fbpx
WRITER: Mustard Seed Team
EDITOR: Mustard Seed Team

ชีวิตของเราแต่ละคนต่างเคยเผชิญกับความล้มเหลวและความผิดพลาดมาโดยตลอด ตั้งแต่เรื่องเล็กๆ อย่างทำของหาย ลืมเช็กชื่อ ไปจนถึงเรื่องที่ใหญ่ขึ้น เช่น สอบ เข้ามหาวิทยาลัยไม่ติดคณะที่ตั้งใจไว้ หรือแม้แต่สัมภาษณ์งานในฝันไมผ่า 

เมื่อเราทำผิดพลาดจนผลลัพธ์ไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง แต่ละคนก็มีวิธีตอบสนองต่อความล้มเหลวแตกต่างกันออกไป 

ถ้าเป็นความผิดพลาดเรื่องเล็กๆ ที่ฉันควบคุมได้ ฉันมักจะให้กำลังใจตัวเองว่า “ไม่เป็นไร ครั้งหน้าลองใหม่” หรือ “ลองพยายามตรงนี้ให้มากขึ้นอีกหน่อย” แต่ลึกๆ แล้ว ฉันก็ยังโทษตัวเองอยู่เสมอว่า “ถ้าพยายามมากกว่านี้ก็คงไม่ผิดพลาด” หรือ “รู้อยู่แล้ว ทำไมยังทำพลาดอีก” คำว่า “ไม่เป็นไร” จึงเหมือนเพียงชั้นบางๆ ที่ฉาบทับเสียงกล่าวโทษตัวเองที่ซ่อนอยู่ข้างใน 

แต่ถ้าเป็นความผิดพลาดที่ใหญ่ขึ้น มีหลายปัจจัยเข้ามาเกี่ยวข้อง ฉันก็มักรีบบอกตัวเองว่า “ไม่เป็นไร เรื่องนี้เป็นสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้” บางครั้งมันก็เป็นความจริง แต่บางครั้งมันก็เป็นการผลักความรับผิดชอบไปให้ปัจจัยภายนอก เพื่อให้ตัวเองรู้สึกดีขึ้นกับความล้มเหลวที่เกิดขึ้น 

และมีอีกความรู้สึกหนึ่งที่ฉันไม่ค่อยกล้ายอมรับ… ลึกๆ แล้ว ฉันกำลังโทษพระเจ้าอยู่ 

แม้ฉันจะรู้ว่าพระเจ้ารักฉัน และมีแผนการที่ดีสำหรับชีวิตของฉัน แต่ในวันที่ความล้มเหลวกองอยู่ตรงหน้า ฉันก็อดถามในใจไม่ได้ว่า “ทำไมพระเจ้าต้องให้สิ่งนี้เกิดขึ้นด้วย” 

ฉันเชื่อว่าหลายคนอาจเคยเผชิญเหตุการณ์คล้ายกัน เมื่อเราผิดพลาดซ้ำๆ ความคิดเหล่านี้ก็ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว แต่ค่อยๆ กลายเป็นปฏิกิริยาอัตโนมัติของหัวใจ จากเดิมที่เป็นเพียงความผิดหวัง กลายเป็นการบอกตัวเองว่า “เราไม่เอาไหน” “เราไม่ดีพอ” และในบางครั้งก็ทำให้เรามองพระเจ้าในมุมที่บิดเบี้ยว เช่น “พระเจ้าไม่ปกป้องเรา” หรือ “พระเจ้าไม่ช่วยเรา เพราะเราพยายามไม่พอหรือเปล่า” 

เมื่อปล่อยให้ความคิดเหล่านี้สะสม มันก็กลายเป็น “คำโกหก” ที่ค่อยๆ หล่อหลอมตัวตนของเรา และบิดเบือนภาพที่เรามีต่อพระเจ้า ทุกครั้งที่เกิดความผิดพลาดขึ้นอีก คำโกหกเหล่านี้ก็ถูกกระตุ้นให้มีอิทธิพลมากขึ้นในชีวิตของเรา 

และเมื่อความผิดพลาดเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า การตอบสนองสุดท้ายที่เกิดขึ้นก็คือการหยุดนิ่ง เรากลัวที่จะเริ่ม กลัวที่จะตัดสินใจ กลัวที่จะลองอีกครั้ง จนเลือกที่จะไม่ทำอะไรเลย เพราะกลัวว่าผลลัพธ์จะลงเอยเหมือนที่ผ่านมา 

เมื่อเผชิญกับความผิดพลาดหรือความล้มเหลว มีคำถามหนึ่งที่ฉันอยากชวนคุณคิดไปด้วยกัน คือ “พระคุณของพระเจ้าเพียงพอจริงๆ ไหม?” 

