fbpx
WRITER: มาร์ธา เฟอร์เรร่า ต้นฉบับภาษาอังกฤษจาก YMI
TRANSLATOR: Gift Natthanan
EDITOR: Mustard Seed Team

ฉันคิดว่าตัวเองเป็นคนที่ความจำค่อนข้างดี ฉันมักจะเป็นคนที่คนอื่นไว้วางใจที่จะพูดว่า “เธอช่วยเตือนฉันว่า…” แต่ฉันก็ประหลาดใจอยู่บ่อยครั้งว่าทำไมฉันถึงลืมง่ายนักกับความจริงที่สำคัญที่สุดว่า พระเจ้าของฉันนั้นคือใคร? เมื่อรู้สึกไม่มั่นคงปลอดภัยและมีคำโกหกเกิดขึ้นในความคิดของฉัน หรือในช่วงเวลาที่ดูเหมือนว่าพายุกำลังโหมกระหน่ำ

เมื่อวิกฤตโควิด-19 ครั้งแรกได้ส่งผลกระทบในประเทศอังกฤษจนต้องเข้าสู่ช่วงล็อกดาวน์ ฉันต้องปรับตัวหลายอย่าง ในขณะที่สถานการณ์เริ่มผ่อนคลายลงและฉันได้กลับมาใช้ชีวิตตามปกติอีกครั้ง ฉันทราบข่าวจากเพื่อนร่วมงานว่าพื้นที่ที่ฉันอาศัยอยู่กำลังจะถูกล็อกดาวน์ ทันทีที่รู้อย่างนั้นฉันเห็นอิสรภาพและความชื่นบานของฉันหายวับไปกับตา

ฉันเป็นคนที่ชอบเข้าสังคมมากและมีความสุขที่ได้พบเจอผู้คนระหว่างสัปดาห์ และในที่สุดฉันก็กำลังจะได้กลับไปใช้ชีวิตแบบนั้นอีกครั้ง แต่ตอนนี้ฉันกลับไม่สามารถแม้แต่จะนมัสการออนไลน์ร่วมกับเพื่อนของฉันอีกสองคนได้ หรือไม่สามารถดื่มชาทานขนมกับพี่น้องที่คริสตจักรประจำทุกสัปดาห์ได้ ในมุมมองของฉัน ฉันรู้สึกว่าฉันกำลังจะโดดเดี่ยว มันทำให้ฉันรู้สึกแย่มากจนฉันต้องแอบไปร้องไห้ในห้องน้ำ

ค้นพบความหวังท่ามกลางความสิ้นหวัง

หลายครั้งฉันรู้สึกว่าตัวเองมักตอบสนองต่อข่าวร้ายด้วยการจมอยู่กับความกังวล คิดมาก และกระวนกระวาย เช้าวันนั้น ฉันปล่อยตัวเองไปกับความคิดและความรู้สึกจนในที่สุดฉันพ่ายแพ้และยอมให้ความกลัวเข้ามาครอบงำ ฉันได้อธิษฐานหรือเปล่า? ใช่ ฉันอธิษฐาน แต่ในเวลานั้นมันเป็นคำอธิษฐานที่มาจากความสิ้นหวังและหมดหวังภายใน เป็นคำอธิษฐานที่พูดออกมาด้วยความกลัวด้วยความมั่นใจที่มีอยู่น้อยนิด ฉันรู้สึกเหมือนว่าตัวเองจนมุม

อย่างไรก็ตาม ในขณะที่ฉันเริ่มอธิษฐาน แสงสว่างก็ค่อยๆ ปรากฏขึ้นท่ามกลางพายุที่มืดมิดของฉัน ตอนแรกมันริบหรี่เหลือเกิน แต่สำหรับสิ่งที่ฉันเคยกังวล ข้อพระคำจากพระคัมภีร์ก็ผุดขึ้นมาในใจ

ยิ่งฉันใช้เวลาอยู่กับความคิดตรงนั้นมากเท่าไร ถ้อยคำและความสงบเหล่านั้นยิ่งปรากฏมากขึ้น

ดังนั้น ฉันปล่อยความรู้สึกจนลืมว่าพ่อของฉันนั้นคือใคร? และพระคำของพระองค์ตรัสว่าอย่างไร แล้วฉันก็สังเกตได้ทันทีว่าหัวใจของฉันไม่ได้ว้าวุ่นอีกต่อไป ความคิดและจิตใจของฉันนิ่งสงบและแปลกมาก ฉันรู้สึกได้ถึงสันติสุข

