fbpx
WRITER: ต้นฉบับภาษาอังกฤษจาก Our Daily Bread Singapore
TRANSLATOR: อคิราภ์ เล็กอุทัย
EDITOR: Mustard Seed Team

ความกลัวมันเป็นเรื่องธรรมชาติ และช่วยให้เราเตรียมตัวจะสู้หรือหนี
แต่บางที ถ้าเราเกิดตัวแข็ง แบบยืนอึ้ง ทำอะไรไม่ถูก
รู้สึกเหมือนความกลัวกำลังจะกลืนกินชีวิตเรา?

 

ความกลัว เป็นอะไรที่ทุกคนต้องเจอครั้งแล้วครั้งเล่าไปตลอดชีวิต ช่วงนี้ยิ่งแล้วใหญ่ ทั้งโควิด ฝีดาษ เงินเฟ้อ เศรษฐกิจพัง สงครามนิวเคลียร์ มันเยอะจนเป็นไปไม่ได้ที่จะหลีกเลี่ยง แค่เลื่อนฟีดหรือเปิดข่าวก็มีเรื่องต้องกลัวแล้ว

แต่จริงๆ แล้ว บางทีความกลัวมันก็มาแบบเงียบๆ บางจังหวะ บางสถานการณ์ มันก็มีเรื่องที่ทำให้เรารู้สึกกลัว หรือวิตกอยู่คนเดียว

มันอาจจะเป็นตอนที่ต้องไปสัมภาษณ์งาน นัดประชุมกับหัวหน้าหรือเจอลูกค้าคนสำคัญ รอลุ้นผลตรวจสุขภาพ เริ่มต้นดูแลทีมงานใหม่ หรือพันธกิจใหม่ อะไรก็ตามที่ทำให้เรารู้สึกเครียด หนักอก หนักใจ ใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว เหมือนมีอะไรจุกๆ ที่ท้อง

บางครั้ง มันก็ไม่ได้แค่เป็นความกังวลเบาๆ ที่ซ่อนอยู่ในความคิด มันรู้สึกเหมือนความกลัวมาจับเรา มาบีบหัวใจเราไว้แน่น

เราพยายามใช้ชีวิตให้เหมือนปกติ แต่ในหัวคือ คิดแต่เรื่องที่กำลังจะต้องเจอ หรือจินตนาการไปถึงสิ่งที่แย่ที่สุดที่อาจจะเกิดขึ้นกับเรา มันเป็นช่วงวันที่ความกลัวมันถาโถมเข้ามาหนักจริงๆ

แล้วเราควรจะรับมือยังไงล่ะ? เราทำอะไรได้บ้างไหม? ทั้งที่เราก็เชื่อในพระเจ้านะ แต่ทำไมยังรู้สึกกลัวอยู่ดี? หรือว่า เรามีอะไรผิดปกติรึเปล่า?

เมื่อเราต้องขอความช่วยเหลือ…

อย่างแรก เราต้องยอมรับก่อนว่าความกลัวที่เรากำลังเจออยู่ บางทีมันอาจจะ “ไม่ปกติ” ก็ได้ (ถ้ามีอะไรที่เรียกว่าปกตินะ) บางครั้งมันก็ทำให้รู้สึกแย่จนเรารับมือคนเดียวไม่ไหวจริงๆ

ถ้าช่วงนี้คุณรู้สึกว่าความกลัวกับความเครียดมันเล่นงานตลอดเวลา หนักจนรู้สึกเหมือนร่างกายค้าง สมองมึน ทำอะไรต่อไม่ไหว จนใช้ชีวิตประจำวันไม่เป็นปกติ แบบนี้อาจถึงเวลาที่ต้องลองขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญ และบอกเลยว่า มันไม่ใช่เรื่องน่าอายหรือผิดแปลกอะไรเลย เพราะปัญหาเกี่ยวกับความวิตกกังวล ไม่ว่าจะเป็นความกังวลทั่วไป อาการวิตกกกังวล หรือแม้แต่โรคกลัวแบบรุนแรง มันคือเรื่องของสุขภาพจิตจริงๆ

