WRITER: GRACESaori
EDITOR: Mustard Seed Team
เคยไหม? ที่ในบางครั้งเสียงของใครบางคนก็ดังกว่าเสียงของตัวเอง เสียงนี้มักดังเร้าอยู่ภายในใจ บ่อยครั้งในเมื่อเราอยู่ในช่วงที่คิดไม่ตก ฟุ้งซ่าน หาทางออกไม่เจอหลายๆ สิ่ง แต่จะมีเสียงๆ นี้แหละ ที่กลับดังขึ้นมาหัวใจ เป็นเสียงที่คอยหนุนใจ ปลอบโยน และโอบกอดเราไว้ในช่วงเวลายากลําบาก เจ็บปวด หรือแม้แต่ยามที่กําลังร้องไห้ครํ่าครวญ เสมือนกับพลาสเตอร์ยาที่แสนดีเลิศในการช่วยฮีลใจเรา ทําให้เรากลับมาสดใสและมีชีวิตชีวาได้อีกครั้ง
เมื่อเติบโตขึ้นจึงได้รู้และเข้าใจแล้วว่าเสียงนั้นคือ “เสียงของพระเจ้าที่ฉันเชื่อ”
แต่เมื่อเวลาผ่านไป ความเป็นผู้ใหญ่ที่น่ากลัวก็ได้เริ่มต้นขึ้น ชีวิตที่เต็มไปด้วยความเร่งรีบ อยากจะมุ่งไปสู่ความสําเร็จต่างๆ มากมาย จนทําให้ช่วงเวลาที่เคยได้ใช้กับพระเจ้าเริ่มจางหายไปลงไปทีละนิดๆ บางครั้งในยามที่เหนื่อยล้า ท้อใจ กลับทําได้เพียงแค่ธิษฐานแบบไวๆ ให้เสร็จๆ ไป เพียงเพราะอยากที่จะได้รีบนอนนานเข้าสิ่งๆ นี้ก็กลับกลายเป็นสิ่งที่ทําสะสมมาเรื่อยๆ จึงทําให้บ่อยครั้ง เรากลับรู้สึกว่า…….
“เสียงของพระเจ้าหายไปไหน ทําไมพระเจ้าเงียบจัง ไม่เห็นจะตอบคําอธิษฐานของเราเลย?”
ทําไมพระเจ้าไม่พูดกับเราเหมือนเคยละ ทําไมไม่ช่วยเราจากความเหนื่อยล้า ทําไมเราต้องมาทํางานหนักสารพัดอย่าง รู้ตัวอีกทีคําอธิษฐานก็ได้กลายเป็นคําตัดพ้อไปเสียแล้ว
เเต่ในความเป็นจริงแล้วคือ เราเองก็ลืมไปหรือเปล่าว่า..
เราเองต่างหากที่ไม่เคยเงียบ ที่จะตั้งใจฟังเสียงพระเจ้าก่อนเลย ฉะนั้นจงนิ่งสงบและฟังเสียงพระเจ้าดูบ้าง (สดุดี 46:10)
“การที่พระเจ้าเงียบ ไม่ได้เเปลว่าพระเจ้าหายไปไหน เเต่พระองค์ยังคงทําการอยู่ภายในเราอย่างต่อเนื่อง”
“เพราะเมื่อมีผู้พูด ก็ต้องมีผูัฟัง”
และพระเจ้าทรงเป็นผู้รับฟังที่ดีเลิศอยู่เสมอ ในการรับบทเป็นผู้พูด ที่เอาแต่พูดอย่างเดียว ไม่หยุดที่จะรับฟังสารตอบกลับมา ดูๆ แล้วก็สูญเปล่า สมมุติว่า เรากําลังมีเรื่องกลุ้มใจที่ต้องการคําปรึกษาจากใครสักคน เราก็คงจะรอคอย เเละรอคอยอย่างใจจดใจจ่อ ที่จะรับฟังคําแนะนํา คำชี้เเนะต่างๆ กลับมาใช่ไหม?
นั่นแหละคือเหตุผลที่ว่า อย่าลืมเปิดโอกาส ให้พระเจ้าได้พูดคุยกับเราในช่วงระหว่างการอธิษฐานด้วยนะ (ยอห์น10:27)
“ถ้าหากคําตอบที่ได้กลับมาไม่ตรงใจเรา มันจะโอเคไหมนะ?”
