fbpx
WRITER: เอช วาย ต้นฉบับภาษาอังกฤษจาก YMI
TRANSLATOR: ณัฐนันท์ จันทรศิริ
EDITOR: Mustard Seed Team

ครั้งแรกที่ฉันรู้สึกชอบใครบางคนตอนนั้นฉันอายุแค่ 14 ปี ฉันจำได้ว่าเธออายุมากกว่าฉันไม่กี่ปี เธอไม่ได้น่ารักเป็นพิเศษแต่เธอผิวแทน และมีลักยิ้มที่น่ารักมากเวลาที่เธอยิ้ม และเธอก็เล่นกีฬาเก่งด้วย

แต่ปัญหาอย่างหนึ่งก็คือ ฉันก็เป็นเด็กผู้หญิงเหมือนกับเธอ

เพียงไม่กี่ปี ฉันก็รู้สึกได้ว่าฉันชอบทั้งสองเพศ ฉันเคยชอบผู้ชายเหมือนกัน แต่ทว่าความรู้สึกชอบผู้หญิงมันกลับชัดเจนมากกว่า เอาจริงๆ ฉันเคยต่อสู้กับความรู้สึกของตัวเองที่ไม่สามารถอธิบายได้ ฉันสับสนและไม่สามารถเข้าใจมันได้ ฉันหมายถึงเพื่อนๆ ผู้หญิงทั้งหมดของฉันมักจะพูดถึงผู้ชายที่พวกเธอชอบ แต่ทำไมฉันกลับไม่เหมือนคนอื่น?

ในตอนแรก ฉันพยายามบอกกับตัวเองว่าสิ่งที่ฉันรู้สึกมันคือการชื่นชมเฉยๆ ไม่ใช่ความรู้สึกที่โรแมนติกอะไร แต่จริงๆ แล้วมันเป็นเพราะเธอเจ๋งกว่าฉัน และฉันอาจจะอยากเป็นเหมือนเธอ ฉันตกอยู่ในการไม่ยอมรับตัวเองและปฏิเสธที่จะรับรู้ความรู้สึกจริงๆ ที่ฉันมีต่อเธอ

แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลาผ่านไป ฉันรู้ตัวเลยว่าฉันพยายามหาโอกาสที่จะได้เจอหรือพูดคุยกับเธอให้บ่อยขึ้น ฉันพบว่าตัวเองเดินผ่านห้องเรียนของเธออย่างไม่มีเหตุผลเอาซะเลย และพยายามให้กลุ่มเพื่อนของฉันนั่งใกล้ๆ กลุ่มเพื่อนของเธอตอนช่วงพักเบรค

ในตอนนั้น ความรู้สึกมันแปลกมากสำหรับฉัน ฉันรู้สึกโดดเดี่ยวราวกับว่าไม่มีเพื่อนคนไหนที่ต้องมาเผชิญความรู้สึกแบบเดียวกันกับฉัน และในตอนนั้นกลุ่ม LGBT (เลสเบี้ยน เกย์ ไบเซ็กชวล ทรานส์เจนเดอร์) ก็ยังไม่เป็นที่แพร่หลายอีกด้วย และยังไม่มีคนที่กล้าเปิดเผยตัวเองมากนัก ฉันจึงรู้สึก (และยังคงรู้สึก) กังวลที่จะเปิดเผยความรู้สึกของฉัน และจนถึงวันนี้ พ่อแม่ของฉันก็ยังไม่รู้เลยว่าฉันเคยชอบทั้งเพศตรงข้ามและชอบเพศเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความสงสัยของฉัน มีสิ่งหนึ่งที่ฉันมั่นใจก็คือสิ่งที่พระคัมภีร์พูดเกี่ยวกับการชอบเพศเดียวกัน ฉันเติบโตในครอบครัวคริสเตียน เข้าชั้นเรียนทุกวันอาทิตย์ และเข้าร่วมกับกลุ่มวัยรุ่นของคริสตจักร ศิษยาภิบาลที่คริสตจักรของฉัน หลายท่านพูดตรงไปตรงมาถึงสิ่งที่พระคัมภีร์บัญญัติไว้เกี่ยวกับ “ความบาป” ถึงแม้ฉันจะจำบางคำเทศนาหรือหัวข้อคำสอนเกี่ยวกับเรื่องนี้ไม่ได้ก็ตาม ฉันก็รู้อยู่แก่ใจว่าความจริงแล้วการรักเพศเดียวกันนั้นไม่ใช่สิ่งที่พระเจ้าดำริไว้สำหรับมนุษย์

