fbpx
WRITER: เมเดลีน คาลู ต้นฉบับภาษาอังกฤษจาก YMI
TRANSLATOR: สรสิทธิ์ ธัมมารักขิตานนท์
EDITOR: วิวรรธน์ ศรีธนางกูร

โรคซึมเศร้าเป็นความเจ็บป่วยที่อยู่ในทุกๆ วันของฉัน ฉันได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคซึมเศร้านี้มาเป็นเวลา 3 ปีแล้วหลังจากที่หมดไฟจากงานสอนหนังสือ

อาการซึมเศร้าของฉันเป็นดังนี้ จิตใจของฉันเหมือนถูกความรู้สึกและความคิดลบครอบงำ เช่น ความเศร้าและความรู้สึกไร้ค่ามันเป็นโดยฉับพลันหรือค่อยๆ เป็นราวกับจมดิ่งลงในหลุมแห่งความสิ้นหวัง หมดหนทางช่วยเหลือได้ ซึ่งอาจกินเวลาเป็นสัปดาห์

เมื่ออาการซึมเศร้าดิ่งลงไปถึงจุดต่ำสุด ฉันไม่ยินดียินร้ายกับสิ่งต่างๆ ไม่ก็ทุกข์ทรมานกับความปวดร้าวในจิตใจ การมีสมาธิทำบางสิ่งบางอย่างเป็นเวลานานกลายเป็นเรื่องยากสำหรับฉัน การที่ได้เห็นคนรอบตัวมีความสุขกับการใช้ชีวิตนั้นทำให้ฉันปวดร้าวใจ ราวกับว่าฉันเป็นเพียงผู้ชมที่ยืนอยู่นอกวงเพียงลำพัง

ฉันเลือกที่จะต่อสู้กับโรคนี้ด้วยการไม่ทานยาต้านอาการซึมเศร้า แต่เลือกที่จะทานอาหารที่มีประโยชน์และออกกำลังกายแทน ฉันพยายามหลีกเลี่ยงความเครียดและเข้ารับการปรึกษาตามปกติทั่วไป

สุดท้ายแล้ว ฉันเชื่อในฤทธิ์อำนาจแห่งการรักษาของแพทย์ผู้ประเสริฐ ดังนั้นฉันจึงใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการอ่านพระคัมภีร์และท่องจำพระวจนะพระเจ้า เมื่อฉันรู้สึกสับสนวุ่นวายในใจ ฉันกล่าวข้อพระคัมภีร์ที่สัมพันธ์กับสถานการณ์ในเวลานั้นของฉัน เช่น เมื่อเผชิญความกลัว (อิสยาห์ 41:10) เมื่อฉันรู้สึกกดดัน (อิสยาห์ 26:3)

และเมื่อฉันสัมผัสได้ว่าตัวเองเริ่มจมดิ่งลงไปในด้านมืดของจิตใจ ฉันนึกถึงพระธรรมสดุดี 40:1-3

ฉันเชื่อว่าข้อพระคัมภีร์เหล่านี้ทำงานในฉันเมื่อฉันกล่าวมันออกมาและช่วยให้ฉันยังคงจดจ่ออยู่ที่พระเจ้า

ฉันขอบคุณพระเจ้าที่มีพี่น้องในคริสตจักรอธิษฐานเผื่อฉันอยู่เสมอ แม้ฉันเชื่อว่าฉันจะได้รับการทรงรักษาอย่างสมบูรณ์เมื่อพระเยซูคริสต์เสด็จกลับมา พระเจ้าสามารถรักษาฉันได้ในวันนี้และประสงค์ให้ฉันชื่นชมยินดีกับชีวิต “ไปถึงความครบบริบูรณ์” (ยอห์น 10:10) ดังนั้นฉันขอบคุณในความดีเลิศของพระเจ้าและนำคำวิงวอนมาร้องทูลต่อพระองค์ (ฟีลิปปี 4:6) ทุกๆ วันฉันเฝ้ารอด้วยความหวังใจถึงการปลดปล่อย (มีคาห์ 7:7)

ฉันไม่ได้ถูกจำกัดด้วยความรู้สึกของฉัน

การเป็นโรคซึมเศร้ารั้งฉันจากการมีคุณภาพชีวิตและการงานที่ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนที่ฉันรู้สึกว่าพระเจ้าทรงเรียกฉันให้เริ่มพันธกิจด้านงานเขียนแต่ฉันกลับไร้ซึ่งเรี่ยวแรงและสมาธิที่จะนั่งพิมพ์งาน

ในเวลานั้นฉันถามตัวเองว่าทำไมพระเจ้าถึงไม่รักษาฉัน เพื่อที่ฉันจะได้ทำงานของพระองค์ อย่างไรก็ตาม เมื่อฉันนึกถึงบุคคลต่างๆ ในพระคัมภีร์ที่พระเจ้ามอบหมายให้ขยายแผ่นดินของพระองค์ เขาเหล่านั้นต้องทนทุกข์เนื่องจากความเศร้าโศก ความปวดร้าวและเดียวดาย ฉันจึงตระหนักได้ว่า ถ้าพระเจ้าทรงใช้พวกเขาได้พระองค์ก็ทรงใช้ฉันได้อย่างแน่นอน