ถ้ารู้สึกว่าความกลัวมันดื้อเกินไป พยายามยังไงก็ไม่หายสักที คุณอาจจะต้องไปปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตบ้าง

บางครั้งความกลัวมีส่วนเกี่ยวกับระบบในร่างกายด้วย และการใช้ยาก็เป็นสิ่งจำเป็น บางคนก็เกิดมามีความกังวลเยอะ หรือเป็นคนตื่นตัวง่ายอยู่แล้ว เลยอาจต้องกินยาแบบระยะยาว เพื่อให้รักษาสมดุลชีวิต

อย่าลืมว่า คุณไม่ได้อยู่คนเดียว

อย่างที่สอง จำไว้ว่า ความกลัวมันไม่ใช่เรื่องน่าอายเลย ทุกคนมีความกลัวกันทั้งนั้นแหละ แม้ว่าบางคนจะไม่ค่อยยอมรับ อย่าไปให้ใครมาดูถูกปัญหาของเรา หรือมองว่าความวิตกกังวลของเราเป็นเรื่องเล็กน้อยเด็ดขาด

จริงๆ แล้ว ความกลัวมันก็มีดีนะ

ความกลัวเนี่ย คือระบบเตือนภัยในตัวเราที่ทำงานแบบทันทีและหนักมาก มันปลุกทั้งร่างกาย สมอง แล้วก็อารมณ์ ให้พร้อมลุยกับเป้าหมายเดียวคือ การปกป้องตัวเอง เหมือนเวลาร่างกายเรารู้สึกเจ็บตอนที่เราเกิดอุบัติเหตุ ความกลัวก็แบบนั้นแหละ มันดึงความสนใจเราไปที่อันตราย
แล้วก็เตรียมพร้อมให้เราหนี หรือสู้กับสิ่งนั้นแบบเต็มที่

ส่วนความวิตกกังวลเนี่ย คือความรู้สึกกังวลแบบแอบแฝง เหมือนมีเสียงเตือนในใจตลอดเวลา มันคือความกลัวแบบค้างคา วิตกถึงเรื่องที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งหลายคนก็รู้จักความรู้สึกนี้ดี

ทั้งความกลัวแบบเฉียบพลัน กับความวิตกกังวลที่อยู่กับเรานานๆ มันคือส่วนหนึ่งของเรา เป็นกลไกตอบสนองต่ออันตรายที่ซับซ้อนและหลายชั้น ทุกคนก็มีความรู้สึกพวกนี้แหละ ในระดับที่ต่างกันไป

ความกลัวในปริมาณที่พอดีเนี่ย ช่วยทหารให้ระวังตัวในสนามรบ ช่วยคนขับรถให้ไม่ประมาทบนถนนที่อันตราย หรือกระตุ้นให้คนทำงานตั้งใจสุดๆ แล้วก็ความกลัวเรื่องกำหนดส่งงานหรือกลัวล้มเหลว มันก็เป็นแรงผลักดันดีๆ ที่ทำให้เราพยายามเต็มที่

แต่ในขณะเดียวกัน ถ้าความกลัวมันเยอะเกินไปล่ะก็ มันจะกลายเป็นอุปสรรค ทำให้เราทำอะไรไม่ไหว หรือค้างไปเลยก็ได้

สิ่งที่ต้องจำไว้เลยก็คือว่า ความกลัวมันเป็นเรื่องธรรมชาติ จริงๆ แล้วมันคือสิ่งที่พระเจ้าสร้างเรามา ความกลัวก็เป็นส่วนหนึ่งในสิ่งที่พระเจ้าวางแผน ในพระคัมภีร์ก็พูดถึงเรื่องความกลัวไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรเลย

ในความเป็นจริง ความกลัวถูกพูดถึงในพระคัมภีร์ทั้งพันธสัญญาเดิมและใหม่รวมกันมากกว่า 850 ครั้งเลยนะผ่านคำต่างๆ ว่า

Fear ความกลัว
Afraid รู้สึกกลัว/หวาดกลัว
Terror สะพรึงกลัว/หวาดผวา
Dread หวาดหวั่น
Anxious วิตกกังวล
Tremble สั่นเทิ้ม
Shake สั่นไหว
Quake สั่นสะเทือน

