fbpx
WRITER: แฮนนาห์ โก ต้นฉบับภาษาอังกฤษจาก YMI
TRANSLATOR/EDITOR: Mustard Seed Team

คุณเคยอธิษฐานแบบเผื่อใจหรือเปล่า? คืออย่างนี้ คุณขอบางอย่างจากพระเจ้าแต่ไม่แน่ใจว่าพระองค์จะให้หรือเปล่า ดังนั้นคุณก็ยังคงอธิษฐานแต่ไม่อดใจรอ เพราะคุณก็ไม่ได้อยากจะคาดหวัง

พวกเราบางคนอาจรู้สึกแบบนี้ตอนที่อธิษฐานขอให้โรคระบาดจบลงสักทีและขอชีวิตแบบเดิมของเรากลับคืนมา หรืออธิษฐานขอพระเจ้าตอนที่จะเข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำ หรือตอนยื่นสมัครงานที่ใฝ่ฝันไว้ หรือตอนที่คิดว่าจะเจอคู่พระพร และอื่นๆ อีกมากมาย มีเพื่อนคนหนึ่งเคยบอกกับฉันว่า “ฉันอยากแต่งงาน และฉันก็อธิษฐานนะ แต่ฉันก็คิดว่า ‘พระเจ้าไม่ได้ประทานคู่พระพรให้กับทุกคนบนโลก บางทีพระองค์อาจจะมอบให้ฉัน หรือก็อาจจะไม่’

แล้วถ้าฉันแค่คิดเล่นๆ ขึ้นมาเพื่อให้เกิดความผิดหวัง?”

แล้วก็มีปัญหาต่างๆ ถาโถมเข้ามาไม่ว่าจะเป็นทางด้านการเงิน สุขภาพ ความสัมพันธ์ และแน่นอนด้วยความเจ็บปวดที่ลึกกว่าเดิม เราต้องกระตือรือร้นที่จะอธิษฐาน

สำหรับผู้ที่เชื่อมาเป็นระยะเวลานาน เรารู้ว่าพระเจ้าทรงสามารถให้ได้มากกว่าที่เราขอ แต่พระองค์อาจไม่ได้ให้ในสิ่งที่เราต้องการเสมอไป เพราะพระองค์ทรงรู้ว่าอะไรดีและเหมาะสมกับเรามากกว่า (อิสยาห์ 55:9) เราก็รู้ว่าเราจะต้องเจอบททดสอบต่างๆ เพราะบททดสอบเหล่านั้นจะช่วยปั้นแต่งและชำระเราให้สะอาด (โรม 5, 1 เปโตร 4) ดังนั้นเราไม่สามารถหรือไม่ควรคาดหวังว่าชีวิตของเราจะราบรื่นได้ตลอดเวลา 

รู้อย่างนี้แล้ว เราจะเข้าหาพระเจ้าโดยคาดหวังในคำอธิษฐานได้อย่างไร? เราจะยังคงอธิษฐานและทูลขอและเชื่อจากใจจริงๆ ได้อย่างไร?

ฉันหวังว่าฉันจะเข้าใจทุกอย่าง เพื่อที่ทุกครั้งที่ฉันอธิษฐาน มันจะเต็มไปด้วยความชื่นชมยินดีและความมั่นใจเสมอ ความจริงคือฉันยังคงต่อสู้เป็นครั้งคราว โดยเฉพาะในช่วงฤดูกาลแห่งความไม่แน่นอนนี้ แต่เมื่อฉันคิดถึงเส้นทางการอธิษฐานของฉัน

ฉันจำได้ว่าหลายครั้งที่ฉันยับยั้งความรู้สึกไม่อยู่คือตอนที่ฉันหมดความอดทนแล้วจริงๆ

เมื่อตอนที่ฉันไม่สามารถปฏิเสธหรือลดความอยากในใจลงได้ เมื่อความเจ็บปวดมันฝั่งลึกและฉันรู้สึกไร้ที่พึ่งและโดดเดี่ยว ช่วงเวลาเหล่านั้นมีเพียงสิ่งเดียวที่ทำให้ฉันคุกเข่าลงคือข้อพระคำนี้ “องค์พระผู้เป็นเจ้า พวกข้าพระองค์จะจากไปหาใครได้? พระองค์ทรงมีถ้อยคำแห่งชีวิตนิรันดร์” (ยอห์น 6:68)

