fbpx
WRITER: ราฟาเอล ชาง ต้นฉบับภาษาอังกฤษจาก YMI
TRANSLATOR: Gift Natthanan
EDITOR: ธนากร พูลสินกูล

า เศษแก้วที่แตก น้ำตา และเลือดที่ไหล ความกลัวและความสิ้นหวัง เป็นหนึ่งในค่ำคืนที่มืดมิดที่สุดในชีวิตของผม ผมแทบไม่อยากจะตื่นขึ้นมาเพื่อพบเจอกับวันพรุ่งนี้ ความเจ็บปวดที่จะต้องจบสิ้นทุกสิ่งทุกอย่างนั้นดูเหมือนจะยังคงน้อยกว่าการที่จะยอมรับความเจ็บปวดเพื่อมีชีวิตอยู่ต่อไป ผมทิ้งตัวลงนอนอยู่บนเตียงและปล่อยให้เลือดไหลลงช้าๆ เพื่อที่จะหลับไหลลงไปเป็นครั้งสุดท้าย ในตอนนั้นผมมีอายุ 19 ปี

สองปีก่อนที่จะเกิดเหตุในค่ำคืนนั้น หลังจากที่ผมได้เข้าเรียนในวิทยาลัย ผมไม่ได้ใส่ใจกับการเรียนเท่าไหร่ และดูเหมือนว่ามันเป็นช่วงเวลาที่ผมเครียดมาก เกรดของผมนั้นดิ่งลงเหวและยิ่งทำให้ผมไม่มีแรงจูงใจในการเรียน ผมใช้เวลาไปกับการนอนและอยู่ในสภาวะซึมเศร้าอยู่ตลอดเวลา 

ไม่กี่เดือนต่อมาหลังจากการสอบระดับเอ ผมได้รับจดหมายจากกระทรวงกลาโหม แจ้งให้ผมทราบถึงวันที่ต้องไปเกณฑ์ทหารเพื่อรับใช้ชาติ และนั่นเป็นช่วงเวลาที่โลกของผมเหมือนจะแตกสลาย

แน่นอนว่าผมไม่ใช่นักกีฬา และไม่ได้เติบโตขึ้นมาเป็นเด็กที่คลั่งไคล้ในการออกกำลังกาย ดังนั้นพ่อแม่ของผมมักจะพูดบ่อยๆ ว่าหากผมไม่เตรียมร่างกายให้ดีผมจะรับการฝึกหนักไม่ไหว จนถึงตอนนี้ผมเข้าใจแล้วว่านั่นคือคำกระตุ้นจากความตั้งใจดีของพ่อแม่ แต่ในตอนนั้นผมรับความเห็นของท่านมาเป็นความรู้สึกว่าผมไม่ดีเพียงพอ และจะไม่มีทางรอดจากชีวิตในกรมทหาร

และอีกอย่างคือ ตั้งแต่โรงเรียนมัธยมแล้วที่ผมเข้ากับเพื่อนๆ คนอื่นในชั้นเรียนได้ไม่ดีเท่าไหร่นัก และรู้ตัวเองว่ามักจะดึงดูดเพศเดียวกัน ดังนั้นเมื่อนึกถึงว่าต้องอยู่ในหมู่ชายล้วนในบรรยากาศกรมทหารทำให้ผมหวาดกลัว และผมกังวลมากว่าจะเกิดอะไรขึ้นหากคนรู้ว่าผมเป็นเกย์ ซึ่งมันเป็นความกังวลทับถมกลายเป็นความกลัวการเกณฑ์ทหารอย่างที่สุด

ผมเริ่มจะอ้อนวอนขอกับพระเจ้าอย่างสิ้นหวังว่า ขอให้พระองค์จัดเตรียมปาฏิหาริย์ให้ผมได้ออกจากสถานการณ์นี้ ผมสร้างเงื่อนไขต่อรองกับพระเจ้าว่าถ้าพระเจ้าให้เกิดสิ่งนี้ขึ้น ผมก็จะตอบสนองบางอย่างกลับไป แต่ละค่ำคืนผมนอนอยู่บนเตียงด้วยความหวาดกลัวและอธิษฐานอย่างบ้าคลั่ง ร้องขอเพื่อจะได้นอนหลับ และก็ตื่นขึ้นกลางดึกและอ้อนวอนขอให้เรื่องนี้หายไป