มีหลายเรื่องของคนในพระคัมภีร์ที่แสดงให้เห็นว่าเวลาเจออันตราย การตอบโต้ความกลัวด้วยการปกป้องตัวเองช่วยให้พ้นจากอันตราย เช่น ดาวิดที่หนีไปตอนที่ซาอูล กษัตริย์ขี้อิจฉา อยากฆ่าเขา หรือโยเซฟกับมารีย์ ที่ตามคำสั่งทูตสวรรค์ หนีไปอียิปต์ เพราะกลัวว่ากษัตริย์เฮโรดคนชั่วจะฆ่าพระเยซู

มันมีสิ่งที่เรียกว่า ความกลัวที่มีประโยชน์คือความกลัวที่เตือนเราว่ามีสถานการณ์หรือคนบางอย่างที่ควรเลี่ยง เพราะมันอันตรายจริงๆ เช่น เราไม่ควรให้คนที่ทำร้ายเรา หัวรุนแรง หรือมีปัญหายาเสพติด เข้ามาในชีวิตกับความสัมพันธ์ของเราแบบไม่มีขอบเขต ความระมัดระวังมันบอกให้เราต้องตั้งขอบเขตที่ชัดเจนกับคนแบบนี้

เพราะพระเจ้าเป็นคนสร้างและถักทอตัวเราขึ้นมา (สดุดี 139:13) เลยไม่แปลกที่พระองค์จะเข้าใจความกลัวของเรา และรู้ว่าบางทีเราก็รู้สึกท่วมท้นกับมันขนาดไหน

เย็นวันสุดท้ายบนโลกของพระเยซู พระองค์ทรงรับรองกับเหล่าสาวก “เราบอกเรื่องนี้กับพวกท่าน เพื่อท่านจะได้มีสันติสุขในเรา ในโลกนี้ท่านจะประสบความทุกข์ยาก แต่จงมีใจกล้าเถิด เพราะว่าเราชนะโลกแล้ว” (ยอห์น 16:33)

พระเยซูรู้ว่าเราต้องเจอเรื่องลำบากมากมายในโลกนี้ ไม่ว่าจะเป็นความทุกข์ ความเจ็บปวด หรือภาระหนักที่ต้องแบก และพระองค์ก็เข้าใจดีว่า บางทีเราก็ท้อจนใจหาย จนความกลัวกับความสิ้นหวังครอบงำเรา

ที่สำคัญกว่านั้น คือพระองค์ยังสอนเราว่าเราจะเอาชนะความกลัวได้ยังไง

วิธีที่ไม่สู้กับความกลัว ในเมื่อความกลัวเป็นเรื่องพื้นฐานของชีวิตเรา เราจึงต้องเรียนรู้วิธีจัดการกับมัน แต่บางทีเราก็จัดการผิดวิธี ซึ่งอาจทำให้สถานการณ์แย่ลงก็ได้ เช่นว่า

การพยายามทำเป็นไม่รู้สึกอะไรกับความกลัวและมองข้ามมันไปเฉยๆ บางคนก็พยายามปกปิดความกลัวด้วยการแสดงออกอย่างอื่นแทน หรือบางครั้งก็ทำเหมือนความกลัวไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร พยายามหาเหตุผลมาอธิบายมัน หรือมองว่าแค่เป็นความรู้สึกชั่วคราวที่ไม่ต้องไปสนใจมาก 

แต่บางทีเราก็เผลอทำให้ความกลัวมันดูน่ากลัวเกินจริงไปอีก 

วิธีแบบนี้ไม่ช่วยให้เราชนะความกลัวได้จริงๆ แถมบางทียิ่งทำให้ความกลัวมันหนักขึ้นกว่าเดิมด้วยซ้ำ เราควรเรียนรู้วิธีจัดการกับความกลัวที่มีประโยชน์ ที่จะช่วยให้เรารับมือและเอาชนะมันได้จริงๆ

