fbpx
WRITER: เจ.ที.เอ็ม
EDITOR: Mustard Seed Team

ความน่ากลัวของการไม่รู้จักตัวตนของตัวเองคือการที่เราพยายามจะเลียนแบบและอยากจะเป็นอย่างคนอื่นไปเรื่อยๆ ไม่รู้จบ โดยเราเองจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม การเลียนแบบนั้นได้สร้างความคิดเปรียบเทียบขึ้นในชีวิตและส่งผลให้เกิดความรู้สึกด้อยคุณค่าตามมา 

ฉันไม่เคยดำดิ่งลงไปในห้วงความคิดของตัวเองว่าจริงๆ แล้ว ฉันชอบหรือรู้สึกดีจริงๆ กับเรื่องอะไร ฉันเอาแต่วิ่งตามเทรนด์หรือสิ่งที่คนอื่นๆ บอกว่าดี เมื่อมีคนบอกว่าอันนี้ดีนะ ฉันก็มักจะเออออตามเขาไปโดยที่ไม่เคยได้ถามตัวเองจริงๆ ว่าฉันต้องการมันจริงหรือไม่ 

เมื่อถูกถามลึกลงไปว่าทำไมถึงชอบสิ่งนั้น ทำไมถึงชอบสิ่งนี้ ฉันเองกลับตอบไม่ได้ หรือบางครั้งก็ไม่กล้ายอมรับในสิ่งที่ตัวเองชอบเพียงเพราะว่าความชอบของฉันมันสวนทางกับความชอบของคนอื่น แต่สิ่งที่ฉันกลัวที่สุดจริงๆ คือการไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งกับพวกเขาหรือสังคมนี้

เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น ปกติแล้วฉันเป็นคนชอบดื่มกาแฟ ซึ่งกาแฟที่ชอบดื่มก็แค่กาแฟดำที่แสนจะธรรมดา แต่เมื่อวันนึงมีคนมาบอกว่ากาแฟดริปร้านนี้รสชาติดีนะ เมื่อฉันลองชิมดูก็พบว่าใช่ มันดีกว่ากาแฟดำธรรมดาที่ฉันดื่มประจำจริงๆ นั่นแหละ แต่สำหรับฉัน ฉันต้องการแค่กาแฟอะไรก็ได้ขอแค่มันเป็นกาแฟก็พอ ที่แน่ใจในเรื่องนี้เพราะฉันเองก็ไม่เคยศึกษาว่ากาแฟดริปนั้นแตกต่างจากกาแฟปกติอย่างไร ฉันไม่ได้สนใจรายละเอียดเหล่านั้นเลยสักนิด บางทีฉันเลือกดื่มกาแฟดริปเพียงเพื่อให้ดูมีสไตล์มากขึ้น หรือแค่ต้องการเป็นที่ยอมรับในกระแสนั้นๆ แต่มันไม่ใช่ตัวตนจริงๆ ของฉัน เพราะความจริงก็คือความจริง ความชอบของฉันก็แค่กาแฟดำธรรมดาๆ เท่านั้นเอง

ฉันดันเอาแต่คิดไปเองว่าความธรรมดามันไม่เพียงพอที่คนจะยอมรับ ต้องมีสไตล์ ต้องเท่ห์ๆ ถึงจะเป็นที่ยอมรับในสังคมไทย

ยิ่งค้นลึกเข้าไปฉันพบว่าตัวเองโหยหาและต้องการการยอมรับมาก และการโหยหานั้นมันมากพอที่จะให้ฉันทำตัวประหลาดๆ ผิดธรรมชาติ พยายามที่จะเลียนแบบอะไรก็ตามที่ฉันไม่ได้รู้สึกดีกับมันจริงๆ ฉันต้องใส่เสื้อผ้าสวยๆ สำหรับถ่ายรูปเพื่อต้องการให้คนยอมรับ ทานอาหารร้านนั้นเพื่อให้ดูเป็นคนมีรสนิยมที่ดี เที่ยวที่ดีๆ แพงๆ เพื่อให้คนอื่นมองว่าชีวิตฉันสุขสบายดี และอื่นๆ อีกมากมาย

