fbpx
WRITER: ต้นฉบับภาษาอังกฤษจาก ODB.SG
TRANSLATOR: ณัฐฤทัย อาสาประโคน 
EDITOR: MUSTARD SEED TEAM

เรื่องราวได้เริ่มต้นจากแค่เพื่อนร่วมงานคนหนึ่งลาออก ก็เข้าใจได้นะที่หัวหน้าบอกให้ฉันมารับงานแทนเพื่อนคนนั้น แล้วเพื่อนร่วมทีมอีกคนก็มาลาออกเหมือนกัน เขาส่งต่องานให้ฉันเพราะมั่นใจว่าฉันจะจัดการได้ และฉันก็ทำได้จริงๆ เพียงแต่แค่ช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น ตอนแรกฉันก็สนุกที่ได้มีหน้าที่เพิ่มขึ้น ผลงานที่ฉันสร้างก็ได้ออกไปสู่สายตาผู้คนภายนอก และหัวหน้าก็ให้รางวัลฉันด้วย

ในฐานะพนักงานที่มีหน้าที่และขยันขันแข็ง ฉันพยายามบริหารเวลาให้ทำทุกอย่างได้ แต่เมื่อเวลาผ่านไปฉันกลับรู้สึกกังวลกับวันส่งงานและไม่ได้กระตือรือร้นที่จะทำงานเท่าไร พอบอกหัวหน้าเรื่องจำนวนงานที่เพิ่มขึ้นเกินไปก็ไม่ได้ช่วยอะไร อยากจะใช้วันลาป่วยก็กระอักกระอ่วนใจเกรงว่าจะเสียเวลาทำงาน เลยต้องไปทำงานทั้งๆ ที่ไม่สบาย

เป็นเวลากว่าหกเดือนที่ฉันต้องทำโอทีทุกวัน อยู่ที่ออฟฟิศยันสามทุ่มทุกคืน

แต่ผลการทำงานของฉันกลับแย่ลง เหนื่อยทั้งกายทั้งใจ ความคิดสร้างสรรค์และแรงผลักดันที่จะทำอะไรใหม่ๆ ก็หายไป เกิดอะไรขึ้นกับฉันเนี่ย? น่าสงสัยเหมือนกันนะ ที่ว่ามาทั้งหมดนี้มาถึงจุดวิกฤตตอนที่ฉันโดนประเมินแบบไม่ดีเอามากๆ ตอนอยู่ที่ทำงาน ณ เวลาที่ถูกประเมินเลย ฉันเผชิญกับอาการที่น่าจะเรียกว่าอาการวิตกอย่างรุนแรง หายใจไม่ทั่วท้อง หัวใจเต้นรัวแรง และชาตามนิ้วมือ

นั่นคือตอนที่ฉันคิดว่าต้องลาออก เพราะไฟของฉันมันมอดหมดแล้ว

คริสเตียนมักจะหมดไฟไหมนะ?

ภาวะหมดไฟเป็นชื่ออาการของโรคยุคใหม่ที่คุณอาจพอรู้ว่ามีคนทนทุกข์กับมันอยู่จริง หรือไม่คุณอาจเคยเป็นเหมือนกัน ฟังดูเหมือนเป็นอาการที่เกิดขึ้นอย่างแพร่หลายในหมู่คนวัยเลขสองถึงเลขสี่ ตามที่ถูกเขียนไว้โดยนักเขียนคุณแอน เฮเลน พีเทอร์สัน ในหนังสือของเธอชื่อ Can’t Even: How Millennials Became the Burnout Generation ในหนังสือยังเธอยังระบุสาเหตุบางประการที่ก่อให้เกิดอาการหมดไฟไว้ ดังนี้

