fbpx
WRITER: คอนแสตน โก ต้นฉบับภาษาอังกฤษจาก YMI
TRANSLATOR: ปาลีญา ธนาวัฒนเจริญ
EDITOR: พาทินธิดา เจริญสวัสดิ์

ครั้งหนึ่ง ฉันเคยรับใช้รวมทั้งหมด 7 พันธกิจ และเข้าประชุมคริสตจักรทั้งหมด 5 ครั้งภายในเวลาหนึ่งสัปดาห์ ฉันไม่ได้พยายามจะบอกว่าฉันโฮลี่มากแค่ไหนแต่ฉันกำลังบอกกับคุณว่าฉันโง่แค่ไหน

ฉันยุ่งมาก เพราะต้องรีบย้ายจากที่ประชุมหนึ่งไปยังอีกประชุมหนึ่ง และพยายามทำงานทุกอย่างที่ฉันรับผิดชอบให้เสร็จ หากมองจากภายนอกฉันคงดูเหมือนคนที่โฮลี่สุดๆ แต่กลับกันข้างในของฉันห่างไกลจากการมีชีวิตที่ติดสนิทกับพระเจ้าเหลือเกิน

ฉันหวาดกลัววันหยุด เพราะฉันรู้ว่าจะมีการประชุม การซ้อม และงานมากมายโถมเข้ามา ฉันพยายามลากร่างที่เหนื่อยล้าเข้าร่วมการประชุมเหล่านั้นและได้แต่หวังว่ามันจะจบลงโดยเร็ว ก่อนจะอธิษฐานกับพระเจ้าโดยปราศจากความหมายในที่ประชุมต่างๆ

ฉันกลายเป็นคนโมโหง่าย ขาดความรักทั้งในคำพูดและการกระทำ มองเห็นแต่ความผิดของคนอื่นแทนที่จะเห็นความจริงว่าพวกเขาพยายามอย่างดีที่สุดเพื่อพระเจ้าฉันกำลังทนทุกข์และใช้ชีวิตในความบาป

ฉันพบว่าตัวเองกำลังห่างจากพระเจ้าออกไปเรื่อยๆ ฉันอ่านพระคัมภีร์แบบผ่านๆ รวมถึงเฝ้าเดี่ยวโดยไม่สนใจฟังเสียงของพระเจ้า ซึ่งมันทำให้ฉันรู้สึกละอายที่เข้าหาพระเจ้าในสภาพที่เต็มไปด้วยความบาปอย่างนี้ ฉันจึงพยายามแก้ต่างกับตัวเองว่าฉันได้ใช้เวลาหลายชั่วโมงไปกับพันธกิจของพระองค์แล้ว และนั่นก็หมายความว่าฉันไม่จำเป็นต้องใช้เวลาส่วนตัวกับพระเจ้าอีก จนในที่สุดฉันก็หยุดใช้เวลาส่วนตัวกับพระองค์ไปโดยสิ้นเชิง

ฉันคิดว่าการที่ตัวเองตกอยู่ในสถานการณ์นี้เป็นเพราะทำงานรับใช้มากเกินไป ดังนั้นฉันจึงตัดสินใจหยุดพักจากทุกพันธกิจที่ฉันรับใช้อยู่

อันที่จริง ฉันต้องการหยุดแค่เพื่อที่จะพักผ่อนและเพื่อจะได้ไม่ต้องทำงานกับคนที่ตัวเองรู้สึกไม่ดีด้วย แต่พระเจ้ากลับทรงใช้ช่วงเวลานี้ให้เกิดผล และพระองค์ทรงทำงานในหัวใจของฉัน “มันโอเคไหม ที่เราจะปฏิเสธการรับใช้?” ตอนนั้นเองฉันพบว่าตัวเองถามผิดคำถามมาโดยตลอด เพราะบางทีคำถามที่เกิดประโยชน์มากกว่าอาจเป็น

“ฉันจะรับใช้พระเจ้าด้วยหัวใจที่ถูกต้องได้อย่างไร?”

