fbpx
WRITER: เจียหมิง เฉิง ต้นฉบับภาษาอังกฤษจาก YMI
TRANSLATOR: รักษพร พรกีรติกุล
EDITOR: ธัญธร จันทสุทธิบวร

ฉันไม่ชอบเวลาที่ตัวเองอารมณ์แปรปรวน ฉันคิดว่ามันเริ่มมาจากการที่ฉันเห็นพ่อแม่ทะเลาะกันในวัยเด็ก ฉันไม่เคยเข้าใจเลยว่าการถกเถียงกันในเรื่องธรรมดาอย่างการล้างจาน หรือการทำอาหารเย็น จะนำไปสู่การทะเลาะกันที่ยาวนานไปอีกหลายวัน

ฉันโทษว่าเป็นความผิดของแม่ที่ใช้อารมณ์มากเกินไปทำให้เรื่องยิ่งแย่ อารมณ์มีอยู่เพราะว่าคนเราไม่สามารถใช้เหตุผลในการตัดสินใจในสถานการณ์นั้นได้ ฉันเริ่มใช้อารมณ์เป็นสัญญาณของความอ่อนแอ สัญญาณของการเสียการควบคุม และข้ออ้างในการทำผิด

ถ้าจะให้ฉันพูดตรงๆ ฉันไม่ชอบอารมณ์ความรู้สึกเพราะมันเป็นเรื่องที่เข้าใจยาก ถึงแม้ว่าฉันจะสามารถแยกอารมณ์ที่ฉันพบเจอได้ เช่น อารมณ์โกรธหรืออิจฉา แต่ฉันก็ไม่อาจรู้อยู่ดีว่าอะไรที่ทำให้มันเกิดขึ้น และบ่อยครั้งฉันก็ไม่สามารถหาสาเหตุของอารมณ์ที่เกิดขึ้นได้ 

เมื่อเวลาผ่านไป ฉันหลีกเลี่ยงที่จะเผชิญหน้าเหตุการณ์ต่างๆที่จะทำให้ฉันเกิดอารมณ์ด้านลบ ฉันชอบที่จะอยู่อย่างสงบนิ่งมากกว่า โดยเฉพาะเมื่อต้องเจอกับเหตุการณ์ที่จะทำให้ฉันเจอกับอารมณ์ด้านลบ แตกต่างกับความสุขมันง่ายกว่าที่จะยอมรับและฉลองไปกับมัน ความโกรธและความอิจฉานั้นยากที่จะรับมือ

ฉันไม่ชอบความรู้สึกด้านลบของตัวเองเอามากๆ เหมือนกับ “คนดี” คนอื่นๆ ฉันรู้สึกว่าความรู้สึกเหล่านั้น “มันแย่” หรือเป็นความบาป

แต่ฉันก็ยังทำผิดอยู่เสมอ การซ่อนความรู้สึกโกรธหรืออิจฉาไม่ได้ทำให้ความผิดหายไป ในความเป็นจริง ความรู้สึกแย่ๆ เหล่านั้นมันไม่ได้ถูกทำให้หายไปเพราะมีจุดประสงค์บางอย่าง มันจะชี้ให้เราเห็นความจริงส่วนลึกว่าเราไม่ชัดเจนกับตัวเอง มีหลายครั้งที่ความโกรธ ความเศร้า หรือความรำคาญเปิดเผยให้เห็นความจริง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของโลกหรือเรื่องของเราเองที่เราไม่ต้องการเจอเผชิญ บางครั้งอารมณ์พวกนี้อาจจะมาจากพระเจ้า เหมือนทำความโกรธในสิ่งที่ถูกต้อง (มาระโก 11:15-16) หรือความเศร้าที่แท้จริง (พระธรรมสดุดี) แต่ในครั้งอื่นๆ อารมณ์ที่ไม่ได้รับเชิญก็อาจจะเปิดเผยความบาปในจิตใจ ความเย่อหยิ่ง การเอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง และความละอายที่เราแบกรับอยู่โดยไม่รู้ตัว

แต่แทนที่จะสะท้อนให้เห็นความจริง บ่อยครั้งที่อารมณ์ของเรามักจะทำให้เราต้องเลือกว่าจะแสดงออกมาหรือเก็บซ่อนมันไว้ และถึงแม้ว่าเราจะพยายามควบคุมอารมณ์ ก็ยังมีบ่อยครั้งที่ “จิตวิญญาณพร้อมแล้วก็จริง แต่กายยังอ่อนกำลัง” (มัทธิว 26:41) เราไม่สามารถทำได้ด้วยตัวเราเอง ฉันเคยพยายามมาแล้ว

