fbpx
WRITER: สุมิตรา ชามรามดาบาน
EDITOR: Mustard Seed Team

เพราะว่าเราดำเนินโดยความเชื่อ ไม่ใช่โดยสิ่งที่มองเห็น (2 โครินธ์ 5:7)  

คนเคยถามฉันว่า ช่วงนี้เป็นอย่างไรบ้าง?” ฉันยิ้มและตอบไปว่า ก็ดีนะ” แต่ความจริงแล้ว ในใจของฉันเต็มไปด้วยคำถาม ฉันกำลังอยู่ในช่วงที่ต้องตัดสินใจหลายเรื่อง ทั้งเรื่องงาน อนาคต การเรียนต่อ ความฝัน และการรับใช้พระเจ้า ฉันพยายามทำทุกอย่างให้ดีที่สุด เพราะเชื่อว่าพระเจ้าสมควรได้รับสิ่งที่ดีที่สุดจากชีวิตของฉัน แต่ยิ่งพยายามมากเท่าไร ฉันกลับยิ่งรู้สึกว่าตัวเองควบคุมอะไรไม่ได้เลย  

ฉันทำงานเป็นครู เห็นเด็กๆ หลายคนเติบโตต่อหน้าต่อตา เห็นเด็กที่เคยอ่านหนังสือไม่ได้ วันนี้เริ่มอ่านได้ เห็นเด็กที่เคยไม่กล้าพูดภาษาอังกฤษ วันนี้เริ่มกล้าสื่อสาร ความสุขเหล่านี้ทำให้ฉันรู้ว่างานของฉันมีความหมาย แต่เมื่อมองกลับมาที่ชีวิตของตัวเอง ฉันกลับถามว่า แล้วชีวิตของฉันกำลังเดินไปทางไหน?”  

ฉันไม่คิดว่าตัวเองเป็นคนที่ขาดความเชื่อ แต่ฉันยอมรับว่า ฉันเป็นคนที่กังวลเรื่องอนาคตง่าย ฉันอยากดูแลพ่อแม่ให้ดี อยากมีชีวิตที่มั่นคง อยากใช้ของประทานที่พระเจ้าประทานให้เกิดประโยชน์สูงสุด แต่ฉันก็กลัวว่าจะตัดสินใจผิดกลัวว่าจะเลือกเส้นทางที่ไม่ใช่น้ำพระทัยของพระเจ้า หลายๆ คืนฉันอธิษฐานกับพระเจ้า พร้อมกับคำถามเดิมๆ พระเจ้าข้า ลูกควรเดินไปทางไหน?” แต่พระองค์ไม่ได้ตอบด้วยการบอกแผนทั้งหมดพระองค์เพียงชวนให้ฉันก้าวไปทีละก้าว  

เมื่อมองย้อนกลับไป ฉันพบว่าพระเจ้ากำลังสอนบางอย่างผ่านความไม่มั่นคงนั้น 

1. พระเจ้าสอนให้ฉันยอมรับว่าฉันไม่สามารถควบคุมทุกอย่างได้ 

ฉันเป็นคนที่ชอบวางแผน ก่อนจะตัดสินใจทำอะไรฉันจะหาข้อมูล คิดถึงข้อดีข้อเสีย และพยายามเตรียมตัวให้พร้อมที่สุด ฉันเคยคิดว่าถ้าฉันวางแผนดีพอชีวิตก็คงราบรื่น แต่ชีวิตจริงไม่เคยเป็นแบบนั้น มีหลายเรื่องที่ฉันเตรียมตัวอย่างดีแต่กลับไม่เป็นไปตามที่หวัง มีหลายคำอธิษฐานที่ฉันอยากให้พระเจ้าตอบทันทีแต่พระองค์กลับทรงเงียบ ความเงียบนั้นเคยทำให้ฉันสับสน แต่เมื่อเวลาผ่านไปฉันเริ่มเข้าใจว่า พระเจ้าไม่ได้ทรงนิ่งเฉย พระองค์กำลังทำงานในสิ่งที่ฉันมองไม่เห็น บางครั้งสิ่งที่พระองค์เปลี่ยนไม่ใช่สถานการณ์ แต่เป็นหัวใจของฉัน พระองค์กำลังสอนให้ฉันเลิกพึ่งพาการควบคุมและเริ่มพึ่งพาพระองค์ 