พระคัมภีร์กล่าวไว้ใน 2 โครินธ์ 12:9 ว่า “แต่พระองค์ตรัสกับข้าพเจ้าแล้วว่า ‘การมีพระคุณของเราก็เพียงพอกับเจ้า เพราะว่าความอ่อนแอมีที่ไหน ฤทธานุภาพของเราก็ปรากฏเต็มที่ที่นั่น'” 

ถ้าใช้เหตุผล เราคงตอบได้ทันทีว่า “เพียงพออยู่แล้ว” แต่ถ้าถามหัวใจของเราล่ะ… เรารู้สึกแบบนั้นจริงหรือเปล่า บางครั้งเราอาจรู้สึกว่า พระคุณของพระเจ้ายังไม่มากพอที่จะลบความผิดหวัง ความรู้สึกผิด หรือความล้มเหลวในชีวิตของเรา แต่แท้จริงแล้ว ปัญหาอาจไม่ใช่ว่าพระคุณของพระเจ้าไม่เพียงพอ แต่อาจเป็นเพราะเรายังไม่รู้จักพระคุณของพระองค์มากพอ 

เพราะความจริงคือ พระคุณของพระเจ้าไม่ได้ใหญ่ขึ้นเมื่อเราทำดี และไม่ได้เล็กลงเมื่อเราทำผิด พระคุณของพระองค์ไม่เปลี่ยนแปลงตามความสำเร็จ ไม่เปลี่ยนตามความล้มเหลว ไม่เปลี่ยนตามการกระทำของเรา และไม่เปลี่ยนตามความรู้สึกของเรา พระคุณของพระองค์ยังคงยิ่งใหญ่เท่าเดิมเสมอ 

ความผิดพลาดของเราไม่ได้ทำให้พระคุณของพระเจ้าลดลงแม้แต่นิดเดียว มีแต่ทำให้เราเห็นว่า เราต้องการพระคุณของพระองค์มากเพียงใด เพราะพระคุณไม่ได้มีไว้สำหรับวันที่เราทำได้ดีเท่านั้น แต่มีไว้สำหรับวันที่เราทำไม่ได้เลยต่างหาก 

พระคุณของพระเจ้าไม่ได้ทำให้เรามองข้ามความผิดพลาด แต่ทำให้เรากล้ายอมรับมัน เรียนรู้จากมัน และลุกขึ้นเดินต่อ โดยไม่ปล่อยให้ความผิดพลาดกลายเป็นสิ่งที่นิยามชีวิตของเรา 

และที่สำคัญ พระคุณของพระเจ้าไม่ใช่เพียงแนวคิดสวยงามหรือคำปลอบใจ แต่เป็นความจริงที่เกิดขึ้นผ่านพระเยซูคริสต์ พระองค์ไม่ได้เพิกเฉยต่อความบาปและความผิดพลาดของเรา แต่ทรงรับความผิดนั้นไว้บนไม้กางเขน เพื่อให้เราได้รับการอภัย ได้รับการยอมรับ และเริ่มต้นใหม่ได้อีกครั้ง 

นั่นหมายความว่า เมื่อเราล้มเหลว เราไม่จำเป็นต้องแบกความรู้สึกผิดไว้ตลอดชีวิต เพราะสิ่งที่พระเยซูทรงทำบนไม้กางเขนเพียงพอแล้วสำหรับทุกความผิดพลาดและทุกความล้มเหลวของเรา 

ไม่นานมานี้ ฉันได้อ่านประโยคหนึ่งจากหนังสือที่ทำให้มุมมองต่อความล้มเหลวของฉันเปลี่ยนไป 

“I have never failed anything in my life. I was given a second opportunity to get it right.” 