พระธรรมเลวีนิติ 18:22 ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า “ห้ามผู้ชายหลับนอนกับผู้ชายด้วยกันเช่นเดียวกับหลับนอนกับผู้หญิง เป็นสิ่งพึงรังเกียจ” ในพระคัมภีร์ตรัสสอนเราอย่างชัดเจนว่า พระเจ้าทรงสร้างชายและหญิงไว้ให้แต่งงานกัน และเพื่อการมีเพศสัมพันธ์นั้นจะอยู่บนความสัมพันธ์ของการสมรส (มาระโก 10:6-9)

ในทางกลับกัน พวกเราถูกสอนให้หลีกหนีจากการผิดศีลธรรมทางเพศ และถวายเกียรติแด่พระเจ้าด้วยร่างกายของเราซึ่งเป็นพระวิหารของพระเจ้า (1 โครินธ์ 6:17-20) ดังนั้นฉันรู้ว่าความปรารถนาต่อเพศเดียวกันของฉันนั้น มันเป็นสิ่งที่ขัดแย้งกับน้ำพระทัยของพระเจ้าสำหรับฉัน

ในตอนเริ่มต้นฉันรู้สึกสับสนและตั้งคำถามในใจว่าทำไมพระเจ้าถึงคิดว่ามันเป็นสิ่งที่ผิด? 

ทำไมพระองค์ถึงต้องสร้างฉันมาให้รู้สึกชอบทั้งผู้ชายและผู้หญิงด้วยถ้ามันผิดจริง? ทำไมพระเจ้าไม่สร้างฉันมาให้ปกติเหมือนคนอื่น?

ฉันกำลังจะอายุ 20 ปีนี้และยังคงติดอยู่กับความรู้สึกเหล่านี้ ฉันไม่สามารถพูดได้เลยว่าฉันเอาชนะความรู้สึกนี้ได้แล้ว ซึ่งความจริงยังคงอีกไกล ฉันยังรู้ตัวว่าฉันเองยังคงมีความรู้สึกต่อทั้งเพศตรงข้ามและเพศเดียวกัน

มีคนที่มีเสน่ห์น่าดึงดูดอยู่ทั่วทุกที่ ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายที่น่ารัก พวกเขายังคงสะดุดตาฉัน และฉันยังคงถูกล่อลวงให้หมกมุ่นอยู่ในจินตนาการที่ว่า มันจะมีความสุขแค่ไหนถ้าได้คบกับพวกเขา

ฉันยังคงอยู่ในกระบวนการสร้างและไม่สมบูรณ์แบบ และแน่นอนฉันเองก็ไม่รู้ทั้งหมดเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่หลังจากที่ได้อ่านบทความคริสเตียนหลายบทความและมองย้อนกลับมาที่เรื่องราวของตัวเอง นี่เป็นคำเตือนสามอย่างที่ฉันค้นพบว่ามันสามารถช่วยฉันได้ในเวลาที่ฉันอ่อนแอ

 

 

1. ยึดมั่นอัตลักษณ์ของฉันในพระคริสต์

ฉันยอมรับว่าจำนวนคนที่ยอมรับกลุ่มคน LGBT นั้นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในสังคมของเรา และมาพร้อมกับข้อเรียกร้องที่สนับสนุนให้รักและเข้าใจตัวตนที่แท้จริงของกลุ่มคน LGBT ซึ่งมันช่างล่อลวงเสียจริง แต่อย่างไรก็ตามในฐานะคริสเตียนฉันจำได้ว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดคือฉันเป็นผู้ติดตามพระคริสต์ไม่ใช่ติดตามมนุษย์หรือตัวเอง