 เทคโนโลยีที่ทำให้เราติดต่อสื่อสารกันได้ตลอดเวลา  
ขอบเขตของเวลาทำงานและเวลาส่วนตัวจึงเลือนหายไป 
 – วัฒนธรรมคลั่งงาน
ปรียบว่าเวลาว่างทำให้สูญเสียศักยภาพในการสร้างรายได้
 – ความกดดัน
ต้องตรากตรำร่ำเรียนและทำงานเพื่อเพิ่มโอกาสให้ตัวเอง
 – ความกังวลสูงกว่าความมั่นคง
เพราะเปิดโอกาสให้กับงานสัญญาจ้างแทนที่จะหาตำแหน่งประจำ
 – ลดภาระการเลี้ยงดูเด็กของเหล่าย่ายายลง
เนื่องจากคนนิยมเป็นครอบครัวเดี่ยวมากขึ้น บรรดาคุณแม่จึงแบกรับภาระนี้เองโดยปริยาย

ฉันสงสัยอยู่เหมือนกันว่าคริสเตียนหลายๆ คน มีความรู้สึกหมดไฟได้ง่ายด้วยไหม เพราะเรามีข้อพระคัมภีร์ที่หนุนใจในเรื่องจริยธรรมการทำงานอย่างแรงกล้าขนาดนั้น พวกเราถูกแนะให้ทำงานด้วยความเต็มใจเหมือนทำถวายองค์พระผู้เป็นเจ้า (โคโลสี 3:22-24; เอเฟซัส 6:7-8) พวกเราถูกเรียกให้เอาอย่างมดที่ขยันขันแข็ง ทำงานตลอดทั้งปี (สุภาษิต 6:6-8) ยิ่งกว่านั้น เรายังถูกสอนให้ทำงาน “ด้วยเต็มกำลัง (ของเรา)“ (ปัญญาจารย์ 9:10)

หากคิดต่อไป ยังไงเสียฉันไม่คิดว่าคำสั่งในพระคัมภีร์ที่ให้ขยันทำงานเป็นเรื่องผิด

เวลาผ่านไป ฉันถึงเข้าใจว่ามีความจริงทางจิตวิญญาณอีกด้านที่เราควรมองคู่กันไปด้วย ความจริงที่ช่วยฉันข้ามผ่านอาการหมดไฟไปได้ ที่จริงแล้วความจริงเหล่านี้เป็นเสาหลักที่ฉันได้รับของขวัญจากการเยียวยาจากพระเจ้าคือความเชื่อ ความหวัง และความรัก

การเผชิญอาการหมดไฟทำให้ฉันยอมรับว่าฉันเป็นเพียงสิ่งทรงสร้าง แม้ว่าฉันจะพยายามทำงานให้มีประสิทธิผล แต่ฉันก็ทำได้แค่เท่าที่ตัวเองจะทำได้ ฉันต้องพักเพื่อให้ตัวเองได้ฟื้นตัว

พระเจ้าสร้างเรามาเช่นนี้ พระบัญชาของพระองค์ต่อชาวอิสราเอลที่ให้หยุดพักในวันสะบาโตก็ถูกออกแบบให้เป็นขอบเขตอันดีเพื่อให้พวกเขาได้รับสิ่งจำเป็นต่อร่างกาย พระเจ้าเองก็ “ทรงหยุดพักและหย่อนพระทัย” (อพยพ 31:17) พระผู้สร้างของเราไม่เคยต้องการให้เราทำงานอย่างกับเครื่องจักร พระองค์ทรงจัดให้มีวันพักผ่อนขึ้นเพราะทรงรู้ดีว่าพวกเราต้องการเวลาว่างจากการทำงานในการฟื้นฟูร่างกาย จิตใจ และจิตวิญญาณ

เมื่อใดที่เราเลือกจะปล่อยความปรารถนาที่จะใช้ชีวิตด้วยกำลังของตัวเอง เมื่อนั้นเราจะได้รู้ซึ้งว่าชีวิตและความสำเร็จของเรามาจากน้ำพักน้ำแรงของพระเจ้าไม่ใช่ของตัวเราเอง