และ บทเพลงคร่ำครวญ 3:21-25 ก็เข้ามาในใจของฉัน :

ข้าพเจ้าหวนคิดเรื่องนี้ขึ้นมาได้

เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงมีความหวัง

ความรักมั่นคงของพระยาห์เวห์ไม่เคยหยุดยั้ง

และพระกรุณาของพระองค์ไม่มีสิ้นสุด

เป็นของใหม่ทุกเวลาเช้า

ความเที่ยงตรงของพระองค์ใหญ่ยิ่งนัก

จิตใจข้าพเจ้าว่า “พระยาห์เวห์ทรงเป็นมรดกส่วนของข้าพเจ้า

เพราะฉะนั้นข้าพเจ้ามีความหวังในพระองค์”

พระยาห์เวห์ทรงดีต่อผู้ที่คอยพระองค์

และต่อผู้ที่แสวงหาพระองค์

หนังสือบทเพลงคร่ำครวญนั้นเต็มไปด้วยการคร่ำครวญสุดซึ้งของผู้เผยพระวจนะเยเรมีย์ ผู้ซึ่งเห็นชนชาติของเขาคือชนชาติอิสราเอลถูกทำลายล้างด้วยฝีมือชาวต่างชาติ หลังจากที่เขาพยายามหลายต่อหลายครั้งที่จะบอกพวกเขาว่าพระเจ้าทรงเรียกเขาเหล่านั้นให้กลับใจมาหาพระองค์ และวางใจในพระเจ้าองค์เดียว แต่ผู้คนก็ไม่สนใจคำขอร้องของเขาเลย

แต่ถึงอย่างนั้น เยเรมีย์ก็ยังคงมีความหวัง แม้ในเวลาที่เขามองรอบตัวและเห็นเพียงความสิ้นหวัง เขายังมีความหวัง ทำไม?

เพราะเขาบอกกับตัวเองว่าพระเจ้าของเขาคือผู้ใด ความหวังของเขาไม่ได้ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปมา แต่ขึ้นอยู่กับพระเจ้าผู้มั่นคง ทรงรักและแสนดีเสมอ

พระเจ้าผู้สูงสุดซึ่งสัญญาที่จะปลดปล่อยคนเหล่านั้นที่หันกลับมาหาและแสวงหาพระองค์ พระองค์ผู้ทรงทำให้สิ่งทั้งหลายก่อเกิดผลดีแก่คนที่รักพระองค์ (โรม 8:28)

ในวันนั้น ฉันจึงนึกได้ว่าเราสามารถพบความหวังได้ในพระเจ้าองค์เดียวกันกับพระเจ้าของเยเรมีย์ สำหรับฉัน มันหมายถึงการมีความหวังแม้การพยายามทุกวิถีทางในการหยุดการแพร่กระจายของไวรัสนั้นจะไม่ได้ผล มันหมายถึงการมีความหวังแม้จะมีกฎข้อห้ามต่างๆ เกิดขึ้นตอนนี้ ทั้งที่ฉันคิดว่ามันคือฝันร้ายที่กำลังจะมีในไม่ช้า หรือแม้กระทั่งตอนที่ฉันจะต้องปั่นจักรยานไปทำงานท่ามกลางความมืด ความหนาว และฝนที่ตกลงมา ฉันไม่รู้เลยว่าจะสามารถกลับไปกอดเพื่อนๆ ได้อีกครั้งเมื่อไหร่ หรือว่าฉันจะได้กลับไปเจอกับครอบครัวในช่วงคริสมาสหรือไม่ ก็เหมือนกับเยเรมีย์ ท่ามกลางสิ่งเหล่านี้ ฉันรู้ว่าฉันยังสามารถมีความหวัง ฉันเพียงแค่ต้องนึกถึงเหตุผลของความหวังนั้น