เมื่อเราเข้าใจอัตลักษณ์ของเราถูกต้องแล้ว ทุกอย่างก็จะลงตัว ตั้งแต่ที่ฉันยึดมั่นในอัตลักษณ์ที่แท้จริงของตัวเองว่าฉันคือลูกของพระเจ้าและไม่ได้เป็นไบเซ็กชวล ฉันก็ไม่ถูกครอบงำโดยความรู้สึกของตัวเองอีกต่อไป พระเยซูทรงสิ้นพระชนม์เพื่อไถ่บาปฉัน เพื่อที่ฉันจะเป็นของพระองค์และทรงมอบชีวิตใหม่ให้กับฉัน อัตลักษณ์ใหม่ที่ฉันเจอในพระเยซูเข้ามาแทนที่ความรู้สึกของฉัน ดังนั้นฉันก็ไม่เคยรู้สึกถึงความจำเป็นที่จะต้องแสดงออกถึงรสนิยมทางเพศหรือออกมาป่าวประกาศให้ทุกคนรับรู้อีกต่อไป

การจดจ่อในอัตลักษณ์ที่แท้จริงในพระเจ้ายังเป็นสิ่งที่ย้ำเตือนฉันอีกว่า ตอนนี้ฉันมีสิทธิอำนาจที่จะปฏิเสธการทำบาปหรือความบาป ถึงแม้ฉันรู้ว่ามันไม่ง่ายนักก็ตาม แต่ฉันมีเสรีภาพที่จะเลือกประพฤติตัวอย่างลูกของพระเจ้าและไม่ยอมทำตามเนื้อหนังของตัวเอง

 

 

 

2. ยอมรับว่าฉันไม่สามารถปฏิเสธการล่อลวงได้ด้วยกำลังของตัวฉันเอง

แน่นอนว่าฉันจำเป็นต้องเอาจริงเอาจังในการป้องกันตัวเองที่จะตกไปสู่การทำบาป สำหรับฉันเรื่องนี้รวมถึงการไม่นัดเจอกับคนที่ฉันรู้ตัวว่าฉันกำลังมีความรู้สึกดีเป็นพิเศษ และฉันก็จะไม่ติดตามอินสตาแกรมของคนดังๆ ที่มีรูปชวนมองทั้งหลายด้วย

แต่ถึงอย่างไรก็ตามวิธีการต่างๆ ก็ไม่เคยเพียงพอ แต่ขอบคุณพระเจ้าเรามีผู้ช่วยคือพระเจ้า เมื่อเราอธิษฐานร้องทูลต่อพระเจ้า พระองค์ทรงฟังเรา ในพระธรรมมัทธิว 26:41 บอกให้เราเฝ้าระวังและอธิษฐานเพื่อที่เราจะไม่ตกเข้าไปอยู่ในการทดลอง

พระเยซูเตือนเราว่า “จิตวิญญาณพร้อมแล้วก็จริง แต่กายยังอ่อนกำลัง” เพราะความบาปนั้นเป็นธรรมชาติของมนุษย์ เราจึงต้องการกำลังที่เหนือธรรมชาติเพื่อเลิกจากความบาปนั้น และเราสามารถขอกำลังนี้ได้จากพระคริสต์

เมื่อฉันเจอการทดลอง ฉันเรียนรู้ที่จะอธิษฐานและสารภาพความปรารถนาที่เป็นบาปต่อพระเจ้า ฉันวิงวอนและขอกำลังจากพระองค์ให้ฉันจะสามารถดำเนินชีวิตด้วยการเชื่อฟัง บ่อยครั้งที่ฉันใช้เวลาในการนิ่งสงบ อธิษฐานถึงการกลับใจและขอพลังแห่งความตั้งใจที่จะต่อสู้กับการทดลอง

3. พระองค์ทรงพอพระทัยเมื่อฉันเชื่อฟัง

แน่นอนว่าเป็นเรื่องที่ยากมากในการเปลี่ยนพฤติกรรมบางอย่างที่มันกลายเป็นธรรมชาติไปแล้ว

การที่ฉันตั้งใจไม่ทำบาปไม่ใช่เพียงเพราะพระคัมภีร์บอกว่ามันผิด แต่เพราะฉันรู้ว่าพระบิดาในสวรรค์ทรงพอพระทัยเมื่อฉันเชื่อฟัง

แท้จริงแล้วพระเจ้าทรงพอพระทัยในการเชื่อฟังของเรามากกว่าเครื่องสัตวบูชาและการการรับใช้ (1 ซามูเอล 15:22) การเชื่อฟังคือการแสดงออกถึงการนมัสการและเป็นสิ่งยืนยันความรักที่เรามีต่อพระองค์ (1 ยอห์น 5:3) สิ่งเหล่านี้คือแรงบันดาลใจให้ฉันเชื่อฟังพระองค์

