fbpx
WRITER: แอ๊กเนส ลี ต้นฉบับภาษาอังกฤษจาก YMI
TRANSLATOR: Mustard Seed Team
EDITOR: Mustard Seed Team

เช้าวันหนึ่ง ผู้ช่วยของเราบังเอิญได้ยินบทสนทนาระหว่างฉันกับสามี และเธอเข้าใจผิดว่าเรากำลังพูดถึงเธอ ผลลัพธ์คือเธอทำตัวเย็นชาใส่ฉันตลอดเช้าวันนั้น เธอรู้สึกหัวเสียกับสิ่งที่ฉันได้พูดกับสามีของฉัน เธอคิดว่าฉันกำลังบ่นว่าเธอลับหลัง

เพื่อแก้ไขสถานการณ์ ฉันพยายามที่จะอธิบายให้เธอฟัง ยิ่งพยายามมากเท่าไหร่ แต่ฉันก็รับมือกับการตอบโต้ของเธอได้ไม่ดีนัก และมันจบลงด้วยการทำให้เรื่องนั้นแย่ลง น้ำเสียงของฉันเริ่มหยาบกระด้าง และฉันพูดคำที่แย่ๆ ออกมา ท้ายที่สุดเธอก็พูดโพล่งออกมาว่า “คุณอ่านพระคัมภีร์ทุกเช้า แต่ทำไมคุณถึงยังเอาแต่บ่นตลอดเวลา!” หลังจากนั้น เธอเดินกระทืบเท้ากลับเข้าไปในห้องของเธอและปิดประตู

คำพูดของเธอเหมือนตบเข้าที่หน้าของฉัน ใช่ ฉันพึ่งอ่านพระคัมภีร์เมื่อเช้านี้เอง แต่เมื่อความเข้าใจผิดเกิดขึ้น ฉันกลับยอมแพ้ต่อการทดลองและตอบสนองด้วยความโกรธ ฉันได้แต่นิ่งเงียบจากการที่ผู้ช่วยของฉันระเบิดอารมณ์ใส่

ฉันได้สำแดงถึงพระคริสต์หรือเปล่า?

สิ่งที่เธอพูดยังคงวนเวียนอยู่ในหัวของฉันแม้กระทั่งในขณะที่ฉันอาบน้ำ “คุณอ่านพระคัมภีร์ทุกเช้า แต่ทำไมคุณถึงยังเอาแต่บ่นตลอดเวลา!” มันฟังดูเหมือนว่า คุณก็ไม่ต่างอะไรจากผู้ที่ไม่เชื่อ ถ้อยคำของพระเจ้าไม่ได้มีผลต่อชีวิตของคุณเลย ประโยคเหล่านี้ทำให้ฉันรู้สึกราวกับว่าโดนตัดสินและรู้สึกผิดในเวลาเดียวกัน เพราะฉันล้มเหลวในการสำแสดงพระคริสต์ให้เธอเห็น

เมื่อเธอเริ่มที่จะตอบโต้กลับ ฉันรู้สึกทันทีในหัวของฉันว่า “ให้อภัย! ให้อภัย! ฉันจะต้องเป็นแสงสว่างที่ส่องเข้าไปในความมืดในหัวใจของเธอ” ฉันพยายามจะจับจ้องที่พระเจ้าและยึดมั่นในพระธรรมมัทธิว 18:21-22 ในการให้อภัยผู้ที่เข้าใจเราผิด แต่ฉันล้มเหลวและขาดความอดทนและการควบคุมตัวเอง และฉันไม่สามารถสำแดงพระคริสต์ในวิธีที่ฉันควรจะทำได้

จากการอ่านพระคัมภีร์แต่ไม่ได้อนุญาตให้พระวิญญาณบริสุทธิ์ทำงานในชีวิตของฉัน ฉันเหมือนกับพวกฟาริสีที่เอาแต่ศึกษาพระคำอย่างขยันขันแข็ง แต่ปฏิเสธที่จะเข้ามาหาพระเยซู (ยอห์น 5:39-40)

ผู้ช่วยของฉันได้มองเห็นฉันเป็นสาวกของพระคริสต์ไหม? ฉันไม่คิดอย่างนั้น เพราะคำพูดที่เธอพูดกับฉันคือ “คุณอ่านพระคัมภีร์ทุกเช้า แต่ทำไมคุณถึงยังเอาแต่บ่นตลอดเวลา!”  โลกนี้จะจดจำเราในฐานะสาวกของพระคริสต์โดยดูจากผลที่เกิดขึ้นในชีวิตของเรา น้ำเสียงที่หยาบกระด้างไม่ได้สะท้อนพระคริสต์ในชีวิตของฉัน ผลของพระวิญญาณคือ ความรัก ความยินดี สันติสุข ความอดทน ความกรุณา ความดี ความซื่อสัตย์ ความสุภาพอ่อนโยน การรู้จักบังคับตน สิ่งเหล่านี้ไม่ได้มีอยู่ในการตอบสนองของฉันเลย (กาลาเทีย 5:22-23)

พระเจ้าทรงช่วยฉัน

ฉันรู้สึกยุ่งเหยิง ไม่ชอบธรรมและไม่คู่ควรกับความรักของพระเจ้า แต่แล้วฉันก็นึกขึ้นได้ว่าความชอบธรรมนั้นไม่ได้มาจากตัวฉัน แต่มากจากพระเจ้าเพียงผู้เดียว ผ่านทางการไถ่ด้วยพระโลหิตที่หลั่งออกบนกางเขน (2 โครินธ์ 5:21) พระองค์ได้ประทานความชอบธรรมของพระองค์ให้กับฉันอย่างไม่มีเงื่อนไข แม้ว่าฉันไม่สมควรจะได้รับมันก็ตาม และฉันสามาถรับมันได้ผ่านทางความเชื่อเท่านั้น