ฉันเคยอธิษฐานจริงจังที่สุดในชีวิตเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของฉันกับแฟนเก่า ตอนที่เราพบกันครั้งแรกเขาไม่ได้เชื่อพระเจ้า และฉันก็รู้อยู่แก่ใจว่าฉันไม่ควรกดดันตัวเองในความสัมพันธ์นี้ ฉันพ่ายแพ้ต่อการยับยั้งความรู้สึก จุดนั้นฉันได้แต่อธิษฐานวิงวอนกับพระเจ้าขอพระองค์ทรงเมตตาต่อสิ่งที่ฉันได้ทำพลาดไป ว่าพระองค์จะทรงช่วยแฟนของฉัน ในตอนนั้นฉันแค่รู้สึกว่ามันก็ไม่ได้ผิดอะไรที่จะขอให้แฟนของฉันได้รับความรอด แต่ในขณะที่ฉันอธิษฐาน ส่วนลึกในใจของฉันกลับกลัวว่าพระเจ้าจะตรัสอะไรเพราะลึกๆ แล้วฉันรู้ตัวดีว่าฉันยังไม่ยอมให้พระเจ้าอยู่เหนือความสัมพันธ์นี้ ตอนนั้นมีทั้งน้ำตา ความโกรธ และตามมาด้วยความรู้สึกยอมจำนนและพ่ายแพ้

ในที่สุดวันนั้นก็มาถึง พระเจ้าทรงตรัสกับฉันด้วยเสียงที่อบอุ่นที่สุด สุภาพอ่อนโยนและชัดเจน พระองค์ทรงทำให้ฉันประทับใจด้วยประโยคที่ว่า “เธอรักฉันมากกว่าสิ่งเหล่านี้ไหม? เธอเชื่อไหมว่าฉันรักเธอมากกว่าใครๆ?” ฉันได้แต่ตอบว่า “เชื่อค่ะพระเจ้าข้า พระองค์รู้ว่าลูกรักพระองค์ และลูกก็ทราบดีว่าพระองค์ทรงรักลูกมากกว่าใครบนโลกนี้”

ใครคือพระเจ้าที่เราอธิษฐานถึง?

การที่เราจะเข้าหาใครสักคนขึ้นอยู่กับว่าเราเป็นใครสำหรับเขา (ความสัมพันธ์) และเขาคนนั้นเป็นอย่างไร (ลักษณะ) เมื่อเราเข้าหาคนที่สนิทกันอยู่แล้ว เราจะไม่กังวลว่าจะต้องพูดอะไร ยิ่งเราสนิทกันมาเท่าไหร่เราก็จะยิ่งระวังตัวน้อยลง (หรือเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น)

พระเยซูทรงสอนให้เราเริ่มต้นการอธิษฐานด้วยคำว่า “ข้าแต่พระบิดา ผู้สถิตในสวรรค์” (มัทธิว 6:9) นี่คือจุดเริ่มต้นและคือจุดที่เราต้องหันกลับทุกครั้ง พระเจ้าคือพระบิดาของเรา

บางที การวาดภาพหรือจินตนาการถึงรูปร่างของพ่ออาจทำให้เราบางคนหยุดชะงัก โดยเฉพาะพวกเราที่เคยมีประสบการณ์ต่อสู้ดิ้นรนและเจ็บปวดในความสัมพันธ์กับพ่อของเรา แต่ด้วยการช่วยเหลือจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ (โรม 8:15) เราสามารถวางความสัมพันธ์ที่ไม่สมบูรณ์ฝ่ายโลกไว้ และเข้ามารู้จักกับพระบิดาผู้ที่ดีเลิศ พระบิดาผู้ทรงรักลูกๆ ของพระองค์เหลือเกิน จนอยากที่จะให้เราเข้าหาและบอกกับพระองค์ทุกอย่าง พระบิดาผู้ทรงพอพระทัยที่จะฟังเราและทรงให้เราอย่างกว้างขวาง

ฉันยอมรับว่าฉันไม่ได้มองพระเจ้าดีขนาดนี้มาก่อน มีหลายครั้งที่ฉันมองว่าพระเจ้าคือผู้ที่มีอำนาจเหนือทุกอย่าง พระเจ้ายิ่งใหญ่ผู้ซึ่งมีพระประสงค์และวิธีการที่ยากเกินกว่าที่ฉันจะเข้าใจ และในขณะที่สิ่งเหล่านั้นคือความจริง ฉันรู้ว่าฉันกำลังมองที่พระองค์ไม่ใช่จากมุมมองที่ได้ผ่านการอ่านพระคำ แต่เพราะฉันได้เห็นสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นนั้นสอดคล้องกับคำอธิษฐานของฉัน และเมื่อไรก็ตามที่ฉันจดจ่อกับพระลักษณะนี้ของพระเจ้า (ไม่ใช่บริบทจากพระคัมภีร์) ฉันยิ่งเห็นพระองค์ไกลขึ้นและห่างออกไปอีก และมีแนวโน้มที่จะอธิษฐานน้อยลง

