fbpx
WRITER: แดเนียล แฮมลิน ต้นฉบับภาษาอังกฤษจาก YMI
TRANSLATOR: ศุภิสรา เจริญศรีศิลป์
EDITOR: ธัญธร จันทสุทธิบวร

เมื่อนึกถึงสิ่งที่เคยเกิดขึ้นเมื่อหลายปีที่แล้วผมยังรู้สึกเจ็บปวดอยู่นิดๆ ผมแอบชอบผู้หญิงคนหนึ่งและได้รวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มีเพื่อบอกเธอว่าผมรู้สึกอย่างไร มันเป็นหนึ่งในสิ่งที่น่ากลัวที่สุดเท่าที่ผมเคยทำมา

วิธีการที่ผมแสดงความรู้สึกของตัวเองออกมาไม่ได้เป็นส่วนที่ทำให้ผมกังวลหรอก แต่ส่วนที่ทำให้ผมกังวลก็คือ ผลตอบรับที่จะได้มากกว่า และผมรู้สึกอายมากๆ หลายสัปดาห์หลังจากผมจมอยู่กับเรื่องของเธอ มันก็ถึงเวลาแล้วที่ผมต้องวางเรื่องนี้ลงสักที

คุณเคยรู้สึกบ้างไหมว่าความเจ็บปวดที่เรารู้สึกจริงๆ มันไม่ได้แย่เหมือนความเจ็บปวดที่เราคิดไว้ในตอนแรก? แต่นี่ไม่ใช่สถานการณ์ข้างต้น เธอปฏิเสธผม และผมเจ็บมาก มันไม่ใช่เพราะว่าเธอไม่ตอบรับความรู้สึกของผมที่ทำให้ผมเจ็บ แต่มันเป็นเพราะผมยอมให้เธอรับรู้ความอ่อนแอของผมต่างหากที่ทำให้ผมเจ็บ

คืนนั้นเป็นจุดตกต่ำของผมเลยก็ว่าได้ ผมนั่งนิ่งและพูดคุยกับพระเจ้า ผมไม่มีอะไรจะเล่ามากนัก มีแต่ความเจ็บปวดและความอับอาย แต่ท่ามกลางความสิ้นหวังในคืนนั้น พระเจ้าก็ทรงนำให้ผมอ่านพระธรรมอิสยาห์ 46:4 ที่เขียนว่า “จนกระทั่งเจ้าแก่ เราก็คือผู้นั้น เราจะอุ้มชูเจ้าจนผมเจ้าหงอก เราได้สร้าง เราจะแบกไว้ เราจะอุ้มชูและเราจะช่วยกู้”

ผมรู้สึกได้ถึงการยืนยันจากพระเจ้าว่า ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในความสัมพันธ์แบบมนุษย์นี้ เมื่อผมต้องการพระเจ้า พระองค์จะอยู่ข้างผมเสมอ พระองค์จะคอยช่วยผมไม่ว่าในช่วงเวลาที่มีความสุขหรืออกหัก เมื่อผมนั่งอยู่กับพระเจ้าโดยลำพัง ผมก็ได้รู้ว่าการถูกปฏิเสธเป็นสิ่งที่ไม่ต้องกลัวเลยเมื่ออยู่กับพระองค์

ทำไมเราถึงต้องอ่อนแอ?

ผมไม่แน่ใจว่าจะมีวันนั้นไหมที่ผมจะรู้สึกสบายใจที่ตัวเองอ่อนแอ แต่ผมกำลังเรียนรู้ที่จะรับมือกับมันให้ได้ ผมค้นพบว่า เมื่อผมอ่อนแอ ผมวางใจในพระเจ้ามากขึ้น ความอ่อนแอทำให้ผมพึ่งพาพระเจ้า พวกเราจะได้เรียนรู้ที่จะวางใจในพระเจ้าในสถานการณ์ที่เหนือการควบคุมของเราเอง และเรียนรู้ที่จะเชื่อในพระกำลังของพระองค์แทนที่จะเป็นกำลังของเราเอง และยังได้เรียนรู้ที่จะหาความสมบูรณ์ในพระเจ้าไม่ใช่ในมนุษย์

บ่อยครั้ง เรามักจะโดนดูถูกเวลาที่เราแสดงความอ่อนแอเหมือนกับที่หลายๆ คนมักจะมีช่วงเวลาที่ยากลำบากในการเปิดใจพูดความรู้สึกของตัวเอง แม้แต่กับคนในครอบครัวที่ตัวเองสนิทที่สุดก็ตาม