วิธีจัดการกับความกลัวที่มีประโยชน์ มีขั้นตอนง่ายๆ ที่ช่วยให้เราชนะความกลัวที่หนักหน่วงได้ คือ ผชิญหน้ากับความกลัว

การยืนหยัดและเผชิญหน้ากับความกลัวแบบตรงๆ คือก้าวสำคัญครึ่งหนึ่งของการเอาชนะ แทนที่จะพยายามปิดกั้น หรือหาอะไรมาเบี่ยงเบนความสนใจ เราต้องยอมให้ตัวเอง “รู้สึก” กับความกลัวนั้นจริงๆ
ให้สิทธิ์ตัวเองได้รู้สึกถึงความสั่น ความทุกข์ใจ และความหวาดกลัวอย่างเต็มที่

แบบนี้จะช่วยให้เราเข้าใจความกลัวของตัวเองมากขึ้น และรู้ว่าข้างในมันมีอะไรซ่อนอยู่ ซึ่งเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยให้เราชนะความกลัวได้จริงๆ

เราสามารถเรียนรู้จากดาวิด ที่เขาเปิดใจแบบสุดๆ ในการเผชิญหน้ากับความกลัวของตัวเองว่า

ใจของข้าพระองค์ตรอมตรมอยู่ภายใน
และความสยดสยองของความตายโถมทับข้าพระองค์
ความกลัวและความสะทกสะท้านมาเหนือข้าพระองค์
และความหวาดผวาก็ครอบงำข้าพระองค์ (สดุดี 55:4-5)

เวลาที่เรากำลังเผชิญหน้ากับความกลัว เราสามารถลองถามตัวเองแบบนี้ดูได้

ตอนนี้เรากลัวอะไรอยู่?

เรากำลังพยายามไม่เผชิญหน้ากับอะไร?

ถ้าเราไม่กลัวตอนนี้ เราจะทำอะไรต่างไปจากนี้บ้าง?

ต้องมีอะไรเปลี่ยนแปลงบ้าง ถึงจะทำให้เราไม่กลัว?

เรากลัวว่าอะไรจะเกิดขึ้นในสถานการณ์นี้?

เรากลัวว่าคนอื่นจะคิดกับเรายังไง?

เรากลัวอะไรจะเกิดขึ้นถ้าความคิดวิตกกังวลมันเป็นจริง? แย่ที่สุดจะเกิดอะไรขึ้น? แล้วถ้าเกิดแบบนั้นจริงๆ เราจะทำยังไงต่อ?

ตัวอย่างสุดท้ายที่ชื่อว่า “การต่อสายโซ่” คือการเอาคำถามมาต่อกันเหมือนลูกโซ่ เพื่อให้เราเริ่มเห็นภาพว่า ความกลัวของเรามันมีแบบแผนหรือสาเหตุยังไงบ้าง การเผชิญหน้ากับความกลัวอย่างซื่อสัตย์ จะช่วยให้เราเรียนรู้จากความกลัว ไม่ใช่หนีมันอีกต่อไป

เดินหน้าต่อไปทั้งที่ยังกลัว…

ทหารถูกฝึกมาให้จัดการกับสถานการณ์เสี่ยงตายในสนามรบ ไม่ได้ถูกฝึกมาให้ไม่กลัว แต่ฝึกให้เผชิญหน้ากับความกลัวเพื่อทำภารกิจให้สำเร็จ เหมือนที่ทหารผ่านศึกคนหนึ่งเคยเล่าไว้ว่า “ตอนเจอศึกครั้งแรก รู้สึกกลัวจนตัวสั่นไปหมดเลย แต่สิ่งที่ฝึกมาก็เห็นผล”

ในแบบเดียวกัน พระเจ้าก็เรียกให้เราทำตามและเดินตามพระองค์ไปสู้ในสนามรบ แม้ในวันที่เรากลัวมาก เราไม่สามารถทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นความกลัวของตัวเองได้ แต่เราสามารถก้าวไปข้างหน้าได้ด้วยความมั่นใจและตั้งใจเต็มที่ เพราะรู้ว่าพระเจ้าอยู่กับเราเสมอ

เราสามารถบอกพระเจ้าเหมือนที่ดาวิดพูดไว้ในสดุดี 56:3–4 ว่า

เมื่อข้าพระองค์กลัว
ข้าพระองค์วางใจในพระองค์
ในพระเจ้า ผู้ที่ข้าพระองค์สรรเสริญพระวจนะ
ในพระเจ้า ข้าพระองค์วางใจ ข้าพระองค์จะไม่กลัว
เนื้อหนังจะทำอะไรข้าพระองค์ได้?

