fbpx
WRITER: แดเนียล แฮมลิน ต้นฉบับภาษาอังกฤษจาก YMI
TRANSLATOR: ปาลีญา ธนาวัฒนเจริญ
EDITOR: นามระพี พีระมาน

มันเป็นความสัมพันธ์ที่จริงจังครั้งแรกของผม และหลังจากนั้นก็กลายเป็นว่าเราเข้ากันไม่ได้ ผมเลยเลือกที่จะจบความสัมพันธ์ลง แต่ปัญหาสำคัญคือผมไม่เคยมีความสัมพันธ์ที่จริงจังมาก่อน และด้วยความคิดที่ว่าการเลิกกับใครสักคนทำให้ผมกลัว ผมก็เลยทำในสิ่งที่คนไม่เป็นผู้ใหญ่และขี้ขลาดเขาทำกัน คือโทรไปบอกเลิกกับเธอทางโทรศัพท์ ผมรู้ว่ามันไม่เท่เลย และไม่ต้องเป็นห่วง มันแย่กว่าที่คิด..

ความรู้สึกผิดที่ทำร้ายเธอทำให้ผมหนักใจเหมือนมีอิฐสักตันนึงทับผมอยู่ ผมเลยรู้สึกว่าผมจะต้องทำบางสิ่งเพื่อแสดงให้เธอเห็นถึงความเจ็บปวดภายในใจของผมว่ามีมากแค่ไหน ในระหว่างการสนทนา ผมทำบางสิ่งที่ต้องยอมรับว่าน่าละอาย… ผมแกล้งร้องไห้ ผมโตแล้ว(คิดว่านะ) และการแกล้งร้องไห้ในขณะที่กำลังบอกเลิกใครบางคน ผมรู้สึกว่ามันเป็นภาพที่น่าสมเพชมากและผมตระหนักว่าความสัมพันธ์ไม่ใช่สิ่งที่สร้างกันง่ายๆ(โปรดทราบ! เราได้แก้ไขปัญหามานานแล้วและบัดนี้ผมก็ไม่แกล้งร้องไห้อีกเลย)

ความเจ็บปวดจากการทำร้ายจิตใจคนที่ผมเคยห่วงใยและความอับอายจากการกระทำของตัวเองในการแก้ปัญหาครั้งนั้น ทำให้ผมถึงขั้นสาบานว่าจะไม่พัฒนาความสัมพันธ์ใดๆ ที่เป็นไปในเชิงชู้สาวอีกต่อไป และผมทำอย่างนี้อยู่หลายปี

ผมเลือกที่จะไม่เปิดโอกาสให้กับความเสี่ยงซึ่งดีกว่าการต้องไปเผชิญความทุกข์จากการจบความสัมพันธ์แบบที่เคยเจออีก

ผมตระหนักแล้วว่าการสานความสัมพันธ์ต้องใช้ความพยายาม และต้องใช้ความพยายามอย่างมากด้วย เพราะมันมีความเสี่ยงเสมอ เช่น เสี่ยงต่อการทำร้ายจิตใจคนอื่น และเสี่ยงต่อการถูกบอกเลิก แต่บางครั้งมันก็ไม่ได้เกี่ยวกับความเสี่ยงหรือความพยายามเสมอไป กลับเป็นเรื่องพื้นๆ อย่างเช่น วิธีใช้ชีวิตของแต่ละคน ว่าง่ายๆ คือการเป็นโสดมันมีความซับซ้อนน้อยกว่ามาก

ถึงแม้ว่าเราตัดสินใจว่าการมีความสัมพันธ์นั้นคุ้มค่าที่จะพยายามและเสียสละ …แต่สำหรับคริสเตียนแล้วมันมีอะไรที่สำคัญมากกว่านั้นที่ต้องพิจารณา ในพระธรรม 1 โครินธ์ 7:7 อาจารย์เปาโลกล่าวเกี่ยวกับเรื่องการเป็นโสดของตัวเองว่า “ข้าพเจ้าต้องการให้ทุกคนเป็นเหมือนข้าพเจ้า แต่ว่าแต่ละคนก็ได้รับของประทานของตัวเองจากพระเจ้า คนหนึ่งได้รับอย่างนี้ และอีกคนหนึ่งได้รับอย่างนั้น” และในพระธรรมบทเดียวกันนี้อาจารย์เปาโลได้กล่าวถึงการเป็นโสดว่าทำให้ผู้คนมีอิสระในการรับใช้พระเจ้าได้อย่างไร(1 โครินธ์ 7:32-34) ซึ่งนั่นอาจทำให้คริสเตียนที่เป็นโสดสงสัยว่า “ฉันรับใช้พระเจ้าได้มากกว่าหรือเปล่าหากอยู่เป็นโสด?” ท้ายที่สุดนั่นก็หมายความว่าเราจะมีเวลามากขึ้นสำหรับการทำงานเพื่อแผ่นดินของพระองค์ไม่ใช่หรือ?