เราถูกสอนให้คิดว่า ความอ่อนแอคือจุดอ่อน แต่การที่เราอ่อนแอนั้นไม่ได้แปลว่าเราบกพร่อง

เราต้องยอมรับความจริงที่ว่าเราเป็นมนุษย์ และเราจำเป็นต้องพึ่งพาพระเจ้าสำหรับกำลังในทุกๆ ด้านของชีวิต

เพื่อเป็นการเน้นย้ำ ผมเชื่อว่าในการระมัดระวังนั้นก็เป็นสติปัญญาอย่างหนึ่ง พระเยซูบอกว่า “อย่าโยนไข่มุกให้กับสุกร” ในอีกความหมายหนึ่งก็คือมันจะเป็นการกระทำที่ฉลาดถ้าเราเลือกคุยกับคนที่เราเปิดใจด้วยได้ คนที่เราสามารถเชื่อใจที่จะบอกเรื่องสำคัญได้ โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวข้องกับจิตใจ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราต้องหลีกเลี่ยงการสื่อสารกับผู้อื่นทั้งหมด

ความจริงก็คือ ถ้าเราไม่เคยอ่อนแอ เราจะไม่มีวันเข้าใจความรักได้อย่างแท้จริงเลย เพราะว่าธรรมชาติของความรักจำเป็นต้องมีความเสี่ยง เสี่ยงที่จะถูกปฏิเสธ เสี่ยงที่จะต้องเจ็บปวด ความเสี่ยงนี้มาทั้งในรูปแบบความรักแบบโรแมนติกและความรักแบบพี่น้อง การที่ความรักจะเป็นความรักได้ มันจำเป็นต้องมีความอ่อนแอ มันจำเป็นจะต้องเสียอะไรบางอย่างไป ความอ่อนแอมากับความเสี่ยง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าความเสี่ยงนั้นไม่คุ้มค่า การปฏิเสธความอ่อนแอทั้งหมดที่เกิดขึ้นในชีวิตดูเหมือนจะทำร้ายเรามากกว่าช่วยเราด้วยซ้ำ

เราจะจัดการกับความเจ็บปวดได้ยังไง?

อะไรจะเกิดขึ้นเมื่อเราเจ็บปวด เมื่อเราเสี่ยงไปแล้วและพบว่าเราได้รับบาดแผลมาแทน?

พระธรรมสดุดีบทที่ 55 แสดงให้เราเห็นถึงภาพความรู้สึกที่ดาวิดต้องเผชิญ เมื่อเขาถูกเพื่อนสนิทของเขาหักหลัง ดาวิดพูดว่า “เพราะมิใช่ศัตรูที่เยาะเย้ยข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจึงทนได้ มิใช่ผู้ที่เกลียดชังข้าพเจ้า ผู้ที่ยกตัวข่มข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจึงจะซ่อนตัวจากเขาได้ แต่เป็นท่าน ผู้เท่าเทียมกับข้าพเจ้า เป็นเพื่อนสนิทของข้าพเจ้า เป็นมิตรรู้จักมักคุ้นกับข้าพเจ้า เราเคยสนทนาปราศรัยกันอย่างชื่นใจ เราเคยเดินท่ามกลางฝูงชนในพระนิเวศของพระเจ้า” (สดุดี 55:12-14)

ดาวิดรู้สึกถึงความเจ็บปวดของการถูกหักหลัง เขารู้สึกขมขื่นเมื่อคนที่เขาเปิดใจด้วยและแสดงความอ่อนแอให้เห็นกลับหักหลังเขา เราสามารถสัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดของเขาได้ในประโยคที่เขาพูดว่า “ใจของข้าพระองค์ตรอมตรมอยู่ภายใน และความสยดสยองของความตายโถมทับข้าพระองค์” (ข้อ 4) ใครก็ตามที่เคยได้รับความเจ็บปวดทางอารมณ์มาก่อนจะสามารถเข้าใจสิ่งที่ดาวิดพูด ดังนั้น ข้อสรุปของดาวิดคืออะไร? จงกลับไปหาพระเจ้า

ถูกทรยศและความแตกสลาย ดาวิดกลับไปหาพระเจ้า “ส่วนข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะร้องทูลพระเจ้า และพระยาห์เวห์จะทรงช่วยข้าพเจ้าให้รอด” (ข้อ 16) หัวใจของดาวิดถูกทำให้แตกเป็นเสี่ยงโดยเพื่อนของเขา แต่ท่ามกลางช่วงเวลาที่ใจแตกสลาย เขากลับกำชับเราว่า “จงมอบภาระของท่านไว้กับพระยาห์เวห์ และพระองค์จะค้ำจุนท่าน พระองค์จะไม่ยอมให้คนชอบธรรมคลอนแคลนเลย” (ข้อ 22) 