เพื่อให้เป็นที่ยอมรับฉันได้กลายเป็นคนชอบโอ้อวดโดยไม่รู้ตัว ฉันอวดว่าฉันรู้จักร้านดังร้านนั้นร้านนี้ อวดของที่ฉันซื้อมาใหม่ ฉันอวดทริปไปเที่ยวต่างประเทศที่ฉันใช้เงินเดือนเกือบทั้งเดือนหมดไปแค่ไม่กี่วันนั้น เพื่อแลกกับไลก์ไม่กี่สิบไลก์ในโลกโซเชียล เมื่อต้องการการยอมรับที่มากขึ้น ฉันยอมที่จะไม่เป็นตัวของตัวเองเพื่อให้ได้มัน ฉันเลือกที่จะซ่อนตัวตนจริงๆ ของฉันเอาไว้ให้ห่างไกลจากผู้คนรอบข้าง ฉันไม่กล้าเผชิญหน้ากับความเป็นจริงและตัวตนของฉันเอง

วันนึงที่ชีวิตของฉันไม่เหลืออะไรที่จะเอาไปอวดได้ การเปรียบเทียบทำให้ฉันรู้สึกแย่ รู้สึกด้อยคุณค่าและเอาแต่คิดว่าชีวิตฉันมันไม่มีอะไรดีเลย คงไม่มีใครยอมรับตัวตนจริงๆ ของฉันแน่ๆ จากนั้นฉันเองก็ค่อยๆ ปลีกตัวออกจากผู้คน ออกจากสังคมที่ฉันเคยอยู่ เพื่อมาอยู่ลำพังเพียงคนเดียว เมื่อความรู้สึกที่ว่าฉันไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งกับสังคมนี้ ความคิดอยากหายตัวไปจึงเกิดขึ้น ฉันเริ่มไม่อยากออกไปใช้ชีวิต ไม่อยากเจอใคร ไม่มีความสุขและท้ายที่สุดฉันไม่อยากจะมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้อีกต่อไป

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าเรื่องนี้มันถูกสร้างขึ้นมาจากความกลัวไม่เป็นที่ยอมรับเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น แต่มันกลับส่งผลกระทบกับชีวิตของฉันในวงกว้างและกระจายออกไปแทบจะทุกด้านของชีวิต ฉันโหยหาการยอมรับถึงแม้ว่าจิตสำนึกของฉันรับรู้อยู่แล้วว่านี่ไม่ใช่สิ่งที่ฉันควรจะเรียกร้องมันจากใคร

ฉันเอาแต่วิ่งตามกระแสตามสิ่งที่โลกบอกว่าดี จนลืมมองว่าตัวของฉันเองชอบหรือต้องการอะไร และอะไรกันแน่ที่ฉันเห็นว่าดี อะไรกันแน่ที่ตัวตนของฉันชอบจริงๆ ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นฉันมองข้ามเรื่องสำคัญสำหรับชีวิตของฉันไป ฉันลืมไปว่าความจริงแล้วพระเจ้ายอมรับฉันตั้งแต่วันแรกที่พระองค์สร้างฉันขึ้นมาแล้ว (สดุดี 139:13-16) เมื่อพระเจ้าสร้างฉันพระองค์ทรงเห็นว่าดีเช่นเดียวกับตอนที่พระเจ้าสร้างโลกใบนี้ขึ้นมา ฉันพยายามที่จะเติมเต็มความไม่สมบูรณ์ของชีวิตด้วยตัวฉันเอง แต่ยิ่งฉันพยายามจะเติมเต็มช่องว่างนั้นมากเท่าไหร่ ฉันกลับมองเห็นแต่รอยร้าวที่มากขึ้นกว่าเดิมและแน่นอนว่าฉันไม่สามารถเติมเต็มรอยร้าวนั้นได้ ฉันเอาแต่โหยหาการยอมรับจากคนอื่นมากจนลดคุณค่าของตัวเอง ฉันลืมไปเลยว่าพระเจ้าที่สร้างฉันขึ้นมานั้นพระองค์ทรงสมบูรณ์แบบมากขนาดไหน พระเจ้าที่ออกแบบตัวฉันคือพระเจ้าองค์เดียวกันที่ออกแบบจักรวาลและโลกใบนี้