หลังจากเปลี่ยนมาทำงานน้อยลง ฉันก็สามารถเลิกงานได้ตรงเวลา พอไม่ต้องทำโอทีก็ทำให้สองสามวันแรกฉันก็รู้สึกโล่งใจแบบแปลกๆ มันเบื่อ และรู้สึกอึดอัดใจนิดหน่อย จนเริ่มตั้งคำถามกับตัวตนและคุณค่าของตัวเองในตอนที่ไม่ได้อยู่ทำงานจนดึกดื่น

แต่พอเวลาผ่านไป ฉันก็เริ่มยอมรับและสนุกไปกับช่วงเวลาดีๆ ในตอนว่าง เพราะฉันสามารถไปดูแลแม่ที่ป่วยด้วยโรคเรื้อรังได้ หรือแม้แต่สิ่งธรรมดาที่เคยมองข้ามไปอย่างเช่น การได้เจอแสงแดดตอนกลับจากออฟฟิศ การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอหลังเลิกงาน และการได้อ่านหนังสือเงียบๆ ก่อนเข้านอน เหล่านี้เป็นสิ่งดีที่ฉันอยากขอบคุณพระเจ้า

การเปลี่ยนผ่านนี้ทำให้ฉันพบว่า ตัวตนและคุณค่าของฉันไม่ได้ขึ้นอยู่ที่ฉันทำหรือไม่ทำอะไร กลับกันตัวตนของฉันขึ้นอยู่กับว่าฉันเป็นใครในพระคริสต์ พระคัมภีร์บอกว่าคุณค่าของเรา คือความจริงที่ว่าพระเจ้าทรงสร้างเราขึ้นตามพระฉายาของพระองค์ (ปฐมกาล 1:27) ไม่ใช่เราสร้างตัวตนขึ้นด้วยสองมือของตัวเองเราพระเจ้าที่จะช่วยฟื้นฟูเราให้เป็นคนอย่างที่พระองค์อยากให้เราเป็น เพียงเรามองให้เห็นถึงข้อจำกัดของร่างกายเราและพักอย่างที่พระองค์ได้ให้เราพัก

หนึ่งในผลข้างเคียงที่รุมเร้าจากอาการหมดไฟ คือการสูญเสียความมั่นใจในความสามารถการทำงาน ในจุดที่ต่ำที่สุดของชีวิต ฉันก็ทำได้เพียงแค่เปลี่ยนความกังวลใจของฉันเป็นคำอธิษฐานเหมือนอย่างคำหนุนใจของเปาโลในฟีลิปปี 4:6-7

พอฉันลองทำแบบนี้ก็เปลี่ยนจากคนที่พึ่งพาตัวเองเป็นคนที่ทำงานด้วยแรงอธิษฐาน ในโรม 12:12 บอกเราว่า “จงชื่นชมยินดีในความหวัง จงสู้ทนต่อความยากลำบาก จงขมักเขม้นอธิษฐาน” พระคำข้อนี้ยังหนุนใจให้ฉันมีความอดทนและ อธิษฐานอย่างสม่ำเสมอด้วยความหวังใจว่าพระเจ้าจะทรงเยียวยาฉัน และพระองค์ก็ทำเช่นนั้นจริงๆ เมื่อถึงเวลา

พระคำของพระองค์ปลอบประโลมและหนุนใจฉันแม้ในวันที่พระสัญญาของพระองค์ขัดกับตรรกะของโลก เราจะชื่นชมยินดีในวันที่ทุกข์ยากเหมือนอย่างที่โรม 5:3-4 บอกว่าจะช่วยทำให้เกิดความทรหดอดทน สร้างตัวตน และความหวังอย่างไร ไม่นานฉันคงจะรู้สึกชาทั้งตัวตอนที่กำลังทุกข์ใจอยู่

