fbpx
WRITER: ต้นฉบับภาษาอังกฤษจาก ODB.SG
TRANSLATOR: ณัฐฤทัย อาสาประโคน
EDITOR: MUSTARD SEED TEAM

หากเราพิจารณาวันที่พระคริสต์ทรงประสูติ บางอย่างมันเกินความเข้าใจของมนุษย์และอาจดูไม่ค่อยเข้าท่า ผู้เขียนพบความอัศจรรย์ในระหว่างที่เขาพยายามทำความเข้าใจ

ทำไมพระเจ้าถึงอยากจะเกิดเป็นมนุษย์?
ทำไมพระเจ้าที่มีพลังเหนือจักรวาลถึงอยากมาใช้ชีวิตเป็นคนมีความอ่อนแอแถมไม่สมบูรณ์แบบ?
ทำไมพระองค์ถึงยอมลดฐานะมาเดินดินอย่างพวกเรา?

แต่อย่างไรก็ตาม นั่นคือสิ่งที่พระเยซูคริสต์ทรงทำ เมื่อพระองค์เสด็จมายังโลก และแม้พระองค์เป็นพระเจ้า พระองค์ก็เลือกที่จะลงมาเกิดเป็นบุตรมนุษย์ที่แสนเปราะบาง ผ่านความเจ็บปวดในวัยหนุ่มและเรียนรู้การงานจากพ่อที่เป็นช่างไม้ (นี่ หลังสร้างโลกเสร็จนี่แหละ) และพยายามพูดยืนยันกับคนอื่นว่าพระองค์เป็นผู้ไถ่ของพวกเขาและของคนทั้งโลก

พระองค์ยอมลำบากมาทำอะไรไม่เข้าท่าแบบนั้นเพื่ออะไร? ทำไมไม่จัดการให้จบจากบนสวรรค์ล่ะ ไม่เห็นต้องลงมาเกิดบนโลกมนุษย์เลย?

คำตอบง่ายๆ แค่คำเดียว เพราะรักไงล่ะ การจะช่วยและไถ่มนุษย์จากความผิดบาปที่พวกเขาสมควรรับโทษอย่างเหมาะสม พระเยซูต้องลงมาเป็นมนุษย์ซะเอง การกลายมาเป็นมนุษย์และการตายอย่างมนุษย์เท่านั้น ที่การสละชีพของพระองค์จะเป็นที่ยอมรับ เพื่อทุกคนที่เชื่อในพระองค์จะรอดพ้นจากการตายชั่วนิรันดร์

แปลว่าพระเยซูต้องยอมรับการเสื่อมเกียรติ จากการที่พระองค์ต้องลงมาบังเกิดและใช้ชีวิตอย่างมนุษย์ แต่พระองค์ยอมทำเช่นนั้นเพราะพระองค์รักเรา

นี่ก็คือที่มาของคริสต์มาส ซึ่งดูไม่มีเหตุผลเลย แต่ก็นั่นแหละ รักแท้ไม่ต้องการเหตุผล

บุตรของพระเจ้ามาประสูติ… ในคอกสัตว์

ถ้าวันนี้จะมีเจ้าชายสักองค์มาประสูติ (หรือต่อให้เป็นสมัยก่อนก็เถอะ) คุณว่าพระองค์จะมาประสูติในสถานที่แบบไหน และการต้อนรับแบบไหนที่พระองค์จะได้รับ

ก็ต้องเป็นในโรงพยาบาลที่ดีที่สุด ห้อมล้อมไปด้วยเหล่าข้าราชบริวารที่พระราชาจะหาได้ นึกถึงวันประสูติเจ้าชายจอร์จ โอรสของเจ้าชายวิลเลียมและเจ้าหญิงเคทแห่งอังกฤษสิ ผู้คนต่างให้ความสนใจกันทั้งนั้น! พสกนิกรยืนต้อนรับอยู่นอกโรงพยาบาล เฝ้ารอจะได้เห็นสักเสี้ยวหนึ่งของโอรสแห่งราชวงศ์

แต่พระเยซูกลับประสูติในคอกสัตว์ที่ไม่ได้สะอาด และห้อมล้อมไปด้วยเหล่าสรรพสัตว์ ไม่มีพสกนิกร ไม่มีบริวาร

แล้วใครกันที่มาเยี่ยมพระองค์เป็นคนแรก?
คนเลี้ยงแกะจนๆ ไงล่ะ

ก็เหมือนกับให้โอรสแห่งราชวงศ์ มาประสูติในอู่รถที่ไม่ได้สะอาด ห้อมล้อมไปด้วยรถหลายรุ่นที่รอการซ่อม กับช่างที่แวะมาดูหลังเลิกงาน นี่เรายังพูดถึงการประสูติของบุตรพระเจ้าอยู่นะ แต่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเห็นว่า เหมาะแล้วที่บุตรองค์เดียวของพระองค์จะลงมาประสูติในสถานที่ที่ต้อยต่ำที่สุด

ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น? เพราะพระคัมภีร์บอกเราว่าพระเยซูทรงเป็นกษัตริย์ที่สุภาพและอ่อนน้อม ที่จะเสด็จเข้ากรุงเยรูซาเล็ม ไม่ใช่ด้วยรถม้า แต่จะ “ทรงลา ทรงลูกลา” (มัทธิว 21:5)

พระเยซูไม่ได้ใช้ชีวิตคลุกคลีสังสรรค์ในหมู่คนมีฐานันดรศักดิ์และใช้อำนาจเหนือสามัญชนอย่างที่กษัตริย์อาจจะทำกัน แต่พระองค์เข้ามาเป็นหนึ่งเดียวกับคนยากไร้ คนฐานะต้อยต่ำ คนบาปหนา ทรงเป็นพระผู้ช่วยให้รอดที่ไม่ถือตัว เป็นกษัตริย์ที่มาเพื่อรับใช้ “ไม่ได้มาเพื่อรับการปรนนิบัติ แต่มาเพื่อจะปรนนิบัติคนอื่น และให้ชีวิตของท่านเป็นค่าไถ่คนจำนวนมาก” (มาระโก‬ ‭10‬:‭45‬)

เรื่องพระบุตรของพระเจ้าไม่ใช่นิทานแฟนตาซีที่น่าเอาไปเล่าเท่าไหร่ กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ที่บังเกิดมามีท่าทีที่ถ่อมใจที่สุด และใส่พระทัยกับคนต้อยต่ำมากกว่าคนใหญ่คนโตเนี่ยนะ? ไม่มีเหตุผลเอาซะเลย

พระเยซูมาประสูติในโลก… เพื่อพระองค์จะตายได้

ลองดูหน้าพ่อแม่คนไหนก็ได้ในตอนที่พวกเขาจ้องมองไปที่ลูกน้อยแบเบาะสิ แล้วคุณจะได้เห็นสายตาแห่งความภาคภูมิ ความสุขล้น และความหวังว่าเจ้าตัวน้อยของพวกเขาจะยั่งยืนและรุ่งเรือง แต่ไม่มีพ่อแม่คนไหนอยากให้ลูกจากพวกเขาไปก่อนวัยอันควรแน่

แต่เมื่อพระเจ้ามองดูพระบุตรของพระองค์บังเกิดอยู่ที่รางหญ้าในวันคริสต์มาส พระองค์รู้อยู่แก่ใจดีว่าเป้าประสงค์ที่พระองค์บังเกิดคือเพื่อจะตายจากไปในวันหนึ่ง และเป็นการตายที่โหดร้ายที่สุด

จินตนาการดูว่าพระเยซูต้องเจออะไรบ้างตั้งแต่เด็ก เรียนรู้อาชีพจากบิดา และรวบรวมเหล่าสาวกมาฝึกฝน

แทนที่พระองค์จะเฝ้าฝันถึงอนาคตที่สุขสดใส สิ่งที่อยู่เบื้องหน้าพระองค์กลับเป็นความตายก่อนวัยอันควร และเกียรติที่เสื่อมลงรวมถึงความเจ็บปวดจากการถูกตรึงบนกางเขน

แต่พระองค์ไม่เคยสงสัยในโชคชะตาของท่านเองเลย (มาระโก 8:31) และทรงสอนพวกสาวกถึงสิ่งที่มิอาจเลี่ยงได้

ในวันนี้พวกเราเฉลิมฉลองวันคริสต์มาสด้วยความสุขและความชื่นบาน หากแต่วันคริสต์มาสปีแรกกลับเต็มไปด้วยความขมขื่นในมุมเงียบๆ แห่งหนึ่งในเมืองเบธเลเฮม ไม่ผิดแน่!

พูดเป็นว่าเล่นไป ว่าแบบนั้นไหม? เราเลยคงสงสัยว่าที่จริงแล้วเรากำลังฉลองอะไรในวันคริสต์มาสกันแน่ แม้ว่าการบังเกิดของพระองค์เมื่อ 2000 ปีก่อนจะมาพร้อมความน่าอัศจรรย์ แต่ก็จบลงด้วยความตายที่น่าโศกเศร้าใน 30 กว่าปีถัดมา (อ่านต่อ)

แม้ผิด…เรากลับได้รับความชอบ

การจดจำว่าวันคริสต์มาสนั้นคืออะไรนั้นมันง่าย พระเยซูบุตรของพระเจ้าลงมาเกิด เพื่อที่เราจะได้รับความรอด แต่ในบางครั้งเราคงลืมไปว่า นั่นเป็นความรอดที่พวกเราไม่สมควรได้รับแม้แต่น้อย

พวกเราไม่ใช่เหยื่อที่อ่อนต่อโลกของมาร รอคอยความตายอย่างสิ้นหวังและต้องการคนช่วยเหลือ พวกเราทำผิด พวกเราสมควรแก่ความตายและรับการประนาม ไม่มีเหตุผลสมควรให้เราพ้นผิดได้เลย