ในพระธรรมสดุดี 69:1-2 ดาวิดเปรียบเทียบความรู้สึกสิ้นหวังและความทุกข์ของตนว่าเป็นเหมือนการจมลงไปในบ่อน้ำลึกที่ดำสนิทจนไม่อาจมองเห็นพื้นด้านล่าง แม้กระนั้นพระเจ้าก็ยังเรียกดาวิดว่า “คนที่พระองค์ทรงชอบพระทัยยิ่งนัก” (1 ซามูเอล 10:10) และทรงเจิมเขาเป็นกษัตริย์แห่งอิสราเอล ทรงประทานความสำเร็จมากมายให้เขาอยู่เหนือศัตรูของเขา และทรงทำพันธสัญญานิรันดร์กับเขา

เยเรมีย์ผู้ได้รับฉายาว่า “ผู้เผยพระวจนะเจ้าน้ำตา” (เยเรมีย์ 9:1) เขาสาปแช่งวันที่เขาเกิดมาเพราะความโดดเดี่ยว การถูกเยาะเย้ยและการที่เขาเคยถูกปฏิเสธ (เยเรมีย์ 20:14) แม้กระนั้นพระเจ้าก็ยังทรงเรียกเยเรมีย์ว่า “ผู้เผยพระวจนะแห่งบรรดาประชาชาติ” คนที่เปิดเผยถึงความบาปของชาวยูดาห์และผลจากการที่พวกเขานมัสการรูปเคารพ

แม้แต่พระเยซู ในช่วงเวลาก่อนถูกตรึงที่กางเขน พระองค์ทรงระบายถึงความเครียดและปวดร้าวพระทัยของพระองค์ให้กับเปโตร ยากอบ และยอห์นในสวนเกทเสมนี (มาระโก 14:34) พวกเราจะเป็นอย่างไรในวันนี้ถ้าพระองค์ไม่ได้ทรงดำเนินไปจนสำเร็จที่ไม้กางเขน

การไม่ยอมให้ความรู้สึกของตัวเองเป็นอุปสรรคต่อการเชื่อฟังและทำตามพระประสงค์ของพระเจ้าของบุคคลเหล่านี้ เป็นแรงกระตุ้นให้ฉันยังคงทำงานเขียนต่อไปแม้ในวันที่จิตใจของฉันอยากจะยอมแพ้ต่อความมืดมิด มันเตือนฉันให้ยอมให้พระเจ้าเป็นผู้กำหนดและสำแดงน้ำพระทัยของพระองค์ที่มีต่อฉันไม่ใช่โรคซึมเศร้า

เรียนรู้ที่จะวางใจพระองค์ในช่วงที่มืดมน

หลายคืนที่ฉันนอนไม่หลับ คร่ำครวญด้วยน้ำตาขอการรักษาจากพระเจ้า

แม้ว่ายังคงอยู่ในความมืดมน ฉันต้องตัดสินใจว่า ถ้าพระเจ้ามีพระประสงค์ให้ฉันอดทนในช่วงเวลาเช่นนี้ ฉันมีทางเลือกว่าจะรักและวางใจว่าพระองค์ทรงทำทุกอย่างให้เกิดเป็นผลดีต่อฉัน (โรม 8:28) หรือเลือกที่จะหันหลังให้กับพระองค์และเยียวยาตัวเอง

จะว่าไปแล้วชีวิตของฉันวุ่นวายสับสนทีเดียว ก่อนที่ฉันจะก้าวเข้ามาในความสัมพันธ์กับพระเยซูคริสต์ ทางเลือกอื่นใดก็ล้วนหามีความสำคัญไม่

หลายๆ ครั้งที่ฉันจมในความมืดมิดด้านอารมณ์และร่างกาย ฉันจำในสิ่งที่พระเจ้าตรัสกับฉันในความสว่างได้ว่า พระองค์จะไม่ทดสอบในสิ่งที่เกินกำลังของฉัน (1 โครินธ์ 10:13) และพระองค์จะไม่ทรงทำให้ฉันผิดหวังหรือละทิ้งฉันเลย (ฮีบรู 13:5) ด้วยคำเตือนสติเหล่านี้ ฉันจึงเลือกที่จะเชื่อวางใจและพึ่งพาพระองค์ 

หลังจากที่ฉันมองสิ่งต่างๆ ด้วยความเชื่อ ตอนนี้ฉันเห็นพระคุณพระเจ้า การจัดเตรียม และความโปรดปราน จากที่แต่ก่อนมองเห็นแต่ปัญหา พระองค์อวยพรฉันผ่านคุณหมอที่ใจดี ทั้งการจัดเตรียมด้านการเงินและยังจุดประกายให้ฉันเขียนงานได้ดีขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ฉันรู้สึกขอบคุณพระเจ้าจริงๆ