ในบทสัมภาษณ์เกี่ยวกับการเสริมสร้างความมั่นใจในการอธิษฐาน จอห์น ไปเปอร์ กล่าวว่า

“หากคุณวางความมั่นใจในการอธิษฐานไว้บนคำตอบของคำอธิษฐาน และคุณมีใจที่ขี้สงสัยอยู่ตลอดเวลา คุณก็จะไม่เคยมีความมั่นใจเลย”

วิธีการหลักที่พระเจ้าทำให้ลึกยิ่งขึ้น แข็งแกร่งขึ้น และกระตุ้นความมั่นใจในการอธิษฐาน ไม่ใช่ผ่านคำตอบจากการอธิษฐาน แต่ผ่านการอ่านพระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่

ถ้าประสบการณ์บนโลกทำให้มันยากสำหรับเราที่จะเข้าใจว่าความเป็นพ่อนั้นเป็นอย่างไร เราสามารถเปิดอ่านพระคัมภีร์ “มีใครบ้างในพวกท่านที่เป็นพ่อ ถ้าลูกขอปลาจะเอางูให้เขาแทนหรือ? หรือถ้าขอไข่ จะเอาแมงป่องให้เขาหรือ? เพราะฉะนั้น ถ้าพวกท่านเองผู้เป็นคนบาปยังรู้จักให้สิ่งดีแก่บุตรของตน ยิ่งกว่านั้นสักเท่าใด พระบิดาผู้สถิตในสวรรค์จะประทานพระวิญญาณบริสุทธิ์แก่พวกที่ขอต่อพระองค์” (ลูกา 11:11-13)

ลูกา 11:11-13 แสดงให้เราเห็นว่าพ่อที่ดีคือผู้ที่ใส่ใจลูกของเขา และจะตัดสินใจหรือวางแผนที่ดีที่สุดสำหรับลูกๆ ที่สำคัญไปกว่านั้น เรารู้ว่าความดีของพ่อ ความหน้าเชื่อถือของพ่อ ไม่ได้วัดจากการให้ในสิ่งที่ลูกของเขาต้องการ แต่เรายอมรับว่าพ่อย่อมรู้ดีกว่าลูกว่าอะไรดีและคุ้มค่า และพ่อก็จะยอมทำทุกอย่างเพื่อมอบสิ่งดีเหล่านั้นให้กับลูกของเขา แม้ว่าลูกอาจจะไม่เข้าใจ

และในกระบวนการนี้ ลูกจะเรียนรู้ความรักจากพ่อที่ไม่ได้มาจากจำนวนของขวัญ แต่จากการแสดงออกของการยอมรับ ความรักใคร่ ความมั่นใจ และจากการที่ได้รู้ว่าพ่อคือใคร

หนึ่งสิ่งที่ฉันอธิษฐานบ่อยที่สุดคือ ขอให้พระเจ้ารักษาฉันให้หายจากความวิตกกังวลอย่างสิ้นเชิง หลายปีที่ฉันอ้อนวอนพระเจ้าขอให้เอามันออกไปจากฉัน เพื่อรักษาฉันให้หายขาด ในขณะที่อธิษฐาน ฉันลองทำทุกอย่างรวมถึงการรักษาจากผู้เชี่ยวชาญ และแน่นอนพระคำสองข้อนี้ก็ผุดขึ้นมาในหัวของฉัน “อย่ากังวลเลย” และ “อย่ากระวนกระวาย” (ฟีลิปปี 4:6) จนถึงจุดที่ฉันรู้สึกเบื่อหน่ายเมื่อไรก็ตามที่ได้ยิน ฉันรู้สึกเหมือนกับถูกดุและหมดกำลังใจ ราวกับว่าฉันกระวนกระวายเพราะว่าฉันเลือกที่จะเป็นแบบนี้นะหร

