fbpx
WRITER: เดโบราห์ ลี ต้นฉบับภาษาอังกฤษจาก YMI
TRANSLATOR: รักษพร พรกีรติกุล
EDITOR: ยุพดี ศรีธนางกูร

เมื่อฉันแต่งงานและย้ายเข้าไปอยู่กับครอบครัวของสามี ฉันได้พบกับความขัดแย้งมากมาย ฉันยังเด็กและอารมณ์ร้อนทำให้ฉันใช้ถ้อยคำรุนแรงต่อคนอื่นๆ ในครอบครัว และฉันยังโกรธเคืองพวกเขาเป็นวันๆ หลังจากที่ทะเลาะกัน ในที่สุดแม่สามีเรียกฉันว่า “ลูกที่ไม่มีตัวตน” เพื่อเป็นการย้ำว่าฉันไม่เป็นที่ต้องการ ไม่เป็นที่รักและไม่เป็นที่ต้อนรับเพียงใด

หลังจากกว่าหนึ่งปีที่ต้องเผชิญเรื่องนี้ -ที่สามีของฉันมักจะเลือกอยู่ฝ่ายพ่อแม่ของเขา- ฉันออกจากบ้านไปพร้อมกับประวัติแย่ๆ ที่จริงแล้วการออกไปของฉันควรจะเป็นจุดจบของความทุกข์ที่ฉันโดนทำร้ายด้วยคำพูดมาตลอด แต่ฉันกลับพบว่าฉันได้แบกเอาความโกรธและความเจ็บปวดติดตัวมาด้วย สิ่งเหล่านี้ถูกสะสมมาตั้งแต่วันที่ฉันแต่งงานและจากบ้านของตัวเองเพื่อไปอยู่กับครอบครัวสามี ตลอดเวลาจนถึงวันที่ฉันถูกเรียกว่า “ลูกที่ไม่มีตัวตน” คำพูดแดกดันเหล่านั้นสร้างบาดแผลลึกลงไปในหัวใจของฉัน ในช่วงที่มืดมนที่สุด ฉันถึงกับหวังว่าจะเกิดเรื่องร้ายๆ กับครอบครัวสามีของฉัน

ในช่วงเวลานั้น ฉันไปอยู่กับเพื่อนที่โบสถ์ ศิษยาภิบาลและที่ปรึกษาได้ติดตามดูแลฉันอย่างต่อเนื่องในเรื่องที่ฉันต้องต่อสู้เกี่ยวกับครอบครัว พวกเขาหนุนใจให้ฉันนำเรื่องนี้ทูลต่อพระเจ้า ฉันจึงเริ่มแสวงหาผ่านพระคำของพระเจ้าในบ้านที่เงียบสงบที่ฉันอยู่ในตอนนั้น ยิ่งฉันแสวงหามากเท่าไหร่ ฉันก็ยิ่งพบพระสัญญาของพระเจ้าในช่วงเวลาที่ยากลำบาก พระองค์ย้ำเตือนให้ฉันรู้ว่าพระองค์ได้เก็บน้ำตาทุกหยดของฉัน (สดุดี 56:8) และทรงมีแผนการที่ดีสำหรับฉัน

ในช่วงเวลาที่ฉันรู้สึกสิ้นหวังและเปราะบางที่สุด ความเชื่อมั่นที่พระเจ้าให้เกี่ยวกับอนาคตของฉันยึดฉันไว้ให้เข้าใกล้ชิดพระองค์ และด้วยพระคำของพระองค์ พระเจ้ายังทรงนำฉันต่อไปถึงการสำนึกบาปและยอมจำนนต่อพระองค์

แต่ฉันยังคงมีการต่อสู้ภายในอยู่ ถึงแม้ว่าฉันจะไม่ได้อยู่กับครอบครัวสามีของฉันแล้ว แต่การคุยโทรศัพท์กับสามีก็ยังนำความทรงจำและความโกรธกลับมาสู่ฉัน สามีของฉันยังคงอยู่ข้างพ่อแม่ของเขา และยืนยันว่าฉันต้องเป็นฝ่ายขอโทษพวกเขา ฉันรู้สึกเหมือนทุกคนกำลังโทษว่าฉันเป็นตัวปัญหา

