fbpx
WRITER: พัจรีย์ จันปราชญากุล
EDITOR: Mustard Team

ในชีวิตของใครหลายคนคงเคยได้ผ่านเหตุการณ์ที่มีทั้งสุขมีทั้งเศร้า แน่นอนว่าเราจะสามารถขอบคุณพระเจ้าได้อย่างง่ายดายสำหรับเรื่องราวที่น่ายินดีต่างๆ แต่เมื่อมันกลายเป็นความทุกข์ ปัญหาหรือเรื่องที่เลวร้ายเข้ามา น้อยคนที่จะยินดีและยอมรับ เรามักจะตัดสินไปเองว่านั่นคือการลงโทษจากพระเจ้า แต่ฉันเรียกสิ่งนี้ว่า “การได้กลับบ้าน”

ดวงตาของฉันที่มันไม่สมบูรณ์มองเห็นไม่ชัดเจน
กลับทำให้หัวใจได้พบกับพระเจ้าที่ชัดเจนอยู่ในชีวิตของฉัน

ปี 2012 ฉันเป็นนักศึกษาคณะนิเทศฯ ที่กำลังจะจบปีหนึ่ง ฉันอยู่ในช่วงเวลาที่ได้เรียนรู้ประสบการณ์ใหม่ๆ ชีวิตของฉันคือชีวิตของเด็กมหาวิทยาลัยทั่วๆ ไปที่ไปเรียน พบปะเพื่อนฝูง และไปโบสถ์ตามครอบครัวในทุกเช้าวันอาทิตย์ ชีวิตของฉันดูเหมือนจะมีความสุขมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะได้เรียน ได้ทำในสิ่งที่ชอบและตั้งใจไว้ แต่แล้ววันหนึ่งทุกอย่างก็เปลี่ยนไปเมื่อฉันตื่นขึ้นมาและมีอาการเจ็บกระบอกตา ฉันไม่ได้สนใจอาการเหล่านั้นมากเท่าไหร่นัก คิดว่าคงเป็นเพราะอยู่ในช่วงสอบและต้องทำงานส่งอาจารย์

หนึ่งอาทิตย์หลังจากนั้น อาการเจ็บกระบอกตาก็หายไป แต่กลับกลายเป็นว่าตาข้างซ้ายของฉันนั้นมองไม่เห็น มันกลายเป็นภาพแสงจ้าสีขาว แม่รีบพาฉันไปโรงพยาบาล หมอได้ทำการตรวจมากมายและผลที่ออกมานั้นทำให้ฉันใจสลาย หมอได้วินิจฉัยว่าฉันเป็นโรคเกี่ยวกับระบบเส้นประสาทบกพร่อง(หรือที่เรียกว่า Multiple Sclerosis ชนิด NMO) ทำให้เส้นประสาทตาที่อยู่ในส่วนของการฉายภาพตีบและบกพร่อง สิ่งที่ทำได้คือการให้ยาระงับและรอดูอาการไปก่อน ฉันจะถูกส่งตัวไปโรงพยาบาลเกี่ยวกับระบบเส้นประสาทโดยตรง ตั้งแต่เกิดมาฉันร้องไห้ต่อหน้าพ่อแม่นับครั้งได้ แต่วันนั้นฉันนั่งร้องไห้อย่างหนักต่อหน้าพวกเขา จากที่เป็นคนไม่ค่อยพูดอยู่แล้ว ฉันก็ยิ่งเก็บตัวมากขึ้น จากวันกลายเป็นสัปดาห์ ฉันได้แต่ถามพระเจ้าว่าฉันทำอะไรผิด พระเจ้าลงโทษฉันทำไม?”