แต่วันแล้ววันเล่าก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ผมออกไปเจอเพื่อนที่วิทยาลัยที่สนิทที่สุดเป็นครั้งสุดท้าย ผมค้นหาว่าวิธีไหนที่จะทำให้ตายอย่างรวดเร็วและเจ็บน้อยที่สุด ผมเขียนจดหมายฉบับสุดท้ายถึงสมาชิกในครอบครัว ถึงแม้ว่าตอนนั้นจะรู้สึกกลัว และความคิดด้านมืดก็คอยทำงานอยู่ในหัว แม้ว่าอีกด้านนึงผมก็ไม่ได้อยากจบชีวิตตัวเองแต่อีกด้านนึง ผมก็มีความคิดว่าทางนี้เป็นทางเดียวที่จะพาผมออกจากสถานการณ์นี้ ผมหวาดหวั่นเหลือเกิน และคิดอยู่ตลอดว่าพระเจ้าจะให้อภัยไหมถ้าผมฆ่าตัวตาย มันจะเป็นบาปที่สามารถให้อภัยได้หรือว่ามันเป็นการกระทำที่ชั่วร้ายเลวทราม และจะต้องถูกตัดสินให้ลงนรก

จนถึงหนึ่งวันก่อนการเกณฑ์ทหาร ยังคงไม่มีปฏิหาริย์ ผมรอจนทุกคนในบ้านหลับและเริ่มดำเนินการตามแผน ขณะที่นอนอยู่บนเตียงและฝากความหวังทั้งหมดไว้ที่ยาและเลือดที่ไหลออกว่าให้ทุกสิ่งจบสิ้นสักที ผมคิดว่าจะเจอกับอะไรต่อไป ผมจะได้เจอกับพระเจ้าไหม?

เมื่อผมลืมตาตื่นขึ้นมาสิ่งแรกที่ผมเห็นคือแม่ของตัวเองกำลังร้องไห้อย่างหนักอยู่ที่ปลายเตียง ผมค่อยๆ รู้ตัวว่าตัวเองอยู่ที่โรงพยาบาล ความคิดแรกคือ “แย่แน่ๆ”

มันไม่สำเร็จ ผมยังอยู่ที่นี่แล้วตอนนี้เป็นยังไง? 

ความรักของพระบิดา

ก่อนอื่น ผมได้ค้นพบว่าผมเป็นที่รักมากแค่ไหน แน่นอนว่าผมก็รู้อยู่ตั้งแต่ก่อนหน้าแล้วว่าพ่อกับแม่รักผมแต่ก็ไม่ได้ลึกซึ้งอะไรในสิ่งนี้ และไม่ได้มีประสบการณ์ เมื่อผมเห็นแม่ตัวเองร้องไห้อย่างหนักผมเข้าใจเลยว่าแม่ห่วงผมมากกว่าที่ผมคิดหรือเข้าใจ ผมไม่เคยเห็นพ่อและย่าเครียดกังวลขนาดนั้น ไม่เคยเห็นท่านหัวใจแตกสลายมาก่อน

เพื่อนสนิทสมัยมัธยมคนนึงมาเยี่ยมผม เธอบอกผมว่าทีมแพทย์ล้างยาออกจากร่างกายผม ครูฝ่ายปกครองมาหาผมและผมก็แปลกใจที่เห็นเธอเช็ดน้ำตา เธออ่านพระธรรมสดุดี 121 ให้ผมฟังเพื่อยืนยันว่าพระเจ้าเฝ้ามองดูผมและคอยช่วยเหลืออยู่เสมอตลอดเวลา และหลังจากที่ได้กลับบ้าน ญาติๆ ก็มาเยี่ยมและแสดงความห่วงใย แบ่งปันให้คำปรึกษาในวิธีการต่างๆ ผมไม่เคยรับรู้มาก่อนว่าผู้คนในชีวิตเป็นห่วงเป็นใยผมมากขนาดนี้

ผมจำวันที่ครอบครัวพาผมกลับจากโรงพยาบาลไปที่บ้านได้ เราไม่ได้คุยกันมากนักระหว่างทางกลับบ้าน ผมไปที่ห้องของผมและนั่งลงที่เตียง ไม่นานพ่อก็เดินตามเข้ามากับถุงกระดาษที่ใส่บันทึกสุดท้ายของผมถึงครอบครัว พ่อส่งมันให้ผมและพูดว่า “คิดซะว่ามันไม่เคยเกิดขึ้นแล้วกันนะ” 

ผมเข้าใจถึงสิ่งที่พ่อทำว่ามันคือพระคุณ และความเมตตา บางทีมันอาจเป็นการแสดงออกที่อ่อนโยนและนุ่มนวลที่พ่อพูดแบบนั้น หรือบางทีอาจเป็นประโยคที่ทำให้เห็นถึงความกรุณาปราณี พ่อวางลงตรงหน้าผมด้วยถ้อยคำที่บอกว่าผมปราศจากตำหนิ บางทีนั่นแหละคือปาฏิหาริย์