เราไม่เคยมองว่าตัวเองล้มเหลว ทุกครั้งที่พลาด มันเป็นเพียงโอกาสอีกครั้งที่จะทำให้ดีขึ้น” 

ฟังดูอาจสุดโต่งไปสักหน่อย แต่ประโยคนี้ทำให้ฉันกลับมาคิดว่า ความผิดพลาดไม่ใช่จุดจบของชีวิต และไม่ใช่สิ่งที่นิยามว่าเราเป็นใคร มันอาจเป็นเพียงโอกาสอีกครั้งให้เราเรียนรู้ เติบโต และเริ่มต้นใหม่ เพราะสุดท้ายแล้ว พระเจ้าต่างหากที่เป็นผู้กำหนดคุณค่าของเรา ไม่ใช่ความสำเร็จหรือความล้มเหลวของเรา 

Everything you have today is by God’s grace. 

ทุกสิ่งที่คุณมีในวันนี้ ล้วนเป็นพระคุณของพระเจ้า แม้แต่การที่คุณยังมีลมหายใจ ได้ใช้ชีวิต และกำลังอ่านบทความนี้จนถึงบรรทัดสุดท้าย ก็เป็นพระคุณของพระองค์ 

ดังนั้น ในวันที่คุณผิดพลาดอีกครั้ง อย่าปล่อยให้ความล้มเหลวบอกว่าคุณเป็นใคร เพราะพระเจ้าไม่ได้รักคุณมากขึ้นในวันที่คุณประสบความสำเร็จ และไม่ได้รักคุณน้อยลงในวันที่คุณล้มเหลว พระองค์รักคุณ เพราะคุณเป็นลูกของพระองค์ 

ดังนั้น คำถามที่ว่า “พระคุณของพระเจ้าเพียงพอจริงๆ ไหม?” คำตอบจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าคุณล้มเหลวมากแค่ไหน แต่อยู่ที่ว่าพระเจ้าทรงเป็นใคร และสิ่งที่พระเยซูคริสต์ทรงทำเพื่อคุณนั้นสมบูรณ์เพียงใด 

พระคุณของพระองค์… เพียงพอเสมอ 

 

YOU MAY ALSO LIKE

พระเจ้ายังคงทำการในชีวิตของคุณ

พระเจ้ายังคงทำการในชีวิตของคุณ

WRITER:โจนาธาน ฮิยาชิ ต้นฉบับภาษาอังกฤษจาก YMI TRANSLATOR: ชลิดา สุภาแสน EDITOR: Mustard Seed Team ในชีวิตผมโตมากับความหวาดกลัวที่พ่อด่าทอว่ากล่าวตลอดเวลา ผมโดนละเลย ทุบตี และโดนทารุณ การปฏิบัติของพ่อทำให้ผมรับรู้ได้ว่าผมไม่เป็นที่ต้องการ เป็นภาวะที่ยากเกินจะทนได้...

เบื้องหลังความสุขในโลกโซเชียล

เบื้องหลังความสุขในโลกโซเชียล

WRITER: เอ็ม. เทียง ต้นฉบับภาษาอังกฤษจาก YMI TRANSLATOR: ณัฐฤทัย อาสาประโคน EDITOR: Mustard Seed Team ทุกครั้งที่นั่งไถเฟซบุ๊กหรือโซเชียลมีเดียต่างๆ ฉันมักจะมองดูรูปถ่ายของเพื่อนๆ ด้วยความอิจฉา บ้างก็ไปเที่ยวที่นู่นที่นี่ บ้างก็ถ่ายกับของใช้ใหม่แกะกล่อง...

3 เคล็ดลับในการฟื้นฟูช่วงเวลาเฝ้าเดี่ยวของเรา

3 เคล็ดลับในการฟื้นฟูช่วงเวลาเฝ้าเดี่ยวของเรา

WRITER: เดบร้า อาย์อิส ต้นฉบับภาษาอังกฤษจาก YMI TRANSLATOR: เฮจี คิม EDITOR: สวิตตา เจริญศรีศิลป์ พระคัมภีร์กล่าวไว้ว่า มนุษย์ไม่ได้ดำรงชีวิตอยู่ด้วยอาหารเพียงสิ่งเดียว แต่จะดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยทุกสิ่งที่ออกมาจากพระโอษฐ์ของพระยาห์เวห์ (เฉลยธรรมบัญญัติ 8:3, มัทธิว 4:4)...

Share This