วันหนึ่ง พระเจ้าให้ฉันนึกถึงย่อหน้าหนึ่งที่เกี่ยวกับเปาโล เมื่อเปาโลอธิษฐานเพื่อขอให้หลุดออกจากหนามที่ทรมานเขาอยู่ “เรื่องหนามนั้น ข้าพเจ้าวิงวอนต่อองค์พระผู้เป็นเจ้าถึงสามครั้ง เพื่อขอให้มันหลุดไปจากข้าพเจ้า แต่พระองค์ตรัสกับข้าพเจ้าแล้วว่า ‘การมีพระคุณของเราก็เพียงพอกับเจ้า เพราะว่าความอ่อนแอมีที่ไหน’” (2 โครินธ์ 12:8-9) ในขณะนั้น ฉันเข้าใจแล้วว่าพระเจ้าอาจจะไม่เอาความวิตกกังวลออกไปจากฉันอย่างสิ้นเชิง แต่พระองค์ทรงทำให้ฉันมั่นใจว่าพระองค์จะทรงอยู่กับฉัน ไม่ให้ฉันเผชิญสิ่งนี้เพียงลำพัง

เราสามารถเข้าใกล้พระบิดาได้จริงๆ หรือ?

พระเจ้าในที่ประทับบริสุทธิ์ของพระองค์ ทรงเป็นพระบิดาของเด็กกำพร้า และทรงเป็นผู้ป้องกันหญิงม่าย พระเจ้าทรงให้คนโดดเดี่ยวมีบ้านอยู่ พระองค์ทรงนำเชลยออกมาถึงความรุ่งโรจน์… (สดุดี 68:5-6)

สาธุการแด่พระเจ้า พระบิดาของพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา พระบิดาผู้ทรงพระเมตตากรุณา พระเจ้าแห่งการหนุนใจทุกอย่าง พระองค์ผู้ทรงหนุนใจเราในความยากลำบากทั้งหมดของเรา… (2 โครินธ์ 1:3-4)

ของประทานที่ดีและเลิศทุกอย่างนั้นมาจากเบื้องบน คือมาจากพระผู้สร้างแห่งบรรดาดวงสว่าง ในพระองค์ไม่มีการแปรปรวนหรือเงาของการเปลี่ยนแปลง (ยากอบ 1:17)

เมื่อฉันเห็นข้อพระคำเหล่านี้และเห็นพระลักษณะของพระเจ้าในฐานะพ่อ ฉันจึงนึกขึ้นได้ว่าพระองค์ทรงอยู่เหนือกว่าพ่อฝ่ายโลกที่ดีเยี่ยมเสียอีก แม้พ่อฝ่ายโลกบางคนที่ว่าดีก็ไม่สามารถเป็นพ่อที่ดีให้กับลูกๆ หรือเด็กๆ ทุกคนบนโลกนี้ได้ พ่อฝ่ายโลกก็คงเหนื่อย ท้อใจ และอาจไม่มีความเห็นอกเห็นใจได้ตลอดเวลา อย่างดีที่สุดก็อาจจะมีบางคนที่ทำได้ แต่ก็ไม่มีใครที่สามารถการันตีว่าจะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง

แต่พระเจ้าพระบิดาทรงให้พระวจนะของพระองค์และพระวิญญาณของพระองค์เพื่อให้เรามั่นใจว่าพระองค์ทรงรักเรา และพระองค์ทรงเป็นเหมือนเดิมเมื่อวาน วันนี้ และตลอดไป

เราไม่จำเป็นต้องเข้าใจทุกอย่างด้วยตัวเอง เหมือนการอธิษฐานของพระเจ้าที่เริ่มต้นว่าพระองค์คือ “พระบิดา” เราคือส่วนหนึ่งของครอบครัวที่มีความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นนี้ เมื่อไรก็ตามที่มันยากสำหรับฉันที่จะเข้าใกล้พระเจ้า ฉันหันไปหาครอบครัวฝ่ายวิญญาณของฉันและขอให้พวกเขาอธิษฐานเผื่อ ฉันขอให้พวกเขาแบ่งปันประสบการณ์ที่พวกเขามีกับพระบิดา เพื่อที่ฉันจะสามารถเข้าใจและแบ่งปันได้เช่นกัน พระเจ้านั้นทรงเปี่ยมด้วยเมตตาที่ให้เรามีกันและกัน พระองค์ทรงรู้ตั้งแต่แรกว่ามันไม่ดีที่เราจะอยู่คนเดียว ดังนั้นเราจึงไม่ได้อยู่อย่างลำพัง