พระเจ้าเป็นผู้ปกป้องของฉัน

จากสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้ ฉันปล้ำสู้กับพระเจ้าและบอกพระองค์เสมอว่ามันไม่ยุติธรรมที่ฉันต้องเผชิญกับสิ่งเหล่านี้ ฉันไม่ได้แต่งงานเพื่อจะถูกทำร้าย ทุกคนได้รับการปกป้องยกเว้นฉัน ใครจะรับฟังฉัน ทำไมฉันหนีออกมาไม่ได้?” ฉันหวังว่าฉันจะพบการต่อสู้ที่ต่างออกไป ที่ฉันสามารถจัดการหรือหนีออกมาได้ แต่บ่อยครั้งที่เราไม่สามารถเลือกการต่อสู้เองได้ในชีวิตของเรา

ขณะที่ฉันปล้ำสู้กับพระเจ้า ฉันนึกถึงพระธรรมโรม 8:31-32 ถ้าอย่างนั้น สิ่งเหล่านี้เราจะว่าอย่างไร? ถ้าพระเจ้าทรงอยู่ฝ่ายเรา ใครจะขัดขวางเราได้? พระองค์ผู้ไม่ทรงหวงพระบุตรของพระองค์เอง แต่ประทานพระบุตรนั้นเพื่อเราทุกคน ถ้าเช่นนั้นพระองค์จะไม่ประทานสิ่งสารพัดให้เราด้วยกันกับพระบุตรนั้นหรือทำไมพระองค์จะไม่เมตตาประทานสิ่งต่างๆ ให้กับฉัน? เมื่อฉันอ่านพระคำเหล่านี้ในพระคัมภีร์ ฉันรู้สึกว่าพระเจ้ากำลังพูดกับฉัน ให้ความมั่นใจว่าพระองค์ทรงอยู่กับฉัน และจะประทานกำลังให้ฉันก้าวผ่านสถานการณ์นี้ไปได้ เมื่อฉันอ่านต่อไปยังข้อ 34-35 ฉันได้รับการเตือนว่าไม่มีการลงโทษในพระเยซูคริสต์ และไม่มีอะไรที่จะแยกเราจากความรักของพระองค์ได้

ฉันเริ่มเห็นว่าพระเจ้าทรงยุติธรรม ฉันสัมผัสได้ว่าพระองค์อยู่กับฉัน ถึงแม้ว่าคนทั้งโลกจะกล่าวโทษฉัน แต่เพราะการเสียสละของพระเยซูคริสต์ พระองค์ไม่ทรงกล่าวโทษฉัน ไม่มีอะไรสามารถแยกฉันจากความรักของพระองค์ได้ เมื่อฉันได้เรียนรู้จากพระธรรมโรมบทที่ 8 ฉันเริ่มมองสถานการณ์ของฉันในมุมใหม่ ฉันเริ่มเห็นจุดประสงค์ของความเจ็บปวดที่เกิดขึ้น เพราะความเจ็บปวดนี้ทำให้ฉันได้รับประสบการณ์ความเชื่อมั่นและปลอบประโลมจากพระองค์ ถึงแม้คนรอบข้างจะกล่าวโทษฉัน แต่ฉันได้พบความหวังในพระองค์ 

พระเจ้าอนุญาตให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น เพื่อให้ฉันเห็นความรักของพระองค์ที่มีต่อฉัน ถ้าฉันไม่ผิดหวังกับมนุษย์ ฉันคงไม่ได้หันไปพึ่งพระเจ้า ด้วยความสัตย์ซื่อของพระองค์ทรงใช้เหตุการณ์นี้เพื่อดึงฉันกลับไปหาพระองค์ และแสดงให้เห็นถึงพระพรของพระองค์  ฉันไม่สามารถปฏิเสธการทรงนำของพระองค์ตลอดเหตุการณ์เหล่านี้ได้เลย

 