พระเยซูก็สั่งให้เราจง “มีใจกล้า” (ยอห์น 16:33) พระองค์รู้ดีว่าเราเองก็อยากหนี อยากหลบเลี่ยงเวลาเจอความกลัว เลยเตือนเราว่า “เราชนะโลกนี้แล้ว” เพื่อว่าเราจะสามารถยืนหยัดและสู้ด้วยความกล้าหาญได้ เพราะความมั่นใจของเราไม่ได้อยู่ที่ตัวเอง แต่เป็นที่พระองค์ผู้ชนะโลกนี้ จำไว้เลยนะ ว่าพระเจ้าของเราใหญ่กว่า

จำไว้เลยว่าพระเจ้าอยู่กับเราเสมอ ตอนที่มีพายุแรงจนเรือแทบจะจม สาวกก็กลัวจนใจแทบขาด น้ำท่วมเรือก็เป็นเรื่องจริงที่อาจเกิดขึ้นได้ แต่พระเยซูกลับหลับอยู่ พอสาวกปลุกพระองค์ พระเยซูก็สั่งลมกับคลื่นให้หยุดก่อน แล้วจึงค่อยพูดปลอบใจพวกเขาให้สบายใจขึ้น

พระองค์จึงตรัสกับพวกเขาว่า “ทำไมพวกเจ้ากลัว? พวกเจ้าไม่มีความเชื่อหรือ?”

อาจจะเป็นตอนนั้นแหละที่สาวกรู้ตัวว่า ใครกันแน่ที่อยู่ในเรือลำเดียวกับพวกเขา คือพระผู้สร้างสวรรค์และแผ่นดินโลก ความรู้สึกนี้เปลี่ยนมุมมองของพวกเขาไปเลย

คำถามที่เราทุกคนต้องถามตัวเองคือ “ใครกันนะที่อยู่ในเรือของฉัน?”

ถ้าเรากลัวสิ่งอื่นหรือคนอื่นมากกว่าที่กลัวพระเจ้า ก็ขอให้เราจำไว้เสมอว่าใครอยู่กับเรา คนนั้นคือพระเจ้าที่บอกว่า “อย่ากลัวเลย เพราะเราจะอยู่กับเจ้า” (อิสยาห์ 41:10)

สิ่งเดียวที่สำคัญ… อย่าลืมว่าในฐานะผู้เชื่อ เรามีทุกอย่างที่ต้องการแล้ว เพราะพระเจ้าสัญญาว่าจะอยู่กับเราและช่วยให้รอดเสมอ

บางทีสิ่งที่เรากำลังเจออยู่มันอาจดูใหญ่มากจนท่วมท้นใจไปหมด แต่เราลองถามตัวเองดูว่า สิ่งที่เสียไปตอนนี้มันคืออะไร? แล้วสิ่งเดียวที่เราจะอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีมันคืออะไร?

สิ่งเดียวที่เราต้องการคือความมั่นคงและความหมายในชีวิต ที่เราได้จากความสัมพันธ์ส่วนตัวกับพระเยซู เหมือนที่เปาโลเตือนใจเราในโรม 8:31–39 ว่า “ถ้าพระเจ้าอยู่ฝ่ายเรา ใครจะขัดขวางกับเราได้? ใครจะให้เราขาดจากความรักของพระคริสต์ได้?”