และนี่คือความเข้าใจ 4 ข้อที่ช่วยฉันในการปรับโฟกัสใหม่

1. รู้ลิมิตของตัวเอง

ฉันมักจะมีความชื่นชมยินดีในการรับใช้ พระเจ้าเมตตาให้เรารู้ว่าพระพรของเราคืออะไร และในการรับใช้นี้เองที่เราจะมอบผลของการใช้พระพรกลับคืนให้พระองค์ วันอาทิตย์จึงเป็นวันที่ดีที่สุดในสัปดาห์สำหรับฉัน ฉันมีความสุขในการรับใช้พระเจ้าเพราะฉันรับรู้ถึงการทรงสถิตของพระองค์ขณะที่ฉันรับใช้ผู้อื่น

แต่สิ่งเหล่านี้ค่อยๆ เปลี่ยนไปเมื่อฉันรับใช้มากขึ้นเรื่อยๆ ฉันหวังว่าตัวเองจะมีสติปัญญาที่จะรู้ว่าควรปฏิเสธเมื่อไหร่และอย่างไรเพราะเมื่อมีคนทาบทามให้ฉันร่วมงานรับใช้ ฉันก็แค่พยักหน้าตามฉบับคริสเตียนที่ดี ทั้งที่รู้ว่าตารางเวลาของตัวเองเต็มแน่นไปหมดแล้วซึ่งมันขโมยความชื่นชมยินดีของฉันไป

ส่วนตัวแล้ว ฉันคิดว่าการสูญเสียความชื่นชมยินดีเป็นสัญญาณเตือนให้เราประเมินและปรับเปลี่ยนชีวิตตัวเองต่างกับ “ความสุข” ที่มักจะขึ้นอยู่กับสถานการณ์แวดล้อม แต่ “ความชื่นชมยินดี” เป็นความยินดีและความสุขลึกลงไปที่พระเจ้ามอบให้แม้เราจะอยู่ท่ามกลางสถานการณ์ที่ไม่ดี ดังนั้นถึงแม้งานรับใช้จะเหน็ดเหนื่อย แต่เราก็สามารถมีความชื่นชมยินดีได้ เพราะ

ประสบการณ์ที่มีความสุขในงานรับใช้เป็นของประทานจากพระเจ้า

ก่อนที่เราจะตัดสินใจร่วมรับใช้ การประเมินตารางเวลาและงานรับใช้ที่เรารับไว้อยู่ก่อนแล้วจะช่วยได้มาก ฉันพบว่าการที่เราเลือกเข้าร่วมในหลายงานไม่เพียงแต่ทำลายประสิทธิภาพของตัวเองในพันธกิจที่ทำอยู่เท่านั้น แต่ยังเป็นอันตรายต่อความสัมพันธ์ระหว่างเรากับพระเจ้าอีกด้วย ซึ่งแน่นอนว่านั่นจะกลายเป็นการสูญเสียราคาแพง

พระเจ้าต้องการหัวใจที่เต็มใจและชื่นชมยินดีในการรับใช้ เช่นนั้นการรับใช้จะไม่มีค่าพอถ้าการที่ฉันรับหน้าที่เพิ่มขึ้นในโบสถ์จะทำให้ความชื่นชมยินดีและความสัมพันธ์ของฉันกับพระเจ้าลดน้อยลง

2. รู้ว่าพระองค์เป็นผู้ประทานการพักผ่อน

ฉันเคยคิดว่าการที่ฉันยุ่งกับงานรับใช้จะทำให้พระเจ้าพอใจ ด้วยการคาดเดาที่ว่า “หากฉันทำให้พระองค์มาก พระองค์จะรักฉันมาก” ฉันจึงไม่ยอมปล่อยผ่านโอกาสในการรับใช้

เมื่อฉันพักทุกสิ่งและใช้เวลากับพระองค์มากขึ้น จึงได้เรียนรู้ว่าการพักผ่อนคือพระวจนะของพระองค์ ในความจริงพระเจ้าเองก็ทรงพักผ่อนในวันสะบาโตหลังจากที่พระองค์ทรงสร้างโลกนี้(ปฐมกาล 2:2) ซึ่งพระองค์ทำเช่นนี้ก็เพื่อเป็นตัวอย่างให้เราทำตาม

เราควรพักผ่อนทั้งร่างกายและจิตวิญญาณหลังวันทำงาน “เป็นการเหนื่อยเปล่าที่ท่านลุกขึ้นแต่เช้ามืดทำงานจนดึก กินอาหารที่ได้จากงานตรากตรำ เพราะพระองค์ประทานการนอนหลับแก่ผู้ที่พระองค์ทรงรัก”(สดุดี 127:1-2) พระธรรมข้อนี้ไม่ได้บอกให้เราเลิกทำงาน แต่เตือนเราให้มีทัศนคติในการทำงานแบบพึ่งพาและยอมจำนนต่อพระเจ้า

พระธรรมข้อนี้ไม่ได้บอกให้เราเลิกทำงาน แต่เตือนเราให้มีทัศนคติในการทำงานแบบพึ่งพาและยอมจำนนต่อพระเจ้า ฉันย้อนนึกถึงคืนที่ฉันมัวยุ่งอยู่กับงานเพื่อให้แน่ใจว่ามันสมบูรณ์แบบแล้วเกิดรู้สึกเสียใจที่ตัวเองโฟกัสผิดจุด แน่นอนว่ามันไม่ผิดถ้าเราอยากจะให้งานออกมาดีที่สุด แต่ 

