งแต่ก่อนสี่ทุ่ม...

Share This