คำตอบของเปาโลสำหรับคำถามเหล่านี้ คือสิ่งที่ทำให้ใจเราสบายขึ้นว่า

เพราะข้าพเจ้าแน่ใจว่า แม้ความตาย หรือชีวิต หรือบรรดาทูตสวรรค์ หรือเทพเจ้า หรือสิ่งซึ่งมีอยู่ในปัจจุบันนี้ หรือสิ่งซึ่งจะมีในภายหน้า หรือฤทธิ์เดชทั้งหลาย หรือซึ่งสูง หรือซึ่งลึก หรือสิ่งใดๆ อื่นที่ได้ทรงสร้างแล้วนั้น จะไม่สามารถทำให้เราขาดจากความรักของพระเจ้า ซึ่งมีอยู่ในพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเราได้
(โรม 8:31–39)

จำไว้เลยว่า ไม่มีอะไรสำคัญหรือเสียหายที่ต้องกังวลขนาดนั้น

เรายังไม่ต้องกลัวแม้แต่ความตายเลย ซึ่งเป็นต้นตอของความกลัวทั้งหมดของเรา ถ้าความกลัวมันคือการเสียการควบคุมในเรื่องต่างๆ เช่น สุขภาพ ความฝัน งาน รายได้ ชื่อเสียง หรือความมั่นคงทางการเงิน

ความตายก็คือการสูญเสียการควบคุมสูงสุด คือชีวิตของเรานั่นเอง

แต่ข่าวดีของพระเจ้าช่วยให้เราหลุดพ้นจากความกลัวที่พันธนาการเราไว้ เพราะผ่านการยอมตายของพระคริสต์ เราชนะอำนาจของความตายแล้ว เราสามารถเดินหน้าด้วยความมั่นใจไปกับผู้เลี้ยงที่ดีและเชื่อถือได้ของเรา คนที่จะนำทางเราให้ผ่านหุบเขาที่มืดมิดที่สุดไปได้

แม้ข้าพระองค์จะเดินฝ่าหุบเขาเงามัจจุราช
ข้าพระองค์ไม่กลัวอันตรายใดๆ
เพราะพระองค์สถิตกับข้าพระองค์
คทาและธารพระกรของพระองค์ปลอบโยนข้าพระองค์
(สดุดี 23:4)

YOU MAY ALSO LIKE

เมื่อการทดสอบบุคลิกภาพทำร้ายฉัน

เมื่อการทดสอบบุคลิกภาพทำร้ายฉัน

WRITER: กาเบรียล ลี ต้นฉบับภาษาอังกฤษจาก YMITRANSLATOR: กาญจนา​ กาญจนพาทีEDITOR: Mustard Seed Team อินโทรเวิร์ต (Introvert) เป็นคนเงียบ ขี้อายและไม่ชอบพบปะคนอื่น  ส่วนคนเอ็กซ์ทราเวิร์ต (หรือ เอ็กซ์โทรเวิร์ต ใช้ในทางจิตวิทยา (Extravert or Extrovert)) เป็นคนเสียงดัง...

การต่อสู้กับการกลัวตกเทรนด์ (FOMO)

การต่อสู้กับการกลัวตกเทรนด์ (FOMO)

WRITER: มิเชล ไล ต้นฉบับภาษาอังกฤษจาก YMITRANSLATOR: อรุณพร ทักษิณทวีทรัพย์EDITOR: Mustard Seed Team ฉันได้ยินคำย่อนี้ครั้งแรกในโบสถ์ของฉันเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา นักศึกษามหาวิทยาลัยคนหนึ่งเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับความยากลำบากในการจัดการเวลาหลังจากเข้ามหาวิทยาลัย...

สิ่งที่ไม่ควรพูดกับคนที่กำลังต่อสู้กับโรคทางจิตเวช

สิ่งที่ไม่ควรพูดกับคนที่กำลังต่อสู้กับโรคทางจิตเวช

WRITER: แอนนา เชน สเตดิค ต้นฉบับภาษาอังกฤษจาก YMITRANSLATOR: ปาลีญา ธนาวัฒนเจริญEDITOR: ธัญธร จันทสุทธิบวร พวกเขาขมวดคิ้วเมื่อฉันบอกว่าฉันกำลังเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับอะไร ฉันกำลังทานอาหารกลางวันในงานประชุมของนักเขียนคริสเตียน...

Share This