ปัญหาจะเกิดขึ้นเมื่อเราอยากให้งานออกมาสมบูรณ์แบบเพื่อความต้องการของตัวเอง ไม่ใช่เพื่อพระเจ้า

เพราะมันจะครอบงำจิตใจให้ทนทุกข์ ซึ่งนั่นไม่ได้ทำให้พระเจ้าพอพระทัย พระเจ้าไม่ได้เรียกเราให้เป็นคนงานที่สมบูรณ์แบบ แต่พระองค์ทรงเรียกให้เราชื่นชมยินดีในการทรงสถิตของพระองค์ขณะที่เรารับใช้

3. รู้ว่าทำไมเราถึงรับใช้

ถ้าคุณต้องการจะรับใช้เพราะ…มันทำให้คุณดูดีหรือโฮลี่ อย่าทำอย่างนั้น ถ้าคุณต้องการจะรับใช้เพราะ…รู้สึกเป็นเกียรติที่มีคนเข้ามาทาบทาม อย่าทำอย่างนั้นเลย ถึงจะบอกอย่างนี้ แต่มันก็เป็นเหตุผลลึกๆ บางข้อที่ทำให้ฉันเคยตกลงร่วมรับใช้ในหลายพันธกิจ

แน่นอนว่า เหตุผลเหล่านี้ถูกกลบอยู่ภายใต้วิถีปฏิบัติของคริสเตียนที่ดี ดังเช่นการที่ฉันอยากสรรเสริญพระเจ้าด้วยพระพรที่มี หรือใช้เวลาอย่างฉลาดกับพระเจ้า แต่แรงจูงใจผิดๆ ก็ทำให้มันยากที่จะเดินหน้าเมื่อรู้สึกเหนื่อย และผลลัพธ์ก็น่าผิดหวัง ฉันอาจได้รับการยกย่อง ได้รับความสนใจ ได้ชื่อว่าเป็นคริสเตียนตัวอย่าง และมันอาจทำให้ฉันรู้สึกดี แต่ท้ายที่สุดสิ่งเหล่านี้จะไม่เติมเต็มฉันด้วยความชื่นชมยินดีที่มาจากพระเจ้า

ความต้องการที่จะใช้ของประทานที่เรามีเพื่อพระเจ้า หรืออยากร่วมพันธกิจในสังคมผู้เชื่อเป็นแรงจูงใจที่ดีที่เราควรมี แต่สิ่งสำคัญคือเราควรตรวจสอบแรงจูงใจที่แท้จริงของตัวเองก่อนจะตอบรับงานรับใช้ ถ้าความตั้งใจของเราเป็นความบาปก็อาจจะดีกว่าหากเรารอ และขอพระเจ้าให้เอาความคิดเห็นแก่ตัวทั้งหลายออกไปแล้วแทนที่ด้วยพระองค์ เมื่อเราเข้าใจเหตุผลที่แท้จริงที่พระเจ้าให้เรารับใช้ เราก็จะรับใช้พระองค์ด้วยความชื่นชื่มยินดีและความเต็มใจ

4. รู้ว่าเรากำลังรับใช้ใคร

ถึงแม้ว่าภายนอกฉันจะดูโฮลี่มาก แต่ในใจก็รู้ว่ามันคือการเสแสร้ง ฉันทำเหมือนกำลังรับใช้พระเจ้า แต่ที่จริงฉันกำลังรับใช้ตัวเอง ฉันรับใช้หัวใจของตัวเองเพื่อที่จะได้รับคำชมและความสนใจจากคนรอบๆ ข้าง

เมื่อหยุดพัก ฉันจึงได้สังเกตเห็นเป็นครั้งแรกในรอบ 18 ปีว่าในคริสตจักรที่ฉันอยู่มาตั้งนานนี้มีกลุ่มคุณลุงคุณป้าที่มาแต่เช้าตรู่ของวันอาทิตย์เพื่อจะต้มน้ำสำหรับทำกาแฟให้ที่ประชุม และมีน้อยคนมากที่เข้าไปขอบคุณพวกเขา เพราะพวกเขาทำงานในส่วนที่คนมองไม่เห็น แต่ถึงอย่างนั้นพวกเขาก็ทำด้วยความสัตย์ซื่อและไม่ปริปากบ่น ประสบการณ์นี้ทำให้ฉันถามตัวเองว่า ตั้งแต่เริ่มแรก ฉันอยากเล่นกีต้าร์ในการนมัสการเพื่อใคร?