การเข้าถึงผู้อื่น

หนึ่งในหลายๆ ทางที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมให้กับฉันผ่านนักจิตวิทยาให้คำปรึกษาคริสเตียน สมาชิกในคริสตจักรเดียวกันกับฉัน เธอเชี่ยวชาญด้านโรคซึมเศร้าและสามารถเข้าใจความรู้สึกของคนไข้ได้เป็นอย่างดี เนื่องจากเธอเองก็เคยเผชิญกับโรคซึมเศร้านี้มาก่อน

คำพยานเกี่ยวกับการรักษาของนักจิตวิทยาผู้นี้หนุนใจฉันว่า พระเจ้าทรงรักษาฉันได้เหมือนที่พระองค์ทรงรักษาเธอ แต่ยิ่งกว่านั้นคือฉันสบายใจขึ้นเมื่อรู้ว่ามีคนที่ฉันสามารถคุยด้วยได้ คนที่เคยมีประสบการณ์กับสิ่งที่ฉันกำลังเผชิญอยู่

จากวันนั้นฉันเริ่มมองออกไปนอกตัวฉันและถามกับตัวเองว่ารอบๆ ตัวฉันมีใครบ้างไหมที่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้า คนที่ฉันสามารถเป็นพยานและเป็นเพื่อนกับเขาได้บ้าง

แม้ว่าช่วงเวลานี้ช่างท้าทาย ฉันเชื่อในความดีเลิศของพระเจ้าและการรักษาของพระองค์ พระองค์ทรงสถิตกับฉันและไม่มีสิ่งใดโดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคซึมเศร้าจะแยกฉันออกจากความรักของพระองค์ (โรม 8:38-39)

ฉันจะยังคงยืนหยัดในความเชื่อว่าพระเจ้าทรงมีแผนการอันยอดเยี่ยมสำหรับฉัน โรคซึมเศร้าเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งในระยะทางของการฝึกฝน พระองค์ทรงพระประสงค์ให้ฉันรับไว้เพื่อเติมเต็มแผนการที่พระองค์ทรงวางไว้สำหรับฉัน

ในระหว่างนี้ ฉันจะพักสงบในพระองค์ เฝ้าคอยด้วยความหวังใจและคาดหวังการฟื้นฟูจากพระองค์

หากคุณกำลังทุกข์ทนกับโรคซึมเศร้า พวกคุณจะอยู่ในคำอธิษฐานของฉันเสมอ ฉันขอเชื้อเชิญคุณร่วมเชื่อไปกับฉันว่าสิ่งนี้ไม่ใช่จุดจบของเรื่องราวของเรา พระเจ้าตรัสว่าพระองค์ทรงอยู่ใกล้ผู้ที่ใจแตกสลาย (สดุดี 34:18) และพระองค์จะทรงรักษาและพันแผลให้กับเรา (สดุดี 147:3)

พระองค์จะทรงเช็ดน้ำตาทุกหยดจากตาของเรา ความเจ็บปวดและความเศร้าโศกของเราจะไม่มีอีกต่อไป พระองค์จะทรงทำให้สิ่งเหล่านี้ผ่านเลยไป (วิวรณ์ 21:4) ฉันมีความเชื่อว่าในวันนั้น เราจะได้มีประสบการณ์กับความชื่นบานที่แท้จริง ความชื่นบานอันเป็นนิรันดร์

YOU MAY ALSO LIKE

ความน่ากลัวของการไม่รู้จักตัวตนของตัวเอง

ความน่ากลัวของการไม่รู้จักตัวตนของตัวเอง

WRITER: เจ.ที.เอ็มEDITOR: Mustard Seed Team ความน่ากลัวของการไม่รู้จักตัวตนของตัวเองคือการที่เราพยายามจะเลียนแบบและอยากจะเป็นอย่างคนอื่นไปเรื่อยๆ ไม่รู้จบ โดยเราเองจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม...

การดำเนินชีวิตคริสเตียนแท้ไม่ได้ทำให้คุณสูญเสียความเป็นตัวของตัวเอง

การดำเนินชีวิตคริสเตียนแท้ไม่ได้ทำให้คุณสูญเสียความเป็นตัวของตัวเอง

WRITER: เฟธ ฮานัน ต้นฉบับภาษาอังกฤษจาก YMI TRANSLATOR: ศุภิสรา เจริญศรีศิลป์ EDITOR: วิวรรธน์ ศรีธนางกูร เราได้ยินคำพูดที่ใช้สร้างกำลังใจให้ตัวเอง เช่น “ให้เป็นตัวของคุณเอง” “จงเป็นตัวของตัวเอง” และ “ใช้ชีวิตอย่างที่เป็นตัวคุณเอง” อยู่ตลอดเวลา...

จะทำอย่างไรเมื่อคุณชอบเปรียบเทียบ

จะทำอย่างไรเมื่อคุณชอบเปรียบเทียบ

WRITER: บรี รอสทิค ต้นฉบับภาษาอังกฤษจาก YMI TRANSLATOR: ชลิดา สุภาแสน EDITOR: Mustard Seed Team ฉันไม่รู้ว่าความรู้สึกนี้มันเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่ จำไม่ได้แล้วว่าเด็กผู้หญิงคนแรกที่ฉันมองไปที่เขาแล้วรู้สึกกับตัวเองว่าเขาช่างน่ารักกว่าฉันจัง...

Share This