เมื่อดาวิดรู้สึกเจ็บปวดจากการถูกทรยศและถูกปฏิเสธ เขาไม่ได้เก็บความขมขื่นใจไว้และปิดกั้นตัวเอง

แต่เขากลับเข้าหาพระเจ้า ที่ๆ เขาพบได้รับการปลอบโยนและการรักษา

พระเจ้าสัญญาว่า ใครที่เชื่อในพระองค์จะไม่ผิดหวัง เมื่อเรามองไปที่พระเจ้าและขอให้พระองค์เติมเต็ม พระองค์ทรงยุติธรรมและจะช่วยเหลือเราอย่างแน่นอน และรางวัลที่เราจะได้กลับมาก็คือความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งขึ้นกับพระเจ้า และความเข้าใจที่มากขึ้นว่าพระเจ้าทรงเป็นพระบิดาที่เปี่ยมไปด้วยความรัก และรวมถึงการปลดปล่อยเราจากความกลัวที่จะเปิดเผยความอ่อนแอออกมาในความสัมพันธ์แบบมนุษย์อีกด้วย เพราะว่าเราไม่สามารถมองหาการเติมเต็มและความสมบูรณ์ในมนุษย์ แต่เรามองหาสิ่งเหล่านี้ได้ในพระคริสต์

ความอ่อนแอที่แท้จริงหน้าตาเป็นยังไง?

ส่วนตัวแล้ว ผมเกลียดการที่ตัวเองอ่อนแอมากเลย แค่ผมนึกถึงเรื่องความอ่อนแอ ผมก็รู้สึกอึดอัด เพราะผมต้องเลิกควบคุมความคิดคนอื่นว่าเค้าจะมองผมยังไง มันหมายความว่าผมต้องยอมรับว่าผมเป็นเพียงมนุษย์คนหนึ่ง

แต่ผมกำลังเริ่มที่จะมองความอ่อนแอในอีกแง่มุมหนึ่ง ความอ่อนแอที่แท้จริงคือการยอมจำนนต่อพระเจ้า หมายความว่าเราต้องมอบการควมคุมให้กับพระเจ้า และเชื่อวางใจในพระองค์แทนที่จะเชื่อตัวเอง ถ้าเราป้องกันตัวเองจากความอ่อนแอ จากความเสี่ยงทั้งหมด นั่นหมายความว่าเรากำลังจำกัดสิ่งที่พระเจ้าจะกระทำในชีวิตของเรา และเรากำลังขัดขวางความสัมพันธ์ที่มีความหมายที่พระเจ้าปรารถนาให้เรามีเพื่อเสริมสร้างกันและกัน แต่เมื่อเราผูกพันความเชื่อด้วยความอ่อนแอ เราจะได้รับกำลังที่มาจากพระเจ้า เป็นกำลังที่จะสามารถล้มยักษ์ตัวใหญ่ในชีวิตของเราได้ เช่น การต้องการการยอมรับจากผู้อื่น หรือความกลัวการถูกปฏิเสธ

มันน่าสนใจจริงๆ ที่บางครั้งความเจ็บปวดมากที่สุดของเราเมื่อมองย้อนกลับไปกลับกลายเป็นเรื่องที่เราเองรู้สึกซาบซึ้งใจหรืออาจจะรู้สึกขอบคุณเลยด้วยซ้ำ ที่มันเคยเกิดขึ้น ในคืนที่ผมถูกปฏิเสธ ทั้งความเจ็บปวดและความทุกข์ใจในคืนนั้นจะเป็นที่จดจำไว้ว่าเป็นคืนที่ผมมีประสบการณ์กับพระเจ้าและสัมผัสถึงพระหัตถ์ที่ปลอบประโลมผมเสมอ ความจริงก็คือถ้าผมไม่เคยผ่านประสบการณ์การถูกปฏิเสธ ผมจะไม่มีความมั่นใจว่าพระเจ้าจะอยู่กับผมไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตามเหมือนอย่างที่ผมมีในวันนี้เลย ประสบการณ์ครั้งนั้นจัดเตรียมโอกาสที่จะพิสูจน์ว่าพระเจ้าทรงสัตย์ซื่อแม้แต่ในความอ่อนแอของผม