การได้รับการไถ่โดยพระองค์ ฉันรู้ว่าฉันจำเป็นต้องวางความหยิ่งและการคิดว่าตัวเองชอบธรรมลง และเชิญพระวิญญาณที่จะเข้ามาทำงานในชีวิตเพื่อให้เกิดผลมากขึ้น

โดยความช่วยเหลือจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ ฉันจะสามารถเกิดผลในเรื่องของความอดทนและการรักผู้คนรอบตัวฉันได้มากยิ่งขึ้น เพื่อที่ฉันจะพูดเฉพาะคำที่ชูใจผู้อื่น

ในฐานะผู้ติดตามพระคริสต์ ฉันตัดสินใจที่จะละทิ้งอุปสรรคทุกอย่างและติดตามพระองค์ ผู้ทรงสร้างและทำให้ความเชื่อของฉันสมบูรณ์ และให้พระองค์เข้ามาครอบครองชีวิตของฉัน เพื่อที่ความอ่อนแอของเนื้อหนังจะไม่สามารถมีชัยเหนือชีวิตของฉันได้

ตั้งแต่ที่ไม้กางเขนได้นำเอาความผิดบาปของฉันไป ฉันได้รับการอภัยในพระคริสต์ ฉันเป็นไทในการใช้ชีวิตอยู่เพื่อพระองค์ ฉันมีอิสระในการแสวงหาการให้อภัยจากผู้ช่วยของฉัน สิ่งที่เป็นอุปสรรคสำหรับฉันคือความหยิ่งและการคิดว่าตัวเองชอบธรรม ซึ่งพระคริสต์ได้นำสิ่งเหล่านี้ไปแล้วเมื่อฉันได้วางสิ่งเหล่านี้ลงที่กางเขนของพระองค์

ถ้าเรามีสิ่งเหล่านี้ในใจตลอดเวลา ฉันรวบรวมความกล้าที่จะขอโทษและคืนดีกับผู้ช่วยของฉันที่ฉันหมดความอดทนและผลักไสเธอด้วยถ้อยคำที่ทำร้ายจิตใจ ฉันนั่งลงกับเธอและพูดกับเธอด้วยน้ำเสียงที่ใจเย็น เราทั้งสองคนกำลังพยายามแก้ไขสิ่งที่เกิดขึ้น และในที่สุดเราก็เข้าใจในเจตนาที่เราทั้งสองคนหมายถึง

สิ่งเหล่านี้ไม่สามารถเป็นไปได้ถ้าปราศจากพระเจ้าผู้สำแดงความชอบธรรม พระคุณ และพระเมตตาของพระองค์ การที่พระองค์ทรงอภัยให้ฉันเมื่อฉันอ่านพระคัมภีร์แต่ล้มเหลวในการเป็นเหมือนพระคริสต์ ขณะที่ฉันดำเนินชีวิตที่เหลืออยู่ด้วยความเชื่อ ฉันอยากที่จะย้ำเตือนตัวเองว่าการพึ่งพาความพยายามของตัวเองในการอ่านพระคัมภีร์นั้นจะนำไปสู่ความรู้ในตำราเท่านั้น และฉันจะไม่มีวันเป็นสาวกที่แท้จริงของพระเยซูได้ ถ้าฉันไม่ปรับสายตาของฉันให้จดจ่อที่พระเจ้าและทำในสิ่งที่พระองค์ปรารถนาสำหรับฉัน

YOU MAY ALSO LIKE

ชื่อกำหนดตัวตนของเราหรือไม่?

ชื่อกำหนดตัวตนของเราหรือไม่?

WRITER: ลีเดีย แทน ต้นฉบับภาษาอังกฤษจาก YMITRANSLATOR: นีรชา ทั่งศรีวัฒนวงศ์EDITOR: Mustard Seed Team สวัสดี ยินดีที่ได้รู้จัก คุณชื่ออะไร? ฉันมั่นใจว่าเราทุกคนต่างเห็นตรงกันว่าชื่อมีความสำคัญ เนื่องจากชื่อเป็นสิ่งแรกที่เราต้องการทราบเมื่อเราพบเจอคนใหม่ๆ...

ฉันได้เรียนรู้อะไรจากการปฏิเสธ “การทรงเรียก”

ฉันได้เรียนรู้อะไรจากการปฏิเสธ “การทรงเรียก”

WRITER: คริสตัล บร๊อคคิงธัน ต้นฉบับภาษาอังกฤษจาก YMITRANSLATOR: ชลิดา สุภาแสนEDITOR: อาเกียว เธอสูญเสียลูกของเธอไปแล้ว ฉันไม่อยากจะเชื่อว่าผู้หญิงที่พระเจ้าทรงเปิดเผยแก่ฉันเมื่อสองสามเดือนก่อนว่าเธอจะตั้งครรภ์ภายในปีนี้ เธอได้ตั้งครรภ์แล้ว...

การต่อสู้กับความคิดหลอกลวงที่ว่า “ฉันไม่ดีพอ”

การต่อสู้กับความคิดหลอกลวงที่ว่า “ฉันไม่ดีพอ”

WRITER: อิซาเบล คริสอสโตโม ต้นฉบับภาษาอังกฤษจาก YMITRANSLATOR: Mustard Seed TeamEDITOR: Mustard Seed Team ฉันนั่งอยู่ในห้องน้ำ พยายามหายใจ น้ำตาไหลอาบแก้ม “เธอนั้นไม่ดีพอ” ความคิดของฉันกระซิบบอก “ใช่ ฉันไม่ดีพอสำหรับอะไรเลย” ฉันตอบกลับ ฉันตะโกนออกไปด้วยความหงุดหงิด...

Share This