วิธีที่จะทำให้ระลึกถึงความดีของพระเจ้า

ข่าวดีคือพระเจ้ารู้ว่าเราขี้หลงขี้ลืมขนาดไหน และด้วยเหตุผลนี้พระองค์จึงประทานวิธีที่จะทำให้เราสามารถจดจำได้ขึ้นใจ ในเฉลยธรรมบัญญัติ 6:6-9 พระเจ้าบัญชาประชากรของพระองค์ให้ถือรักษาบัญญัติของพระองค์ไว้ในจิตใจของพวกเขา โดยการพูดถึงถ้อยคำเหล่านั้นกับผู้คนที่อยู่รอบตัวพวกเขา เขียนลงไปบนวงกบประตู และที่ประตูรั้ว และตั้งมันไว้ตรงหน้าพวกเขาเสมอ บัญญัติของพระเจ้าเป็นเครื่องหมายของความรักและความห่วงใยของพระองค์ที่มีต่อเรา ดังนั้นการฝึกฝนบ่อยๆ ทุกวันช่วยทำให้เราวางใจอยู่บนพระสัญญาและยังคงมีหวังอยู่เสมอ และนี่คือสามวิธีที่ฉันนำเอาพระธรรมเฉลยธรรมบัญญัติ 6:6-9 มาปรับใช้ :

1. นำผู้คนให้นึกถึงความจริงของพระเจ้าด้วยการส่งข้อความง่ายๆ

หนึ่งในทางปฏิบัติสำหรับพวกเราในการพูดถ้อยคำแห่งความจริงในพระคัมภีร์กับผู้คนที่อยู่รอบตัวเราคือการส่งข้อความ ซึ่งจากประสบการณ์ฉันรู้ว่ามันจะไปได้ไกลเลยทีเดียว ในเช้าวันนั้นที่ฉันรู้ว่าพื้นที่ที่ฉันอยู่ต้องถูกล็อกดาวน์เพื่อนของฉันก็ส่งข้อความและคำอธิษฐานมาหาฉันเหมือนกันและนั่นก็ทำให้ฉันรู้สึกแตกต่างอย่างสิ้นเชิง

2. ล้อมรอบตัวเองด้วยพระวจนะ

ฉันพบว่าการมีพระคำไว้ให้เห็นง่ายๆ เป็นสิ่งที่มีประโยชน์มาก ด้วยการเขียนมันลงไปและติดไว้บนผนังห้องของฉัน ตั้งไว้บนหน้าจอมือถือของฉัน หรือมีไว้บนโต๊ะทำงาน ฉันเลือกพระคำที่พระเจ้าแตะต้องใจฉันในแต่ละสถานการณ์ของชีวิต พระคำที่พูดในสิ่งที่ฉันกำลังเผชิญอยู่ในตอนนั้น หรือบางคำที่หนุนใจฉันให้มองที่พระเจ้าอย่างมั่นคงและนำชีวิต ความกังวล และความชื่นบานไว้ที่พระองค์

3. ปรับมุมมองของคุณไปที่ความจริงที่หนุนใจ

แต่ถึงแม้ว่าฉันจะล้อมรอบตัวเองด้วยพระวจนะ มันก็ไม่ได้หมายความว่าฉันจะมองมันอยู่เสมอ

แต่ฉันพบว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่ฉันต้องการมันที่สุด ตาของฉันจะเหลือบไปเห็นข้อพระคำ และฉันก็ถูกท้าทายและได้รับการปลอบโยนด้วยความจริงตามพระคำนั้น

ในช่วงการล็อกดาวน์รอบใหม่นี้ หลายครั้งที่ฉันเริ่มหวาดกลัว คิดถึงเพื่อนของฉัน หรือในช่วงสถานการณ์ความไม่แน่นอนของโควิด-19 นี้เหมือนไม่มีทีท่าว่าจะจบลงและฉันสังเกตว่าตัวเองไม่ค่อยมีสันติสุข ภาพของพระธรรม 1 เธสะโลนิกา 5:16-18 ซึ่งแปะอยู่บนกำแพงห้องของฉันก็เข้ามาในใจ ฉันจึงขอพระเจ้าช่วยให้ฉันมีความชื่นบานอยู่เสมอ ฉันอธิษฐานไม่หยุดและขอบพระคุณพระเจ้าสำหรับทุกสถานการณ์ ในขณะที่ฉันอธิษฐาน ฉันสังเกตว่าความคิดของฉันก็เปลี่ยนไป และฉันได้รับกำลังและแรงจูงใจที่จะดำเนินชีวิตด้วยความชื่นชมยินดี และมองเห็นถึงความต้องการของผู้อื่นด้วย