การต่อสู้เพื่อให้อภัย

ขณะที่พระธรรมโรมบทที่ 8 ปลอบโยนฉัน พระธรรมมัทธิว 7:3-5 กล่าวโทษฉัน ในตอนนี้พระเยซูเตือนเราให้เอาท่อนไม้ทั้งท่อนออกจากตาของเราก่อนจะไปเขี่ยผงในตาผู้อื่น พระคำตอนนี้กล่าวถึงสถานการณ์ที่ฉันเผชิญมาอย่างแท้จริง ถ้าฉันบอกว่าฉันไม่มีความผิด ฉันก็คงโกหกตัวเองอย่างแน่นอน เพราะฉันตะโกนใส่คนในครอบครัวสามีของฉันแทนที่จะแสดงความเคารพ ฉันหยาบคายต่อพวกเขา และนั่นไม่ทำให้พระเจ้าพอพระทัยเช่นกัน พระคำตอนนี้เตือนฉันว่าตลอดเวลาที่ผ่านมา ฉันชี้นิ้วใส่คนอื่นโดยที่ไม่ได้สนใจท่อนไม้ในตาฉันเองเลย ฉันติดค้างคำขอโทษครอบครัวสามีฉันจริงๆ

ฉันรู้ว่าฉันต้องสำนึกผิด แต่ในความเป็นจริงมันยากมากสำหรับฉัน เพราะสามีและครอบครัวของเขาไม่ได้แสดงความรู้สึกผิดใดๆ ต่อฉันเลย และพวกเขายังคงยืนยันว่าสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความผิดของพวกเขา ฉันคิดว่ามันไม่ยุติธรรมที่ฉันจะแกล้งทำเป็นเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นและยอมให้พวกเขาทำร้ายฉันต่อไป

อภัยได้ด้วยความรักของพระเจ้า

เมื่อเวลาผ่านไป พระเจ้าเสริมกำลังและเปลี่ยนแปลงจิตใจฉันใหม่ เมื่อฉันอ่านพระคัมภีร์ต่อไปเรื่อยๆ ฉันยิ่งตระหนักมากขึ้นว่าฉันเป็นลูกที่มีค่าของพระองค์ ไม่ใช่ลูกที่ไม่มีคนปกป้อง ไม่ใช่ “ลูกที่ไม่มีตัวตนในช่วงเวลาที่เจ็บปวดนั้น ฉันเรียนรู้ที่จะยึดพระองค์ไว้ ฉันไม่จำเป็นที่จะต้องเดินในเส้นทางแห่งความเจ็บปวด อยุติธรรม โกรธแค้น สิ้นหวัง อีกต่อไป ฉันกลับมองสถานการณ์ของฉันผ่านมุมมองของพระองค์ ซึ่งเต็มไปด้วยความหวังและมีเป้าหมาย ฉันตัดสินใจจะไม่กลับไปสู่ชีวิตเก่าของฉัน ซึ่งเป็นชีวิตที่ถูกล่ามไว้ด้วยการสงสารตัวเองและความสิ้นหวัง

ครั้งแรกที่ฉันพยายามขอโทษครอบครัวสามี พวกเขายังคงทำตัวห่างเหิน พูดจาแดกดันด้วยถ้อยคำรุนแรงและกล่าวโทษฉัน แต่ฉันยึดมั่นในพระสัญญาของพระองค์ที่ให้กับฉันและพยายามต่อไป

และเมื่อผ่านช่วงเวลาแห่งความอดทนที่ยาวนาน ในที่สุดสามีและครอบครัวของเขาก็ใจอ่อนลงและยอมรับฉันเป็นครอบครัวอีกครั้ง

การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นนี้ต้องแลกมาด้วยการปฏิเสธตัวเอง หัวใจที่บอบช้ำ และความเจ็บปวดหลายต่อหลายครั้ง แต่พระเจ้าแสดงให้ฉันเห็นว่าเราต้องชนะความชั่วด้วยความดี (โรม 12:21) คำพูดที่โด่งดังของมาร์ติน ลูเทอร์ คิง จูเนียร์ ดังก้องอยู่ในใจฉันว่าความมืดไม่อาจทำลายความมืดได้ มีแต่ความสว่างเท่านั้นที่ทำได้ ความโกรธก็ไม่สามารถทำลายความโกรธได้ มีแต่ความรักเท่านั้นที่ทำได้ทางเดียวที่เราจะมีประสบการณ์รับการอภัยและให้อภัย คือการได้รับความรักจากพระเจ้าสำหรับตัวเราเองก่อนและแสดงให้ผู้อื่นเห็นความรักของพระองค์

การคืนดีของเราทำให้สามียอมซื้อบ้านหลังใหม่ในที่สุด และเราได้รับการยอมรับจากครอบครัวของเขาให้เราอยู่ด้วยกันแบบคู่สมรส แต่ที่สำคัญกว่าการคืนดีกันในครั้งนี้ คือได้รู้ว่าการมีพระเจ้าในชีวิตของฉันเป็นสิ่งที่ดีที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อต้องเผชิญกับความขัดแย้งและการทดลอง สิ่งต่างๆ เหล่านี้ไม่สามารถเป็นไปได้ถ้าฉันไม่ได้รับความรักของพระองค์ ฉันจึงอยากใช้ชีวิตให้มีคุณค่าเพื่อพระองค์ และแผ่ขยายความรักของพระองค์ไปสู่ผู้อื่น ไม่มีอะไรยิ่งใหญ่เกินกว่าการได้รู้จักพระเจ้า เมื่อฉันได้เห็นสิ่งดีที่พระองค์ทำในชีวิตของฉันในการไถ่ฉันออกจากความบาป การให้อภัยจึงเป็นเรื่องง่ายกว่าที่เคย 

YOU MAY ALSO LIKE

เมื่อฉันมีความวิตกกังวลแล้ว ฉันยังวางใจพระเจ้าได้ไหม?

เมื่อฉันมีความวิตกกังวลแล้ว ฉันยังวางใจพระเจ้าได้ไหม?

WRITER: แมเดลีน เกรซ ชคูลฟีลด์ ต้นฉบับภาษาอังกฤษจาก YMITRANSLATOR: ปาลีญา ธนาวัฒนเจริญEDITOR: ธนากร พูลสินกูล ฉันรู้สึกราวกับว่ามีผ้าห่มผืนใหญ่ทับอยู่บนอกของฉัน เมื่อฉันลองหายใจลึกๆ เข้าไปในปอดและพยายามไอออกมาด้วยความรู้สึกแสบ...

ชีวิตที่ถูกซ่อนไว้จากความจริง

ชีวิตที่ถูกซ่อนไว้จากความจริง

TRANSLATOR: เจ.ที.เอ็ม.EDITOR: Mustard Seed Team คุณเคยทำตัวเองหล่นหายไหม รู้สึกโกรธตัวเองและต่อว่าตัวเองซ้ำแล้วซ้ำอีกจากความผิดพลาดในชีวิตบ้างไหม หรือถามตัวเองว่าฉันเกิดมาทำไม หรือรู้สึกว่าโลกนี้มันไม่ได้มีที่ยืนสำหรับฉันเลย ความเจ็บปวดหรือความรู้สึกไร้ค่าเหล่านี้...

ถ้าการเป็นคริสเตียนไม่ได้ช่วยอะไรฉันล่ะ?

ถ้าการเป็นคริสเตียนไม่ได้ช่วยอะไรฉันล่ะ?

WRITER: อัลวิน โธมัส ต้นฉบับภาษาอังกฤษจาก YMITRANSLATOR: ณัฐพร ชังเจริญEDITOR: ธัญธร จันทสุทธิบวร สวัสดีเพื่อนๆ ทุกคน ผมอยากจะเริ่มต้นโดยการบอกว่า ผมเข้าใจความรู้สึกของคุณนะ คงมีหลากหลายเหตุผลเลยทีเดียวที่ว่าการเป็นคริสเตียนอาจไม่ตอบโจทย์...

Share This