แต่การเชื่อในพระสัญญาของพระเจ้าทำให้เกิดความหวังที่เกินความปรารถนาในความสบายและความโล่งใจแบบฉาบฉวย ท่ามกลางความสงสัย สิ่งที่ช่วยทำให้ฉันดำเนินต่อไปได้ คือการอธิษฐานอย่างสม่ำเสมอ ขอพระเจ้าทรงประทานกำลังและปัญญาในทุกเช้าก่อนวันเริ่มงาน ยิ่งฉันขยันอธิษฐานและพึ่งพาพระองค์มากขึ้นเท่าไหร่ ฉันก็เริ่มรู้สึกถึงความชื่นชมยินดีและความหวังในพระเจ้าและพระสัญญาแบบสดใหม่ทุกวัน

การชื่นชมยินดีในวันที่ทุกข์ยากนั้นทำได้ เพียงแค่เรามีความหวังใจในพระเจ้า พระวิญญาณทรงย้ำเตือนพวกเราถึงความรักของพระองค์ที่ทำให้เรามั่นใจได้ว่าความหวังใจในพระเจ้าและพระสัญญาของพระองค์ในการเปลี่ยนแปลงเรานั้น จะไม่ทำให้เราผิดหวัง

นอกจากการเยียวยาทางร่างกายและจิตใจแล้ว การเยียวยาสภาพอารมณ์ก็เป็นสิ่งสำคัญท่ามกลางอาการหมดไฟ แม้ฉันจะบอกหัวหน้างานและหัวหน้าแผนกไปแล้วว่าฉันกำลังเจอปัญหาเนื่องจากภาระงานที่หนักขึ้น แต่พวกเขาก็ไม่ได้ทำอะไรเพื่อช่วยแบ่งเบาสถานการณ์ของฉันได้เลย หลังฉันลาออก ฉันก็รู้สึกไม่พอใจที่พวกเขาไม่สนใจความคิดเห็นของฉันเลย

แต่เพื่อเป็นการทำตามกระบวนการฟื้นฟูของพระเจ้าหลังจากที่ฉันหมดไฟ ฉันให้อภัยความเฉยเมยของหัวหน้าของฉันได้เร็วขึ้น เมื่อฉันทูลขอให้พระเจ้าทรงให้อภัยพวกเขาเหมือนอย่างที่พระองค์ทรงอภัยให้ฉัน (มัทธิว 6:14) พระองค์ก็ทรงปลดปล่อยฉันจากความทุกข์ของตัวเอง

ฉันได้เจอกับหัวหน้าเก่าของฉันหลายเดือนเลยหลังจากที่ลาออก ฉันถึงพบว่าฉันสามารถพูดคุยกับเขาในฐานะเพื่อนได้และยังได้ฝากหนังสือไปให้ลูกเขาด้วย พระเจ้าก็ทรงเร่งการเยียวยาของพระองค์ผ่านทางเพื่อนที่ผู้รับฟังโดยเฉพาะคนที่เป็นผู้เชื่อด้วยเหมือนกัน

เพื่อนสองคนของฉันที่ได้รับการฝึกให้เป็นผู้ให้คำปรึกษาได้ทำให้ฉันเข้าใจถึงสิ่งที่ฉันเจอมา พวกเขาหนุนใจให้ฉันไปปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ จนฉันได้มาเจอกับนักจิตบำบัด สิ่งที่ฉันได้เรียนรู้คือ เราสามารถรับพระปัญญาผ่านการชี้แนะของที่ปรึกษาได้เหมือนกัน (สุภาษิต 11:14)