เมื่อไรก็ตามที่ฉันไม่มั่นใจในความสัมพันธ์ระหว่างฉันกับพระเจ้า ฉันมักจะอ่านเจอพระธรรมโรมบทที่8 การที่ได้อ่านพระธรรมบทนี้ทำให้ฉันโล่งใจมากๆ

“ถ้าอย่างนั้น สิ่งเหล่านี้เราจะว่าอย่างไร? ถ้าพระเจ้าทรงอยู่ฝ่ายเรา ใครจะขัดขวางเราได้? พระองค์ผู้ไม่ทรงหวงพระบุตรของพระองค์เอง แต่ประทานพระบุตรนั้นเพื่อเราทุกคน ถ้าเช่นนั้นพระองค์จะไม่ประทานสิ่งสารพัดให้เราด้วยกันกับพระบุตรนั้นหรือ” (โรม 8:31-32)

“แล้วใครจะให้เราขาดจากความรักของพระคริสต์ได้? จะเป็นความทุกข์ หรือความยากลำบาก หรือการเคี่ยวเข็ญ หรือการกันดารอาหาร หรือการเปลือยกาย หรือการถูกโพยภัย หรือการถูกคมดาบหรือ?” (โรม 8:35)

“แต่ว่าในเหตุการณ์ทั้งหมดนี้ เรามีชัยเหลือล้นโดยพระองค์ผู้ทรงรักเราทั้งหลาย เพราะข้าพเจ้าแน่ใจว่า แม้ความตาย หรือชีวิต หรือบรรดาทูตสวรรค์ หรือเทพเจ้า หรือสิ่งซึ่งมีอยู่ในปัจจุบันนี้ หรือสิ่งซึ่งจะมีในภายหน้า หรือฤทธิ์เดชทั้งหลาย หรือซึ่งสูง หรือซึ่งลึก หรือสิ่งใดๆ อื่นที่ได้ทรงสร้างแล้วนั้น จะไม่สามารถทำให้เราขาดจากความรักของพระเจ้า ซึ่งมีอยู่ในพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเราได้” (โรม 8:37-39)

แต่ถ้าความปรารถนาของเราบดบังความเข้าใจของเราว่าพระเจ้าคือใคร?
เราควรทำอย่างไร?

YOU MAY ALSO LIKE

เมื่อฉันมีความวิตกกังวลแล้ว ฉันยังวางใจพระเจ้าได้ไหม?

เมื่อฉันมีความวิตกกังวลแล้ว ฉันยังวางใจพระเจ้าได้ไหม?

WRITER: แมเดลีน เกรซ ชคูลฟีลด์ ต้นฉบับภาษาอังกฤษจาก YMITRANSLATOR: ปาลีญา ธนาวัฒนเจริญEDITOR: ธนากร พูลสินกูล ฉันรู้สึกราวกับว่ามีผ้าห่มผืนใหญ่ทับอยู่บนอกของฉัน เมื่อฉันลองหายใจลึกๆ เข้าไปในปอดและพยายามไอออกมาด้วยความรู้สึกแสบ...

ชีวิตที่ถูกซ่อนไว้จากความจริง

ชีวิตที่ถูกซ่อนไว้จากความจริง

TRANSLATOR: เจ.ที.เอ็ม.EDITOR: Mustard Seed Team คุณเคยทำตัวเองหล่นหายไหม รู้สึกโกรธตัวเองและต่อว่าตัวเองซ้ำแล้วซ้ำอีกจากความผิดพลาดในชีวิตบ้างไหม หรือถามตัวเองว่าฉันเกิดมาทำไม หรือรู้สึกว่าโลกนี้มันไม่ได้มีที่ยืนสำหรับฉันเลย ความเจ็บปวดหรือความรู้สึกไร้ค่าเหล่านี้...

ถ้าการเป็นคริสเตียนไม่ได้ช่วยอะไรฉันล่ะ?

ถ้าการเป็นคริสเตียนไม่ได้ช่วยอะไรฉันล่ะ?

WRITER: อัลวิน โธมัส ต้นฉบับภาษาอังกฤษจาก YMITRANSLATOR: ณัฐพร ชังเจริญEDITOR: ธัญธร จันทสุทธิบวร สวัสดีเพื่อนๆ ทุกคน ผมอยากจะเริ่มต้นโดยการบอกว่า ผมเข้าใจความรู้สึกของคุณนะ คงมีหลากหลายเหตุผลเลยทีเดียวที่ว่าการเป็นคริสเตียนอาจไม่ตอบโจทย์...

Share This