เมื่อน้องสาวของฉันจะสมัครเข้ามหาวิทยาลัย เธอส่งเรียงความที่เสร็จเพียงแค่ครึ่งเดียวมาให้ฉันก่อนจะถึงกำหนดส่งแค่วันเดียว และฉันต้องทิ้งงานของฉันเพื่อมาช่วยเธอทำให้เสร็จ ตลอดช่วงเวลานั้นฉันขาดความอดทน บ่นต่อว่า และทำให้คนในครอบครัวเกิดการทะเลาะกัน

“เธอรู้ไหม เธอไม่จำเป็นต้องโกรธขนาดนั้น” แม่ของฉันพูดอย่างมีเหตุผล เนื่องจากสถานการณ์นี้ไม่เกี่ยวข้องกับเธอ บางครั้งฉันต้องพยายามไล่ความโกรธให้หายไปหรือหาเหตุผลต่างๆ มาช่วย แต่วิธีเหล่านั้นไม่ถาวร ความโกรธก็กลับมาใหม่ในเรียงความครั้งต่อไป เหมือนกับเป็นวงจรปัญหา

สรุปก็คือ ไม่มีทางไหนเลยที่ฉันจะชนะความโกรธได้ด้วยตัวเอง เหมือนที่กษัตริย์ดาวิดร้องว่า “ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงตรวจค้นข้าพระองค์และทรงรู้จักจิตใจของข้าพระองค์ ขอทรงทดสอบข้าพระองค์และทรงรู้จักความคิดของข้าพระองค์ และขอทอดพระเนตรว่ามีทางชั่วใดๆ ในข้าพระองค์หรือไม่ และขอทรงนำข้าพระองค์ไปในทางนิรันดร์” (สดุดี 139:23-24) แทนที่จะพึ่งพาในตัวเอง ฉันต้องการพระเจ้าช่วยตรวจสอบจิตใจภายในของฉัน

ฉันอธิษฐานและตอบสนองต่อความโกรธของฉัน และฉันรู้สึกตกใจอย่างมากที่พบว่าความโกรธของฉันไปได้ไกลว่าที่ฉันคิดไว้มาก ฉันคิดว่าฉันโกรธน้องสาวที่ชอบผลัดวันประกันพรุ่ง แต่มันไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องนั้น ที่จริงแล้วฉันโกรธ เพราะว่าเธอทำให้ฉันเสียเวลาและฉันยังรู้สึกว่ามันไม่ยุติธรรมที่ฉันต้องช่วยเธอในขณะที่ไม่มีใครช่วยฉันเลย

ซึ่งนั่นไม่ใช่เรื่องจริง หลายคนช่วยฉันอย่างไม่เห็นแก่ตัวเลยเมื่อฉันต้องการความช่วยเหลือ และยิ่งกว่านั้น พระเจ้าก็ช่วยฉันแม้ในตอนที่ฉันปฏิเสธพระองค์ เมื่อฉันพบความจริงข้อนี้ทำให้ฉันต้องสารภาพความเห็นแก่ตัวของฉันต่อพระเจ้า ฉันยอมรับพระองค์เป็นราชาของฉันและขอบพระคุณสำหรับของขวัญที่ให้ฉันสามารถช่วยเหลือน้องสาวได้ การเปลี่ยนมุมมองทำให้ความโกรธของฉันหายไป และฉันสามารถช่วยน้องของฉันด้วยความอดทนและสงบยิ่งขึ้น 

แทนที่จะคิดถึงแต่ตัวเอง ฉันต้องการให้พระเจ้าลบการมองตัวเองเป็นศูนย์กลางออกไป แต่เติมเต็มที่ว่างนั้นด้วยความรักและความเมตตาของพระองค์

เมื่อเราจมอยู่กับอารมณ์ของตัวเอง มักจะส่งผลเสียต่อคนรอบข้าง ถึงแม้ว่าการขาดความรับผิดชอบของน้องสาวจะไม่ใช่เรื่องที่ดี แต่ฉันก็ควรจะตักเตือนเธอด้วยท่าทีที่ดีและให้อภัย ไม่ใช่การทำให้ครอบครัวเกิดเรื่องขัดแย้งกัน เมื่อเรามองสถานการณ์ต่างๆ ผ่านสายตาของพระเจ้าด้วยพระคุณและความรักของพระองค์ เราก็จะเห็นวิธีในการตอบสนอง อารมณ์ด้านลบของเราเป็นเหมือนกับเข็มทิศ ที่ชี้ให้เห็นสถานการณ์ที่เราต้องการพระเมตตาและความรักจากพระองค์มากที่สุด

ความโกรธ (หรือความอิจฉา หรือความเศร้า) อาจจะไม่ได้หายไปทันทีหลังจากอธิษฐานครั้งแรก แต่เราสามารถตื่นมาในเช้าวันใหม่และขอให้พระเจ้าช่วยให้เราอภัยผู้อื่นได้ พระองค์ทรงใช้กระบวนการเหล่านี้ให้การเปลี่ยนหัวใจหินของเราให้กลายเป็นใจเนื้อ (เอเสเคียล 36:26)