ก็เหมือนกับคริสเตียนคนอื่นๆ ที่ยังคงต้องต่อสู้กับการเป็นไบเซ็กชวล ฉันอยากจะให้พระเจ้าเอาความรู้สึกเหล่านี้ออกไปให้หมด และมันก็คงทำให้ชีวิตของฉันง่ายขึ้นเยอะ ฉันคงไม่ต้องมานั่งปล้ำสู้กับการทดลองแบบนี้

แต่อย่างไรก็ตาม ฉันเชื่อว่าวันที่ฉันจะได้กลับคืนสู่สภาพดีสมบูรณ์ก็คือวันที่ฉันได้พบกับพระองค์บนสวรรค์ วันที่ความบาปทั้งหมดถูกลบล้างไปจากฉัน สำหรับในเวลานี้ พระเจ้าได้มอบกำลังให้กับลูกๆ ของพระองค์ในการต่อสู้กับการทดลองและมีชัยชนะเหนือความบาปทั้งปวง (1 โครินธ์ 10:13) เราไม่ตกเป็นทาสของความบาปอีกต่อไป (โรม 6:14) เรามีอิสรภาพ ในการเลือก ที่จะไม่ทำบาป (โรม 6:6) เราเลือกพระเยซูเหนือความบาปได้

และวันหนึ่ง ฉันจะได้ยินเสียงของพระบิดาในสวรรค์พูดกับฉันว่า “ดีแล้ว เจ้าเป็นบ่าวที่ดีและซื่อสัตย์ เจ้าซื่อสัตย์ในของเล็กน้อย เราจะตั้งเจ้าให้ดูแลของจำนวนมาก เจ้าจงร่วมยินดีกับนายของเจ้าเถิด” (มัทธิว 25:21) ฉันเฝ้ารอวันที่ชีวิตของฉันจะคู่ควรต่อการเป็นเครื่องสัตวบูชาแก่พระองค์

YOU MAY ALSO LIKE

โหยหาความรักจากพ่อ

โหยหาความรักจากพ่อ

WRITER: เจ เล็ง ต้นฉบับภาษาอังกฤษจาก YMI TRANSLATOR: Mustard Seed Team EDITOR: Mustard Seed Teamฉันรู้สึกมีความอิจฉาเล็กๆ เมื่อใดก็ตามที่ฉันเห็นคุณพ่อที่น่ารักกำลังพูดคุยและหัวเราะกับลูกๆ ของเขา ฉันไม่เคยมีความทรงจำที่มีความสุขแบบนั้นเลย เมื่อตอนที่ฉันอายุ 11...

จะรับใช้พระเจ้าในขณะที่ต่อสู้กับโรคซึมเศร้าได้อย่างไร?

จะรับใช้พระเจ้าในขณะที่ต่อสู้กับโรคซึมเศร้าได้อย่างไร?

WRITER: ฌอน ควาห์ ต้นฉบับภาษาอังกฤษจาก YMI TRANSLATOR: ศุภิสรา เจริญศรีศิลป์ EDITOR: ธัญธร จันทสุทธิบวร ชาร์ลส์ สเปอร์เจียน? เป็นโรคซึมเศร้า? ผมได้ยินชื่อ ชาร์ลส์ สเปอร์เจียนครั้งแรกจากศิษยาภิบาลของผม เขาได้แบ่งปันข้อคิดดีๆ จากหลายๆ คำเทศนาของสเปอร์เจียนให้ฟัง...

3 สัญญาณที่บอกว่าคุณหมดไฟในการรับใช้

3 สัญญาณที่บอกว่าคุณหมดไฟในการรับใช้

WRITER: ซาราห์ โซ๊ะ ต้นฉบับภาษาอังกฤษจาก YMI TRANSLATOR: นารดา ไทรงาม EDITOR: สวิตตา เจริญศรีศิลป์ 29 กันยายน 2010 เป็นวันที่ฉันตระหนักว่าตัวเองหมดไฟ ในฐานะคริสเตียนวัยรุ่น เป็นนักศึกษาปริญญาตรี ฉันคิดว่าตัวเองจะมีภูมิคุ้มกันจากการหมดไฟ ที่ผ่านมาฉันไม่ได้ทำทุกอย่าง...

Share This