สิ่งที่พ่อทำได้สะท้อนสิ่งเล็กๆ อย่างชัดเจนถึงสิ่งที่พระบิดาในสวรรค์ทำกับผม : พระเจ้าไม่ได้จดจำความบาปของผมและให้ผมพ้นทุกข้อกล่าวหา ถ้าหากผมยอมรับและเชื่อในพระบุตรองค์เดียว พระเยซู รายละเอียดเรื่องราวของผมอาจไม่เหมือนหรือเหมือนกับเรื่องของคุณ แต่ความรักและพระคุณของพระบิดาที่มีต่อคุณและผมนั้น เหมือนกันไม่ว่าจะเป็นปัญหาที่เจอในปัจจุบันหรือความผิดพลาดในอดีต พระเจ้าต้องการจะเยียวยาและรื้อฟื้น ; งานของพระองค์คือการทำให้เราฟื้นคืนชีวิต

สิ่งที่พ่อทำได้สะท้อนสิ่งเล็กๆ อย่างชัดเจนถึงสิ่งที่พระบิดาในสวรรค์ทำกับผม : พระเจ้าไม่ได้จดจำความบาปของผมและให้ผมพ้นทุกข้อกล่าวหา ถ้าหากผมยอมรับและเชื่อในพระบุตรองค์เดียว พระเยซู

วันเข้าเกณฑ์ทหารของผมถูกเลื่อนไปอีกหลายเดือน ในระหว่างช่วงเวลาที่ผมอยู่ในรับใช้ชาติ ผมมีประสบการณ์ว่าพระเจ้าทรงสัตย์ซื่ออย่างไรในการนำผมให้ผ่านช่วงปีเหล่านั้น ผมเรียนรู้อย่างแท้จริงว่าพระเจ้าทรงเป็นแหล่งแห่งความช่วยเหลือของผม (สดุดี 121:1-2) ผู้ซึ่งคอยเฝ้าดูผม และปกป้องผมจากการร้าย (สดุดี 121:3-8)

ในวันนี้คุณอาจยังเห็นรอยแผลเป็นของผมได้อยู่ แต่มันก็จางไปมากแล้วสำหรับร่องรอยที่แขนซ้ายของผมจากคืนที่มืดมิด แต่ด้วยความรักที่เหลือล้น และการอภัยที่เปี่ยมไปด้วยพระเมตตาของพระเจ้าที่สำแดงผ่านรอยแผลของพระเยซูที่บนกางเขน ทำให้ผมมองเห็นรอยแผลเป็นที่น่าละอายเป็นเครื่องหมายของพระคุณของพระองค์ (อิสยาห์ 53:5)

YOU MAY ALSO LIKE

ฉันมีส่วนรับผิดชอบในความรอดของเพื่อนหรือไม่?

ฉันมีส่วนรับผิดชอบในความรอดของเพื่อนหรือไม่?

WRITER: เมดาลีน คาลู ต้นฉบับภาษาอังกฤษจาก YMITRANSLATOR: PinkEDITOR: ฐิติกานต์ นิธิอุทัย ฉันยังจำช่วงเวลาที่ฉันเริ่มต้นความสัมพันธ์กับพระเยซูได้ ราวกับว่าเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวานนี้ ทุกอย่างเริ่มต้นเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ในช่วงที่อากาศหนาวเย็นของเดือนมกราคม ฮันนาห์...

เสียงที่ดังพอ

เสียงที่ดังพอ

WRITER: GRACESaoriEDITOR: Mustard Seed Team เคยไหม? ที่ในบางครั้งเสียงของใครบางคนก็ดังกว่าเสียงของตัวเอง เสียงนี้มักดังเร้าอยู่ภายในใจ บ่อยครั้งในเมื่อเราอยู่ในช่วงที่คิดไม่ตก ฟุ้งซ่าน หาทางออกไม่เจอหลายๆ สิ่ง แต่จะมีเสียงๆ นี้แหละ ที่กลับดังขึ้นมาหัวใจ...

ช่วยด้วย! ฉันหยุดคิดมากไม่ได้

ช่วยด้วย! ฉันหยุดคิดมากไม่ได้

WRITER: เรเชล มอร์แลนด์ ต้นฉบับภาษาอังกฤษจาก YMITRANSLATOR: JoshuaEDITOR: สรสิทธิ์ ฑัมมารักขิตานนท์ ฉันมือสั่นขณะที่ฉันกำลังว้าวุ่นกับการหาข้อมูลบนอินเตอร์เน็ตในมือถือว่าเกิดอะไรขึ้นกับฉัน ไม่กี่วินาทีต่อมา...

Share This