นอกจากที่เราจะสื่อสารอารมณ์ของเรากับพระเจ้า ให้เราแบ่งปันกับเพื่อนหรือที่ปรึกษาที่สามารถช่วยแนะนำให้เราไปถูกทาง เส้นทางนี้อาจจะดูยาวไกลและเจ็บปวด แต่เราต้องอดทนและเชื่อมั่นในรากฐานของคำสัญญาในพระวจนะของพระเจ้า “เพราะพวกท่านรู้ว่าการทดสอบความเชื่อของท่านนั้น ทำให้เกิดความทรหดอดทน และจงให้ความทรหดอดทนนั้นมีผลอย่างสมบูรณ์ เพื่อท่านทั้งหลายจะได้เป็นคนที่สมบูรณ์และดีพร้อม โดยไม่ขาดสิ่งใดเลย” (ยากอบ 1:3-4)

บ่อยครั้งที่พระเจ้าไม่ได้ทำให้อารมณ์ “ด้านลบ” ของเราหายไปทันที พระเยซูไม่กลัวที่จะแสดงอารมณ์โกรธหรือเศร้าใจในช่วงเวลาที่เหมาะสม ประสบการณ์ที่เราสามารถปลดปล่อยความรู้สึกออกมาจะช่วยให้เราเข้าใจคนอื่นอย่างแท้จริงและยังเป็นส่วนสำคัญของการเป็นมนุษย์ด้วย เราไม่จำเป็นต้องละเลยหรือรู้สึกละอายในความรู้สึกของเรา แต่เราสามารถใช้มันเป็นพลัง อารมณ์ความรู้สึกเป็นหนทางที่พระเจ้าใช้ค้นหาและเปลี่ยนแปลงหัวใจของเรา ชี้ทางเราไปถึงความจริง และนำเราไปสู่ความสัมพันธ์กับผู้อื่น

ท้ายที่สุดนี้ อารมณ์ความรู้สึกคือถนนที่เราจะได้ประสบการณ์ในการพบความจริงและพระคุณของพระเจ้า เพื่อเผชิญหน้ากับความเย่อหยิ่ง ความเห็นแก่ตัว และข้อบกพร่องที่ช่วยให้เราเข้าใจถึงความสมบูรณ์และความรักของพระองค์อย่างลึกซึ้ง ให้เรายอมให้ความรักของพระองค์เปลี่ยนแปลงหัวใจของเรา เพื่อเราจะรักได้มากกว่าเดิม เอาใจใส่ และให้อภัยทุกคนที่อยู่รอบข้างเราได้

YOU MAY ALSO LIKE

คุณกำลังตั้งคำถามกับสิ่งที่คุณเชื่อหรือไม่?

คุณกำลังตั้งคำถามกับสิ่งที่คุณเชื่อหรือไม่?

WRITER: โจนาธาน มาล์ม ต้นฉบับภาษาอังกฤษจาก YMI TRANSLATOR: ชลิดา สุภาแสน EDITOR: Mustard Seed Team ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา ผมไม่เคยตั้งคำถามจริงจังกับความเชื่อของผมมากเท่าไหร่ ผมมักจะสงสัยในเรื่องวิวัฒนาการและปัญหาความชั่วร้ายที่มีอยู่ในโลกเสียมากกว่า...

ฉันเคยรู้สึกเป็นคนไม่สำคัญในแผ่นดินของพระเจ้า

ฉันเคยรู้สึกเป็นคนไม่สำคัญในแผ่นดินของพระเจ้า

WRITER: เดโบราห์ ลี ต้นฉบับภาษาอังกฤษจาก YMI TRANSLATOR: นารดา ไทรงาม EDITOR: พักตร์วดี คะนึงไกวัล ปีที่ผ่านมา ฉันใช้เวลาว่างเขียนบทความส่งให้กับหน่วยงานหนึ่ง แต่แล้ววันหนึ่งฉันได้รับแจ้งว่าไม่ต้องเขียนเรื่องต่อไปอีกแล้ว พวกเขาไม่ส่งอีเมลล์มาถึงฉันอีก...

เมื่อฉันนอนไม่หลับ

เมื่อฉันนอนไม่หลับ

WRITER: คิม ชอง ต้นฉบับภาษาอังกฤษจาก YMI TRANSLATOR: ฤกษ์สิน เขมสุนทร EDITOR: พักตร์วดี คะนึงไกวัลเมื่อคืนวันอาทิตย์ฉันป่วยเป็นไข้หวัดค่อนข้างหนัก เวลาประมาณสามทุ่มฉันก็รู้สึกง่วงอย่างรวดเร็ว จึงเตรียมตัวเพื่อจะเข้านอนและก็ซุกตัวนอนอยู่บนเตียงตั้งแต่ก่อนสี่ทุ่ม...

Share This