ผมเชื่อว่ายิ่งเรารู้สึกอ่อนแอมากเท่าไหร่ ความอ่อนแอนั้นก็ยิ่งทำให้เราเหมือนพระคริสต์มากขึ้น มันช่วยทำให้ผมค้นหาความมั่นใจของผมในพระเยซูแทนที่จะเป็นภาพลักษณ์ที่ผมพยายามแสดงต่อคนอื่น และมันยังช่วยเปิดทางให้ผมยอมรับตัวเอง

นี่ไม่ได้หมายความว่าผมไม่ได้มีปัญหากับความรู้สึกไม่ปลอดภัยแล้วนะครับ แต่หมายความว่าผมกำลังเรียนรู้ที่จะปล่อยวางปัญหาที่มีอยู่ และดำเนินชีวิตในทางของพระเจ้า

เมื่อพระเจ้าเสด็จลงมาเป็นมนุษย์ พระองค์ได้รับรู้ทุกความรู้สึกที่มนุษย์มี พระองค์แสดงออกผ่านอารมณ์ต่างๆ พระเยซูไม่ได้ซ่อนพระองค์เองจากความสัมพันธ์และการถูกทรยศ พระองค์ไม่ได้วิ่งหนีความอ่อนแอ ตรงกันข้ามพระองค์กลับโอบรับความอ่อนแอไว้ เพราะมันหมายความว่าเป้าประสงค์ของพระเจ้าจะสำเร็จในชีวิตของพระองค์ และเมื่อผมถูกล่อลวงให้มองความอ่อนแอว่าเป็นจุดอ่อน ผมพบความสบายใจจากการเตือนใจตัวเองด้วยพระคำของพระเยซูที่เคยพูดกับเปาโลว่า “การมีพระคุณของเราก็เพียงพอกับเจ้า เพราะว่าความอ่อนแอมีที่ไหน ฤทธานุภาพของเราก็ปรากฎเต็มที่ที่นั่น”

ถ้าคุณกำลังมีปัญหากับความอ่อนแอเหมือนกันกับผม ผมอยากจะชวนให้คุณวางความกลัวไว้ในพระหัตถ์พระเจ้าผู้ที่จะคอยช่วยเหลือและอุ้มชูคุณมันอาจจะยากสักหน่อยในตอนแรก แต่มันก็เป็นการถูกปลดปล่อยที่น่าอัศจรรย์ใจจริงๆ

YOU MAY ALSO LIKE

คุณกำลังตั้งคำถามกับสิ่งที่คุณเชื่อหรือไม่?

คุณกำลังตั้งคำถามกับสิ่งที่คุณเชื่อหรือไม่?

WRITER: โจนาธาน มาล์ม ต้นฉบับภาษาอังกฤษจาก YMI TRANSLATOR: ชลิดา สุภาแสน EDITOR: Mustard Seed Team ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา ผมไม่เคยตั้งคำถามจริงจังกับความเชื่อของผมมากเท่าไหร่ ผมมักจะสงสัยในเรื่องวิวัฒนาการและปัญหาความชั่วร้ายที่มีอยู่ในโลกเสียมากกว่า...

เมื่อฉันเลิกวิ่งหนีอารมณ์ความรู้สึกด้านลบ

เมื่อฉันเลิกวิ่งหนีอารมณ์ความรู้สึกด้านลบ

WRITER: เจียหมิง เฉิง ต้นฉบับภาษาอังกฤษจาก YMI TRANSLATOR: รักษพร พรกีรติกุล EDITOR: ธัญธร จันทสุทธิบวร ฉันไม่ชอบเวลาที่ตัวเองอารมณ์แปรปรวน ฉันคิดว่ามันเริ่มมาจากการที่ฉันเห็นพ่อแม่ทะเลาะกันในวัยเด็ก ฉันไม่เคยเข้าใจเลยว่าการถกเถียงกันในเรื่องธรรมดาอย่างการล้างจาน...

เมื่อฉันนอนไม่หลับ

เมื่อฉันนอนไม่หลับ

WRITER: คิม ชอง ต้นฉบับภาษาอังกฤษจาก YMI TRANSLATOR: ฤกษ์สิน เขมสุนทร EDITOR: พักตร์วดี คะนึงไกวัลเมื่อคืนวันอาทิตย์ฉันป่วยเป็นไข้หวัดค่อนข้างหนัก เวลาประมาณสามทุ่มฉันก็รู้สึกง่วงอย่างรวดเร็ว จึงเตรียมตัวเพื่อจะเข้านอนและก็ซุกตัวนอนอยู่บนเตียงตั้งแต่ก่อนสี่ทุ่ม...

Share This