วันหนึ่งฉันตัดสินใจบอกกับพ่อว่าฉันจะลาออก ฉันจะไม่เรียนแล้ว นั่นหมายความว่า ความฝันที่อยากจะเป็นครีเอทีฟของฉันนั้นพังทลายลง ความฝันที่อยากจะเป็นช่างภาพก็ไม่มีอีกต่อไปแล้ว ใครจะอยากรับคนพิการเข้าทำงาน หลังจากพูดออกไป หัวใจของฉันก็ยิ่งดำดิ่งลงไปเรื่อยๆ กินข้าวน้อยลง ไม่อยากพบเจอและพูดคุยกับใคร ฉันยังคงเก็บตัวอยู่เงียบๆ และมีความคิดว่าฉันไม่อยากจะอยู่บนโลกนี้แล้ว ฉันคิดไปเองว่าโรคที่ฉันกำลังต่อสู้นี้อาจส่งผลทำให้ฉันจากโลกนี้ไปเร็วขึ้นก็ได้ เมื่อก่อนเวลาฉันทำอะไรก็มักจะสำเร็จและผ่านไปได้ด้วยดี แต่ตอนนี้อะไรๆ ก็ดูเหมือนจะยากและเหนื่อยไปหมด

ฉันได้แต่ถามตัวเองว่า ถ้าตอนนี้ฉันตายไป ฉันจะได้พบพระเจ้าไหม แล้วถ้าพระเจ้าบอกว่าเราไม่รู้จักเจ้าฉันจะทำยังไง

ฉันโตมาจนป่านนี้แล้ว เฝ้าเดี่ยวก็แทบนับครั้งได้ อ่านพระคัมภีร์ก็ยังไม่จบเล่ม การอธิษฐานของฉันก็เพียงเพื่อขอในสิ่งที่ฉันต้องการเท่านั้น

ฉันบอกกับตัวเองว่าฉันจะเปลี่ยนตัวเองก่อนที่ฉันจะจากโลกนี้ไป ฉันใช้หัวใจทั้งหมดของฉันอธิษฐานกับพระเจ้า บอกกับพระองค์ว่าฉันยอมทุกอย่างแล้ว ยอมทุกอย่างแล้วจริงๆ ถึงแม้ตอนนี้ทุกอย่างจะยังดูไม่มีคำตอบ แต่ขอพระเจ้าช่วยฉันด้วย ฉันกลับมาตั้งใจอ่านพระคัมภีร์และเฝ้าเดี่ยวทุกวัน ฉันกลับมาใช้ใจในการนมัสการพระเจ้า โดยเฉพาะวันอาทิตย์ที่ปกติฉันจะไปโบสถ์เพียงเพราะตามครอบครัว ทุกวันนี้ฉันเข้าร่วมกลุ่มอนุชนที่โบสถ์ เป็นกรรมการค่ายและกรรมการคณะอนุชนในโบสถ์ พระเจ้าทรงเรียกฉันให้รับใช้อีกมากมาย เมื่อคุณอ่านมาถึงตรงนี้คุณอาจจะคิดว่าทุกอย่างก็คงเข้าที่… แต่เปล่าเลย ถึงแม้ว่าฉันยังคงไปเรียนตามปกติและไม่ได้ลาออกตามที่พูดกับพ่อไว้ในตอนนั้น แต่ฉันก็ต้องไปหาหมอและรับการรักษาอย่างต่อเนื่องทุกเดือน ทั้งฉีดสเตียรอยด์ ทั้งทานยาและเจาะไขสันหลังเพื่อตรวจหาเชื้อทุกปี ทุกอย่างล้วนเจ็บปวด และฉันไม่เคยชอบมันเลย ที่สำคัญฉันตั้งใจไปนมัสการพระเจ้าที่โบสถ์ด้วยใจของฉันจริงๆ แต่ภายในใจของฉันยังคงกลัวและเต็มไปด้วยความกระวนกระวาย ทุกๆ ปีในคืนก่อนวันเกิดของฉัน ฉันมักจะใช้เวลาหลายชั่วโมงในการนั่งอธิษฐานขอให้พรุ่งนี้ฉันจะกลับมามองเห็นเหมือนเดิม แต่ทุกครั้งคำขอของฉันก็ยังไม่เคยเกิดขึ้นสักที