จงวางใจในพระยาห์เวห์ด้วยสุดใจของเจ้า และอย่าพึ่งพาความรอบรู้ของตนเอง จงยอมรับรู้พระองค์ในทุกทางของเจ้า แล้วพระองค์เองจะทรงทำให้วิถีของเจ้าราบรื่น‘ สุภาษิต 3:5-6  

หลายครั้งฉันคิดว่าการวางแผนที่ดีจะทำให้ทุกอย่างเป็นไปตามที่หวัง แต่พระเจ้ากำลังสอนว่า ความเชื่อไม่ได้หมายถึงการมีแผนที่สมบูรณ์ หากแต่คือการยอมรับว่าพระปัญญาของพระองค์สูงกว่าความเข้าใจของเรา

  

2. พระเจ้าทรงสอนให้ฉันหยุดเปรียบเทียบเส้นทางของตัวเองกับคนอื่น  

มีหลายครั้งที่ฉันเปิดดูชีวิตของคนรอบตัว บางคนมีงานที่มั่นคง บางคนเรียนต่อ บางคนประสบความสำเร็จ บางคนได้แต่งงาน ฉันอดถามตัวเองไม่ได้ว่า ทำไมชีวิตของฉันดูเดินช้าจัง” แต่เมื่อฉันอ่านพระคัมภีร์ ฉันพบว่าพระเจ้าไม่เคยทรงทำงานกับทุกคนเหมือนกัน พระองค์ทรงเรียกแต่ละคนไม่เหมือนกัน ทรงใช้เวลาไม่เท่ากันและทรงเตรียมบทเรียนให้ไม่เหมือนกัน ฉันเริ่มเรียนรู้ว่าการเปรียบเทียบทำให้ฉันมองเห็นแต่สิ่งที่ตัวเองยังไม่มี แต่การขอบพระคุณทำให้ฉันมองเห็นสิ่งที่พระเจ้าประทานแล้ว เมื่อฉันหันกลับมามองชีวิตของตัวเอง ฉันเห็นพระพรที่เคยมองข้าม ฉันมีโอกาสสอนเด็กๆ มีโอกาสรับใช้ มีครอบครัวที่ยังอยู่ด้วยกัน มีคนที่คอยอธิษฐานเผื่อฉัน และที่สำคัญฉันมีพระเจ้าที่ไม่เคยทอดทิ้งฉัน  

‘เพราะว่าเราเป็นฝีพระหัตถ์ของพระองค์ที่ทรงสร้างขึ้นในพระเยซูคริสต์เพื่อให้ทำการดี ซึ่งเป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมไว้ก่อนแล้วเพื่อให้เราดำเนินตาม’ เอเฟซัส 2:10

เมื่อฉันเอาชีวิตของตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่น ฉันมักรู้สึกว่าตัวเองเดินช้ากว่า แต่ข้อพระคัมภีร์ข้อนี้เตือนว่า พระเจ้าทรงมีงานและเส้นทางที่ทรงเตรียมไว้สำหรับแต่ละคน เราไม่ได้ถูกเรียกให้วิ่งแข่งกัน แต่ถูกเรียกให้สัตย์ซื่อในการเดินในเส้นทางที่พระองค์ทรงกำหนด 

  

3. พระเจ้าทรงสอนให้ฉันรู้ว่า ความมั่นคงไม่ได้มาจากการได้รับตอบ แต่มาจากการรู้จักพระองค์ 