แต่พระเจ้าทรงส่งพระบุตรลงมาเพื่อช่วยเรา หากเป็นหนังสักเรื่อง คงเหมือนกับการที่ฮีโร่ผู้แข็งแกร่งต้องมาช่วยพวกอาชญากรที่ไม่ยอมรับการกระทำตัวเองด้วยซ้ำและฮีโร่นั้นต้องจ่ายด้วยชีวิตของเขา ทีนี้ลองคิดว่าพระบิดาคือฮีโร่คนนั้นที่ต้องสละชีวิตลูกของตัวเองเพื่ออาชญากรที่ไม่คู่ควร แถมยังรับคนพวกนั้นมาเป็นลูกแทน เพื่อพระองค์จะทรงแบ่งปันทุกสิ่งของพระองค์ให้พวกเขา

มันฟังดูไม่เข้าท่าเลย แต่มันก็เป็นไปแล้ว พระเจ้าทรงมอบความรอดให้กับเราแม้เราไม่คู่ควร ไม่เพียงแค่นั้น พระองค์ทรงให้สิทธิพิเศษแก่เราโดยเรียกเราเป็นบุตรของพระองค์ด้วย (เอเฟซัส 2:4-6) นั่นแหละที่ทำไมวันคริสต์มาสถึงดูไม่มีหลักการอะไรเลย

วันนี้คือวันเกิดของพระเยซู…แต่เราคือคนที่ได้รับของขวัญ

ในเดือนธันวาคมของทุกปีพวกเราจัดงานเฉลิมฉลองครั้งใหญ่ในวันเกิดของพระองค์ จากนั้นพวกเราก็แลกของขวัญกัน ซึ่งมันจะดูแปลกสักหน่อยถ้าลองคิดดูดีๆ เพราะมันทำให้มาหวนคิดว่าตกลงนี่วันเกิดใครกันแน่?

ตลกดี ของขวัญชิ้นที่ใหญ่ที่สุดที่ถูกมอบให้กลับไม่ใช่ของที่เจ้าของวันเกิดได้รับ หากแต่เป็นของที่เจ้าของวันเกิดเองที่เอาให้ผู้อื่น

ของขวัญนั้นคืออะไร?

ความรอดนั้นคือของขวัญแสนพิเศษ พวกเรารอดพ้นจากการถูกทำโทษที่ต้องพบกับความตายนิรันดร์ ได้รับการอภัยต่อสิ่งที่ทำผิดแถมยังได้รับชีวิตนิรันดร์อยู่กับพระเยซู

นั่นคือสิ่งที่พระองค์มอบให้พวกเราในวันเกิดของพระองค์เองแล้วมันคือของขวัญที่พระองค์ทรงมอบให้เราด้วยความเต็มใจ

เห็นไหมละ วันคริสต์มาส
ไม่ค่อยจะสมเหตุสมผล…
แต่ขอบคุณพระเจ้าที่มันเป็นแบบนั้น!

YOU MAY ALSO LIKE

กังวลจนไม่หลับไม่นอน

กังวลจนไม่หลับไม่นอน

WRITER: Mustard Seed TeamEDITOR: Mustard Seed Team ฉันนอนไม่หลับทั้งคืน บางคืนเราก็มีอาการนอนไม่หลับ หลับๆ ตื่นๆ พอเช้าตื่นมาก็ไม่สดชื่น อารมณ์ไม่ดี  การนอนไม่หลับส่งผลกระทบต่อคนส่วนใหญ่เป็นครั้งคราว แต่สําหรับบางคนอาจเจอปัญหานี้เป็นประจำ...

ทำไมเราถึงไม่กล้าปฏิเสธ

ทำไมเราถึงไม่กล้าปฏิเสธ

WRITER: ซาร่า โซ ต้นฉบับภาษาอังกฤษจาก YMITRANSLATOR: สุมิตรา ชามรามดาบานEDITOR: ปวีณา นิลบุตร “ถ้าใช่ก็จงบอกว่าใช่ ถ้าไม่ใช่ก็จงบอกว่าไม่ใช่” (ยากอบ 5:12) ขณะที่ฉันเขียนข้อความนี้ ฉันเพิ่งจะพูดว่า "ไม่" ที่จะฟังความขัดข้องใจของแม่เรื่องคนสนิทในครอบครัว...

พระเจ้าช่วยฉันผ่านประสบการณ์เลวร้าย (ถูกล่วงละเมิดทางเพศ)

พระเจ้าช่วยฉันผ่านประสบการณ์เลวร้าย (ถูกล่วงละเมิดทางเพศ)

WRITER: แคทเธอรีน ฟลินน์ ต้นฉบับภาษาอังกฤษจาก YMITRANSLATOR: Mustard Seed TeamEDITOR: Mustard Seed Team ในปี 2003 ฉันอายุ 24 ปี และอาศัยอยู่ในประเทศอังกฤษตอนที่ฉันถูกล่วงละเมิดทางเพศโดยเพื่อนร่วมห้องของฉัน...

Share This