ขณะที่มันเป็นการฝึกฝนที่ดีสำหรับฉันที่จะเขียนถ้อยคำของพระเจ้าและวางมันไว้รอบๆ ตัว ฉันก็ได้นึกถึงสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ พระเจ้าได้ประทานพระวิญญาณของพระองค์ไว้อยู่ในเรา พระองค์คือผู้ที่ขอกับพระเจ้าเพื่อเรา (โรม 8:26-27) ในความอ่อนแอของเรา และเป็นผู้ที่คอยนำความจริงที่เราจำเป็นต้องจดจำมาสู่ใจของเรา ไม่ใช่เพียงแค่สิ่งที่เราอ่านเจอในพระคัมภีร์เท่านั้น แต่เป็นความสัตย์ซื่อของพระเจ้าที่เราเคยมีประสบการณ์ในชีวิตกับพระองค์ ช่วงเวลาที่ความดีและความเมตตาของพระเจ้าเป็นหลักฐานสำหรับชีวิตเรา

พระองค์จะนำเหตุการณ์เหล่านั้นเข้ามาเพื่อทำให้เรามั่นใจว่ายังคงมีความหวังอยู่เสมอซึ่งจะไม่ทรงทำให้เราผิดหวัง (2 โครินธ์ 4:16-18, โรม 5: 3-5)

ตอนนี้ ฉันไม่ได้จะพูดว่าฉันจัดการทุกอย่างได้อย่างสมบูรณ์แบบ แต่ประสบการณ์เหล่านี้ทำให้ฉันมีความมั่นใจที่จะมองไปข้างหน้า ฉันยังคงต้องอยู่ในสถานการณ์การล็อกดาวน์ และสิ่งต่างๆ ก็จะยากขึ้นเรื่อยๆ แต่ตอนนี้ฉันรู้ว่าพระเจ้าสามารถทำลายความคิดที่เต็มไปด้วยปัญหาของฉันและเปลี่ยนมันเป็นสันติสุขได้ ฉันอธิษฐานขอให้พระวิญญาณของพระองค์เสริมกำลังฉันและช่วยให้ฉันนึกได้เสมอว่าพระเจ้าเป็นผู้ที่ยิ่งใหญ่กว่าสิ่งที่ทำให้ฉันกลัว และฉันเชื่อว่าพระองค์ทรงทำอย่างนั้นเพื่อฉันและทุกคนที่ร้องขอ เพราะว่าพระองค์นั้นทรงสัตย์ซื่อ

YOU MAY ALSO LIKE

คุณกำลังตั้งคำถามกับสิ่งที่คุณเชื่อหรือไม่?

คุณกำลังตั้งคำถามกับสิ่งที่คุณเชื่อหรือไม่?

WRITER: โจนาธาน มาล์ม ต้นฉบับภาษาอังกฤษจาก YMI TRANSLATOR: ชลิดา สุภาแสน EDITOR: Mustard Seed Team ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา ผมไม่เคยตั้งคำถามจริงจังกับความเชื่อของผมมากเท่าไหร่ ผมมักจะสงสัยในเรื่องวิวัฒนาการและปัญหาความชั่วร้ายที่มีอยู่ในโลกเสียมากกว่า...

เมื่อฉันเลิกวิ่งหนีอารมณ์ความรู้สึกด้านลบ

เมื่อฉันเลิกวิ่งหนีอารมณ์ความรู้สึกด้านลบ

WRITER: เจียหมิง เฉิง ต้นฉบับภาษาอังกฤษจาก YMI TRANSLATOR: รักษพร พรกีรติกุล EDITOR: ธัญธร จันทสุทธิบวร ฉันไม่ชอบเวลาที่ตัวเองอารมณ์แปรปรวน ฉันคิดว่ามันเริ่มมาจากการที่ฉันเห็นพ่อแม่ทะเลาะกันในวัยเด็ก ฉันไม่เคยเข้าใจเลยว่าการถกเถียงกันในเรื่องธรรมดาอย่างการล้างจาน...

เมื่อฉันนอนไม่หลับ

เมื่อฉันนอนไม่หลับ

WRITER: คิม ชอง ต้นฉบับภาษาอังกฤษจาก YMI TRANSLATOR: ฤกษ์สิน เขมสุนทร EDITOR: พักตร์วดี คะนึงไกวัลเมื่อคืนวันอาทิตย์ฉันป่วยเป็นไข้หวัดค่อนข้างหนัก เวลาประมาณสามทุ่มฉันก็รู้สึกง่วงอย่างรวดเร็ว จึงเตรียมตัวเพื่อจะเข้านอนและก็ซุกตัวนอนอยู่บนเตียงตั้งแต่ก่อนสี่ทุ่ม...

Share This