ทุกวันนี้ฉันยังไม่ได้มีคำตอบสำหรับทุกเรื่อง ฉันยังไม่รู้ว่าพระเจ้าจะนำฉันไปที่ไหนในอีกห้าปีข้างหน้า ยังมีหลายสิ่งที่ต้องรอยังมีหลายเรื่องที่ต้องอธิษฐาน แต่มีสิ่งหนึ่งที่ฉันมั่นใจมากกว่าวันก่อนๆ คือ “พระเจ้าทรงสัตย์ซื่อ” เมื่อมองย้อนกลับไป ฉันเห็นว่าพระองค์ไม่เคยปล่อยให้ฉันเดินลำพังแม้ในวันที่ฉันรู้สึกว่าพระองค์ทรงเงียบ พระองค์ยังทรงนำแม้ในวันที่ฉันรู้สึกไม่มั่นคงพระองค์ยังทรงเป็นศิลา ฉันจึงเริ่มเข้าใจว่า ความเชื่อไม่ใช่การรู้อนาคตทั้งหมด แต่คือการเชื่อว่าผู้ทรงถืออนาคตไว้ในพระหัตถ์กำลังเดินไปกับเรา ฉันยังคงมีวันที่หวั่นไหว ยังมีวันที่ตั้งคำถาม แต่ฉันไม่อยากให้ความไม่มั่นคงเป็นสิ่งที่กำหนดชีวิตของฉันอีกต่อไป ฉันอยากให้พระเจ้าทรงเป็นผู้กำหนดชีวิตของฉัน เพราะสุดท้ายแล้ว ความมั่นคงที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่งาน เงิน ความสำเร็จ หรือแผนชีวิตที่สมบูรณ์ แต่อยู่ที่พระเยซูคริสต์ผูู้ไม่เคยเปลี่ยนแปลง  

พระองค์เท่านั้นทรงเป็นศิลาและความรอดของข้าพเจ้า ทรงเป็นป้อมปราการของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะไม่หวั่นไหวเลย’ สดุดี 62:2 

ฉันเคยคิดว่าถ้าฉันรู้อนาคตทั้งหมดฉันคงไม่กังวล แต่พระเจ้าค่อยๆ สอนว่า ความมั่นคงที่แท้จริงไม่ได้มาจากการรู้ทุกคำตอบ แต่มาจากการรู้จักพระองค์ผู้ไม่เคยเปลี่ยนแปลง บางทีความมั่นคงที่แท้จริงไม่ใช่การมีชีวิตที่ปราศจากมีพายุ ต่คือการรู้ว่าเรากำลังยืนอยู่บน “ศิลา  

  

YOU MAY ALSO LIKE

พลังแห่งการอธิษฐาน

พลังแห่งการอธิษฐาน

WRITER: ขนมปังไม่ใส่เชื้อEDITOR: Mustard Seed Team ฉันเป็นคนหนึ่งที่ไม่ค่อยชอบอธิษฐาน เพราะรู้สึกว่าการอธิษฐานทำให้ฉันเสียเวลาในการทำบางอย่างไป จนกระทั่งฉันเห็นว่าชีวิตของฉันไม่ติดสนิทกับพระองค์ เมื่อฉันขาดการอธิษฐานอย่างสม่ำเสมอ ฉันมานั่งที่ร้านกาแฟแห่งหนึ่ง...

ฉันคิดว่าฉันคงไม่มีวันให้อภัย

ฉันคิดว่าฉันคงไม่มีวันให้อภัย

WRITER: เดโบราห์ ลี ต้นฉบับภาษาอังกฤษจาก YMI TRANSLATOR: รักษพร พรกีรติกุล EDITOR: ยุพดี ศรีธนางกูร เมื่อฉันแต่งงานและย้ายเข้าไปอยู่กับครอบครัวของสามี ฉันได้พบกับความขัดแย้งมากมาย ฉันยังเด็กและอารมณ์ร้อนทำให้ฉันใช้ถ้อยคำรุนแรงต่อคนอื่นๆ ในครอบครัว...

แลกความกังวลของคุณกับสันติสุขจากพระเจ้า

แลกความกังวลของคุณกับสันติสุขจากพระเจ้า

WRITER: มาร์ธา เฟอร์เรร่า ต้นฉบับภาษาอังกฤษจาก YMI TRANSLATOR: Gift Natthanan EDITOR: Mustard Seed Team ฉันคิดว่าตัวเองเป็นคนที่ความจำค่อนข้างดี ฉันมักจะเป็นคนที่คนอื่นไว้วางใจที่จะพูดว่า “เธอช่วยเตือนฉันว่า…”...

Share This