ถ้าพระเจ้าบอกให้เรารอ 10 ปี 20 ปี หรือ 30 ปี เราจะยังรอพระเจ้าอยู่ไหม ถ้าคําตอบของเราคือ ไม่
ให้ลองกลับไปใช้เวลากับพระเจ้า และลองทบทวนกับตัวเองดูอีกสักทีหากถามตัวเองยํ้าๆ ถึงการอดทนรอคอยบางสิ่งบางอย่าง ที่อาจจะเป็นสิ่งดีเกินกว่าจะคาดเดาได้นั่นมันคุ้มค่าที่จะรอไหม เรารอได้หรือเปล่า แต่ลึกๆ แล้ว อยากหนุนใจให้เราทุกคนเลือกที่จะรอนะ เพราะว่าการรอคอยพระเจ้านั้น ไม่เคยทําให้ใครต้องเสียเวลา ไปอย่างเปล่าประโยชน์เลยสักครั้ง
ดังนั้นหน้าที่ของเรา คือ อดทน เชื่อฟัง เฝ้ารออย่างมีความหวังว่าจะได้รับคําตอบ เเละวางใจพระเจ้าอย่างสุดหัวใจเเบบ 100% เพราะการเผื่อใจในคําตอบของพระเจ้า เเล้วหันไปพึ่งพาสิ่งอื่น ก็มักจะก่อให้เกิดความยุ่งยาก วุ่นวายตามมาไม่ใช่น้อย ฉะนั้นแล้ว.. จงตั้งใจ (อดทน รอคอย) ในสิ่งที่ตามองไม่เห็น หูไม่ได้ยิน อย่างเเน่วเเน่มั่นคง
จึงจะขอยํ้าอีกสักครั้งว่า… “เวลาของพระเจ้า” ไม่เคยช้า ไม่เคยสาย เเละก็ “ไม่เร็วเกินไป” จนรับไม่ไหว เเต่เวลาของพระเจ้านั้น หวานชื่น ทันเวลาพอดี (อย่างรู้ใจ) และแน่นอนว่า “เสียงของพระเจ้าก็ดังเพียงพอ” สําหรับผู้อดทนรอคอย อย่างหิวกระหายในพระองค์
จงจําไว้เสมอว่า พระเจ้าไม่เคยเงียบ ในชีวิตของเราเลย
และเราก็จงเรียนรู้ที่จะขอบคุณพระเจ้า(ก่อน)ล่วงหน้าอยู่เสมอๆ เเม้ว่ายังจะไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น หรือสิ่งใดที่เปลี่ยนเเปลงไปเลยก็ตาม (เยรมีย์29:11)
YOU MAY ALSO LIKE
พระเจ้ามีแผนการสำหรับชีวิตของเราหรือไม่?
WRITER: คอนสแตนซ์ โอโปกู ต้นฉบับภาษาอังกฤษจาก YMITRANSLATOR: Pornsura LowachirahutEDITOR: ธัญธร จันทสุทธิบวร ถ้าคุณอยากได้ภาพถ่ายหอบาเบลในศตวรรษที่ 21 คุณควรไปที่ท่าอากาศยานบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยี่ยม เมื่อไม่นานมานี้...
รักด้วยการปฎิเสธและให้ขอบเขตแสดงความห่วงใย
WRITER: จาเนล ไบรเทนสไตน์ ต้นฉบับภาษาอังกฤษจาก YMITRANSLATOR: Natty GraceEDITOR: Thitikarn Nithiuthai (Mesy) ฉันยังจำฤดูร้อนที่สดใสคราวนั้นได้เป็นอย่างดี ตอนนั้นฉันกำลังมุ่งหน้าไปยังโรงเรียนมัธยมปลาย ขณะที่สมองน้อยๆ...
อย่าให้โรคซึมเศร้ากำหนดตัวคุณ
WRITER: มาริซ่า ลุค ต้นฉบับภาษาอังกฤษจาก YMITRANSLATOR: นารดา ไทรงามEDITOR: ธัญธร จันทสุทธิบวร หมายเหตุจากบรรณาธิการ : บทความนี้มีรายละเอียดของการต่อสู้กับโรคซึมเศร้าและการทำร้ายตัวเอง ในช่วงปีแรกๆ มันเป็นเพียงแค่ความหนักหน่วงทั้งในจิตใจและความคิด...