ฉันทุ่มเทและพยายามเพื่อให้โลกยอมรับฉัน จนมองข้ามความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า

พระเจ้าที่รู้อยู่แล้วว่าฉันชอบอะไรและตัวตนจริงๆ ของฉันเป็นแบบไหน พระเจ้าที่ยอมรับฉันโดยที่ฉันไม่ต้องพยายามอะไรเลยสักนิด พระเจ้าที่กำลังรอให้ฉันมีความสุขกับชีวิตที่พระเจ้าทรงมอบให้ฉัน นี่คือสิ่งที่ฉันควรจะโหยหาจริงๆ ไม่ใช่หรอ?

วันนี้ฉันกล้าที่จะเป็นตัวเองมากขึ้น กล้าที่จะบอกคนอื่นถึงความชอบที่แสนจะธรรมดาของฉัน สุดท้ายแล้ว กาแฟถูกหรือแพงก็ไม่ได้มีผลกับความสุขของฉัน เพราะสิ่งเหล่านั้นไม่ได้กำหนดคุณค่าในชีวิตของฉันอีกต่อไป

“…เพราะคุณค่าและการยอมรับนั้นฉันรู้ว่าฉันได้รับจากพระเจ้าเท่านั้นก็เพียงพอแล้ว” 

YOU MAY ALSO LIKE

หันหลังให้กับการเป็นไบเซ็กชวล

หันหลังให้กับการเป็นไบเซ็กชวล

WRITER: เอช วาย ต้นฉบับภาษาอังกฤษจาก YMI TRANSLATOR: ณัฐนันท์ จันทรศิริ EDITOR: Mustard Seed Team ครั้งแรกที่ฉันรู้สึกชอบใครบางคนตอนนั้นฉันอายุแค่ 14 ปี ฉันจำได้ว่าเธออายุมากกว่าฉันไม่กี่ปี เธอไม่ได้น่ารักเป็นพิเศษแต่เธอผิวแทน และมีลักยิ้มที่น่ารักมากเวลาที่เธอยิ้ม...

เจ้านายแบบฉันจะมีลูกน้องที่ไหนรัก

เจ้านายแบบฉันจะมีลูกน้องที่ไหนรัก

WRITER: ปลา EDITOR: Mustard Seed Team ฉันรู้สึกเหนื่อยและท้อทุกครั้งที่ต้องไปทำงาน ด้วยการเดินทางที่เบียดเสียดในรถไฟใต้ดิน ความโกลาหล แออัดของบ้านเมือง เพราะเมืองที่ฉันอยู่มันวุ่นวายมาก พูดได้ว่าเมืองนี้ติดอันดับ 1 ใน 10 ของเมืองที่วุ่นวายที่สุดในโลก...

เบื้องหลังความสุขในโลกโซเชียล

เบื้องหลังความสุขในโลกโซเชียล

WRITER: เอ็ม. เทียง ต้นฉบับภาษาอังกฤษจาก YMI TRANSLATOR: ณัฐฤทัย อาสาประโคน EDITOR: Mustard Seed Team ทุกครั้งที่นั่งไถเฟซบุ๊กหรือโซเชียลมีเดียต่างๆ ฉันมักจะมองดูรูปถ่ายของเพื่อนๆ ด้วยความอิจฉา บ้างก็ไปเที่ยวที่นู่นที่นี่ บ้างก็ถ่ายกับของใช้ใหม่แกะกล่อง...

Share This