 

ถ้าพระเจ้าคือผู้ชมคนเดียวของฉัน ฉันจะพอใจและชื่นชมยินดีอยู่ไหมหากต้องเล่นอยู่เบื้องหลัง ไม่มีใครสนใจ และไม่มีการขอบคุณจากที่ประชุม?

สรุปแล้วฉันเล่นกีต้าร์เพื่อพระเจ้าจริงๆ ไหม? และเพื่อพระองค์ผู้เดียวหรือเปล่า? งานรับใช้บางงานจะได้รับความสนใจมากกว่างานอื่นๆ และเมื่อได้รับใช้ในด้านนั้นก็มักจะได้รับเสียงปรบมือและการชื่นชมจากผู้คน จนอาจทำให้เราลืมพระเจ้าที่คอยดูเราอยู่เสมอ ซึ่งในความเป็นจริง ใจที่เห็นแก่ตัวของเราจะไม่มีทางรู้สึกพอกับคำชมของมนุษย์ เพราะเราต่างก็ต้องการให้พระเจ้าพอพระทัยเพื่อเราจะได้รับใช้ด้วยความชื่นชมยินดี

ฉันใช้เวลา 6 เดือน หยุดพักจากทุกพันธกิจ และเรียนรู้ที่จะชื่นชมยินดีในการทรงสถิตของพระองค์อีกครั้ง ในช่วงเวลานั้น พระเจ้าเปิดเผยให้ฉันเห็นถึงแรงจูงใจที่เห็นแก่ตัว จิตใจที่แข็งกระด้าง และการขาดความรักต่อพี่น้อง

ไม่ว่าคุณกำลังตัดสินใจที่จะรับใช้เป็นครั้งแรก หรือกำลังตัดสินใจร่วมพันธกิจใหม่ๆ ฉันจะอธิษฐานเผื่อคุณให้ไม่รับใช้แค่เพราะมันเป็นการรับใช้ หรือรับใช้เพื่อคนอื่น เพราะมันจะนำไปสู่ใจที่ไม่มีสันติสุข ขมขื่น และอ่อนแรงเหมือนอย่างที่ฉันเจอ

ท้ายที่สุดแล้ว พระเจ้าไม่ได้มองสิ่งที่เราทำ แต่พระองค์มองหัวใจของเราที่ทำงานเหล่านั้น

YOU MAY ALSO LIKE

5 วิธีแบ่งรักให้กับคนแปลกหน้า ในคริสต์มาสนี้

5 วิธีแบ่งรักให้กับคนแปลกหน้า ในคริสต์มาสนี้

WRITER: เดบร้า ไอยีส ต้นฉบับภาษาอังกฤษจาก YMI TRANSLATOR/EDITOR: ทิพย์สุพร ชาน เทศกาลคริสต์มาสกลับมาอีกครั้ง ช่วงเวลาแห่งความสุข การส่งความปรารถนาดีและกำลังใจให้แก่ผู้อื่น มันคือเวลาสำหรับครอบครัวและเพื่อนๆ...

จะเป็นอย่างไร ถ้าบุคลิกภาพของฉันเข้ากันไม่ได้กับโบสถ์ของฉัน

จะเป็นอย่างไร ถ้าบุคลิกภาพของฉันเข้ากันไม่ได้กับโบสถ์ของฉัน

WRITER: เจโนล ไบร์ทเทนสไตน์ ต้นฉบับภาษาอังกฤษจาก YMI TRANSLATOR: ปาลีญา ธนาวัฒนเจริญ EDITOR: พักตร์วดี คะนึงไกวัล ฉันไม่เคยเป็นเด็กเท่ๆ เจ๋งๆ ในโรงเรียน แต่ฉันกลับมีบุคลิกภาพที่คนในโบสถ์ชอบ ฉันเป็นคนร่าเริง ฉันแต่งงานแล้ว และเป็นแม่ที่มีความคิดสร้างสรรค์ (ของแถม!)...

เราจะใช้ชีวิตกับพระเยซูแต่ไม่ไปโบสถ์ได้ไหม?

เราจะใช้ชีวิตกับพระเยซูแต่ไม่ไปโบสถ์ได้ไหม?

WRITER: โจนาธาน ฮายาชิ ต้นฉบับภาษาอังกฤษจาก YMI TRANSLATOR: ศุภิสรา เจริญศรีศิลป์ EDITOR: พาทินธิดา เจริญสวัสดิ์ “ผมรักพระเยซูแต่ไม่รักโบสถ์” นี่คือประโยคที่มีคนๆ หนึ่งบอกกับผมและมันทำให้ผมสับสนนิดหน่อย เขาพูดต่อว่า“ผมดูคำเทศนาออนไลน์ในห้องนั่งเล่นที่บ้านของผมได้ไหม?...

Share This