สี่ปีต่อมา…

ฉันได้รับการรักษาแล้วแต่ไม่ใช่ที่ดวงตาแต่เป็นที่หัวใจ

ฉันเข้าใจอะไรมากขึ้นผ่านพระวจนะคำ การอธิษฐานและการมอบความรักของพี่น้องในโบสถ์และเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตฉัน ถึงแม้จะไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ฉันรู้แล้วว่าพระองค์กำลังรักษาฉันอยู่ พระองค์สร้างจิตใจที่เข้มแข็งและคิดถึงผู้อื่น พระองค์สร้างความกล้าหาญที่ฉันจะเอาชนะความกลัว และแน่นอนพระเจ้ารักษาชีวิตของฉันที่จะไม่หลงไปตามกระแสของโลกนี้ และให้ดวงตาของฉันที่จะเปิดออกเพื่อมองเห็นอะไรได้มากกว่าตอนที่เป็นปกติเสียอีก

ตอนนี้ ฉันในวัย 27 ปี คนที่ได้รับการเปลี่ยนแปลงจากพระเจ้า ยังคงดำเนินชีวิตเพื่อรับการเปลี่ยนแปลงและเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ตามพระประสงค์ของพระเจ้า ดวงตาข้างซ้ายของฉันในวันนั้นที่มองเห็นได้เพียงแค่ 6% แต่ตอนนี้ฉันเห็นได้ถึง 60% และมากกว่านั้นพระองค์ใช้ช่วงเวลาที่ฉันเคยคิดว่าเป็นการลงโทษจากการไม่เชื่อฟัง การดื้อดึง เปลี่ยนให้เป็นช่วงเวลาที่เป็นพรให้กับผู้อื่นมากมาย เมื่อนึกย้อนกลับไป ถ้าวันนั้นฉันไม่ได้ป่วย ฉันจะได้มีโอกาสในการเข้าใกล้และรับใช้พระองค์ได้อย่างไร จะมีครอบครัวและพี่น้องในพระคริสต์มากมายขนาดนี้ได้อย่างไร และฉันจะกลับมาหาพระเจ้าที่รักฉันมากขนาดนี้ได้อย่างไร ขอบคุณพระเจ้าที่เรียกฉันกลับบ้านเพราะบ้านของฉันคือพระองค์


นี่เป็นส่วนหนึ่งของรูปถ่ายจากหัวใจที่ชัดเจนของฉัน

YOU MAY ALSO LIKE

การอ่านพระคัมภีร์ไม่ได้ทำให้ฉันเป็นคริสเตียนที่ดีขึ้น

การอ่านพระคัมภีร์ไม่ได้ทำให้ฉันเป็นคริสเตียนที่ดีขึ้น

WRITER: แอ๊กเนส ลี ต้นฉบับภาษาอังกฤษจาก YMI TRANSLATOR: Mustard Seed Team EDITOR: Mustard Seed Team เช้าวันหนึ่ง ผู้ช่วยของเราบังเอิญได้ยินบทสนทนาระหว่างฉันกับสามี และเธอเข้าใจผิดว่าเรากำลังพูดถึงเธอ ผลลัพธ์คือเธอทำตัวเย็นชาใส่ฉันตลอดเช้าวันนั้น...

โหยหาความรักจากพ่อ

โหยหาความรักจากพ่อ

WRITER: เจ เล็ง ต้นฉบับภาษาอังกฤษจาก YMI TRANSLATOR: Mustard Seed Team EDITOR: Mustard Seed Teamฉันรู้สึกมีความอิจฉาเล็กๆ เมื่อใดก็ตามที่ฉันเห็นคุณพ่อที่น่ารักกำลังพูดคุยและหัวเราะกับลูกๆ ของเขา ฉันไม่เคยมีความทรงจำที่มีความสุขแบบนั้นเลย เมื่อตอนที่ฉันอายุ 11...

ความเหินห่างที่เกิดขึ้นระหว่างฉันกับพระเจ้า

ความเหินห่างที่เกิดขึ้นระหว่างฉันกับพระเจ้า

WRITER: พลอย EDITOR: Mustard Seed Team ฉันเป็นคริสเตียนธรรมดาๆ คนหนึ่งที่ปรารถนาจะมีชีวิตเป็นที่โปรดปรานในสายพระเนตรของพระเจ้า ฉันพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้ใกล้ชิดและติดสนิทกับพระองค์ ทั้งไปโบสถ์นมัสการ ศึกษาพระคัมภีร์ และอธิษฐานอยู่เป็นประจำ...

Share This