คำตอบสำหรับคำถามที่ว่า
เราควรอยู่คนเดียวหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับตัวเรา และสำคัญยิ่งไปกว่านั้น ก็ขึ้นอยู่กับพระผู้สร้างเรามา

หนึ่งในแง่มุมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของพระกิตติคุณที่เรามักจะหลงลืมคือพระลักษณะของพระเจ้า ซึ่งมีพระประสงค์เริ่มแรกและเจาะจงสำหรับเราแต่ละคน ความจริงนี้เปลี่ยนมุมมองเรื่องการแต่งงานและความสัมพันธ์ของผม

ผมรู้จักหญิงสาวโสดที่ประสบความสำเร็จคนหนึ่ง เธอออกจากงานตำแหน่งพยาบาลที่ได้เงินดีในชุมชนริมชายหาด และย้ายไปอยู่ที่ประเทศยูกันดาเพื่อรับเด็กชายกำพร้ามาเลี้ยง ก่อนหน้านี้เธอเคยพบเขาเมื่อเข้าร่วมงานกับทีมเผยแพร่ แต่เมื่อเวลาผ่านไป เธอรู้สึกว่าพระเจ้าใส่ภาระใจนำเธอกลับมาเพื่อรับเลี้ยงเด็กชายผู้นี้ สถานะความสัมพันธ์ของเธอไม่ส่งผลกระทบต่อการเชื่อฟังพระเจ้า ในกรณีนี้การที่เธอเป็นโสดทำให้การตัดสินใจง่ายขึ้นมาก เธอเพียงเชื่อฟังการทรงนำของพระองค์

เมื่อพิจารณาถึงสิ่งที่อาจารย์เปาโลเขียนไว้ใน 1 โครินธ์ 7:7 จุดสำคัญที่ควรบันทึกไว้คือ อาจารย์เปาโลกล่าวถึงความเป็นโสดว่าเป็นของประทานที่พระเจ้ามอบให้เขา และสรุปว่าเราได้รับของประทานในเรื่องนี้เฉพาะบุคคล

ของประทานการเป็นโสดของอาจารย์เปาโลนั้น เป็นของประทานที่ไม่ได้มอบให้แก่ทุกคน

ดังนั้น แทนที่จะถามว่า “ฉันรับใช้พระเจ้าได้มากกว่านี้ไหมถ้าฉันอยู่เป็นโสด” ควรจะเป็น “พระเจ้ามีแผนการอะไรในชีวิตของฉัน” ผมมั่นใจได้เลยว่าการอยู่เป็นโสดไม่ได้ทำให้พระเจ้าใช้ชีวิตคุณได้มากกว่า ถ้านั่นไม่ใช่แผนการที่พระเจ้าประสงค์ไว้ต่อชีวิตของคุณ ผมจะโต้เเย้งว่า คุณกำลังเป็นอุปสรรคต่องานของพระเจ้าซะมากกว่า

ในช่วงที่ผมยังอยู่กับพ่อแม่ มิชชันนารีคู่หนึ่งที่พ่อแม่ผมรู้จักมักมาเยี่ยมที่บ้านอยู่บ่อยๆ พวกเขาเป็นนักถ่ายภาพที่เดินทางไปตามที่ต่างๆ เพื่อเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับมิชชันนารีและงานขององค์กรในต่างประเทศที่พวกเขาทำงานอยู่ โดยสามีเป็นช่างภาพ ภรรยาเป็นนักเขียน พวกเขาสร้างเรื่องราวที่สวยงามผ่านถ้อยคำและภาพถ่ายของพระกิตติคุณจากทั่วทุกมุมโลก หากแยกกัน พวกเขาได้แสดงภาพเพียงครึ่งหนึ่งของภาพปริศนา แต่เมื่อรวมกัน ทักษะของทั้งคู่ทำให้องค์ประกอบของภาพนั้นสมบูรณ์  เห็นได้ชัดว่าพระเจ้าทรงนำพวกเขามาอยู่ด้วยกัน

ด้วยลักษณะเฉพาะของข่าวประเสริฐและแผนการเฉพาะของพระเจ้าในชีวิตของแต่ละคนทำให้เป็นไปไม่ได้ที่จะมีคำตอบตายตัวสำหรับคำถามที่ว่าควรแต่งงานไหมหรือจะอยู่เป็นโสดดี?