ฉันรู้สึกขอบคุณเพื่อนคนหนึ่งเป็นพิเศษที่ออกมาทานมื้อเย็นกับฉันในวันสุดท้ายของการทำงาน เธอนั่งลงเป็นเพื่อนฉันตอนที่กำลังรู้สึกไม่ดีที่ต้องลาออกและได้ย้ำเตือนฉันถึงความสัตย์ซื่อของพระเจ้าในที่ทำงาน เธอบอกให้ฉันลองนึกถึงหนึ่งสิ่งที่อยากขอบคุณพระเจ้าในทุกปีที่ฉันยังทำงานที่นั่นอยู่ ซึ่งฉันแปลกใจมากเพราะมันไม่ได้ยากอย่างที่คิด บางอย่างในตัวเธอทำให้ฉันได้พบเพื่อนที่ “ใกล้ชิดยิ่งกว่าพี่น้อง” (สุภาษิต 18:24)

การให้อภัยและสามัคคีธรรม จะทำให้เราได้รับทั้งความรักและแรงสนับสนุนที่เราต้องการในการฟื้นฟูตนเองในทุกด้าน

การเยียวยาตัวเองจากอาการหมดไฟไม่ได้หมายความว่าให้เราละทิ้งความขยันและความหมั่นเพียรไป สิ่งเหล่านี้ต้องการความสมดุล ทั้งการที่เราต้องรู้ตัวว่าตอนไหนควรพักโดยการมอบสิ่งที่เราห่วงใยสู่พระหัตถ์ของพระเจ้าผ่านการอธิษฐานด้วยความหวังในพระสัญญาของพระองค์ และการพึ่งพาความสัมพันธ์ต่างๆ ที่พระเจ้าส่งมอบให้รอบตัวเรา

สิ่งที่สำคัญที่สุดในการเยียวยาอาการหมดไฟ คือการให้มีความอดทนรอคอยพระองค์ มอบวางภาระทั้งหมดไว้ที่พระองค์ และยอมให้พระองค์สร้างกำลังใหม่ให้เรา เหมือนอย่างที่ทรงสัญญาไว้ใน อิสยาห์ 40:31

 

 

 

 

YOU MAY ALSO LIKE

ในความรักและการแต่งงาน ใครคือคนที่ใช่?

ในความรักและการแต่งงาน ใครคือคนที่ใช่?

WRITER: เคไซย่า ลิวอิส ต้นฉบับภาษาอังกฤษจาก YMI TRANSLATOR: สิริวรรณ ภูษิตประภา EDITOR: Mustard Seed Team ฉันอายุ 34 ปี และใช้ชีวิตแต่งงานมาแล้ว 4 ปี ดังนั้นฉันไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการแต่งงานหรือความรัก อย่างไรก็ตาม...

ทำไมฉันยังเป็นโสด?

ทำไมฉันยังเป็นโสด?

WRITER: คริสตี้ วิลคินสันต้นฉบับภาษาอังกฤษจาก YMI TRANSLATOR: ทิพย์สุพร ชาน EDITOR: Mustard Seed Team ฉันนั่งอยู่ในโบสถ์กำลังฟังศิษยาภิบาลเทศนา ขณะที่สายตาของฉันจดจ่ออยู่ที่คู่รักคู่หนึ่งที่นั่งอยู่ไม่กี่แถวข้างหน้าจากที่ที่ฉันนั่งอยู่...

เลิกเป็นคนที่สมบูรณ์แบบและเริ่มเป็นคนที่บริสุทธิ์

เลิกเป็นคนที่สมบูรณ์แบบและเริ่มเป็นคนที่บริสุทธิ์

WRITER: เจเนล บริเทนสไตน์ ต้นฉบับภาษาอังกฤษจาก YMI TRANSLATOR: สรสิทธิ์ ธัมมารักขิตานนท์EDITOR: ธัญธร จันทสุทธิบวร ฉันยังจำได้ดีถึงชีวิตม.ปลายที่แสวงหาพระเจ้าอย่างจริงจัง ถ้าฉันเลือกได้เพียงอย่างเดียวในโลกนี้สิ่งที่ฉันเลือกก็คือการรักษาชีวิตให้บริสุทธิ์ต่อพระเจ้า...

Share This