วิธีเดียวที่จะตอบคำถามนี้คือวิธีเดียวกันกับที่เปโตรได้ค้นพบว่า การจับปลาไม่ใช่จุดประสงค์หลักในชีวิตของเขา แต่คือการที่จะได้ใกล้ชิดกับพระเยซูนี่แหละ

สำหรับผมแล้วมันไม่ได้เกี่ยวกับว่าการเลือกอีกทางหนึ่งนั้นดีกว่าอีกทางหนึ่ง แต่จะดีกว่าถ้าเป็นทางที่พระเจ้าต้องการให้ผมไป ผมไม่กลัวการสร้างความสัมพันธ์หรือความเสี่ยงต่างๆ ที่มักเกิดจากความสัมพันธ์เหล่านั้นอีกต่อไป ผมไม่แน่ใจว่าผมจะได้แต่งงานหรือไม่ แต่อย่างไรก็ตาม ผมจะทำอย่างดีที่สุดด้วยความสัตย์ซื่อในทุกสถานภาพที่ผมเป็น

ทุกวันนี้ ผมได้ประโยชน์จากการเป็นโสดคือ โอกาสที่ได้รับใช้พระเจ้า ได้ใช้เวลามากขึ้นในการสร้างความสัมพันธ์กับเพื่อนและแสวงหาน้ำพระทัยพระเจ้าในชีวิตของผม ผมยังทำงานอาสาสมัครที่โบสถ์ได้มากขึ้น และได้ร่วมรับใช้ในพันธกิจที่ออกไปช่วยเหลือคนในชุมชมของผมเกี่ยวกับกีฬาโต้คลื่น ยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด ผมต้องการที่จะใช้เวลา ซึ่งการเป็นโสดมีให้ผม ในการพูดคุยกับพระเยซูคริสต์ เพียงแค่เราสองคน

และเพื่อให้ชัดเจน ผมได้เรียนรู้พระประสงค์ของพระเจ้าสำหรับชีวิตของผมในสถานภาพนี้หรือต่อไปซึ่ง ……แน่นอนว่าไม่เกี่ยวข้องกับการแกล้งร้องไห้อีกเลย

YOU MAY ALSO LIKE

โหยหาความรักจากพ่อ

โหยหาความรักจากพ่อ

WRITER: เจ เล็ง ต้นฉบับภาษาอังกฤษจาก YMI TRANSLATOR: Mustard Seed Team EDITOR: Mustard Seed Teamฉันรู้สึกมีความอิจฉาเล็กๆ เมื่อใดก็ตามที่ฉันเห็นคุณพ่อที่น่ารักกำลังพูดคุยและหัวเราะกับลูกๆ ของเขา ฉันไม่เคยมีความทรงจำที่มีความสุขแบบนั้นเลย เมื่อตอนที่ฉันอายุ 11...

จะรับใช้พระเจ้าในขณะที่ต่อสู้กับโรคซึมเศร้าได้อย่างไร?

จะรับใช้พระเจ้าในขณะที่ต่อสู้กับโรคซึมเศร้าได้อย่างไร?

WRITER: ฌอน ควาห์ ต้นฉบับภาษาอังกฤษจาก YMI TRANSLATOR: ศุภิสรา เจริญศรีศิลป์ EDITOR: ธัญธร จันทสุทธิบวร ชาร์ลส์ สเปอร์เจียน? เป็นโรคซึมเศร้า? ผมได้ยินชื่อ ชาร์ลส์ สเปอร์เจียนครั้งแรกจากศิษยาภิบาลของผม เขาได้แบ่งปันข้อคิดดีๆ จากหลายๆ คำเทศนาของสเปอร์เจียนให้ฟัง...

3 สัญญาณที่บอกว่าคุณหมดไฟในการรับใช้

3 สัญญาณที่บอกว่าคุณหมดไฟในการรับใช้

WRITER: ซาราห์ โซ๊ะ ต้นฉบับภาษาอังกฤษจาก YMI TRANSLATOR: นารดา ไทรงาม EDITOR: สวิตตา เจริญศรีศิลป์ 29 กันยายน 2010 เป็นวันที่ฉันตระหนักว่าตัวเองหมดไฟ ในฐานะคริสเตียนวัยรุ่น เป็นนักศึกษาปริญญาตรี ฉันคิดว่าตัวเองจะมีภูมิคุ้มกันจากการหมดไฟ ที่ผ่านมาฉันไม่ได้ทำทุกอย่าง...

Share This