fbpx
WRITER: เนล ลิม ต้นฉบับภาษาอังกฤษจาก YMI
TRANSLATOR: ปาลีญา ธนาวัฒนเจริญ
EDITOR: Mustard Seed Team

ตอนที่ฉันอายุยี่สิบต้นๆ ฉันได้นั่งคุยกับพี่เลี้ยงของฉันและขอร้องให้เธอช่วยอธิบายการทำงานของพระคุณพระเจ้าให้ฉันเข้าใจ ในช่วงนั้นชีวิตมันไม่ได้ง่ายเลย ฉันพยายามที่จะใช้ชีวิตให้ถูกต้องเพื่อหวังที่จะได้รับพระพรจากพระเจ้า ฉันรู้สึกเหนื่อยและรู้ดีว่าความพยายามของฉันนั้นไม่สำเร็จ

ในทางกลับกัน คนรอบๆ ตัวของฉันคอยพูดถึงการเป็นอิสระจากการถูกลงโทษ จากการดิ้นรน จากความกังวล และเป็นคนที่พระเจ้าทรงพอพระทัย (เป็นคนที่มีความสุข) มันฟังดูมหัศจรรย์สำหรับฉัน แต่ไม่มีใครสามารถอธิบายได้เลยว่าต้องทำยังไงถึงจะได้เป็นแบบนั้น ฉันรู้สึกเหมือนว่าฉันได้ฟังเกี่ยวกับอาหารที่อร่อย บุฟเฟ่ต์ฟรีตลอดเวลา โดยไม่มีใครบอกทางไปร้านนั้นให้กับฉัน

ฉันมีความเข้าใจเกี่ยวกับพระคุณบ้าง ฉันรู้ว่าเป็นสิ่งที่ฉันได้รับทั้งๆ ที่ฉันไม่สมควรจะได้รับ ฉันเชื่อและยอมรับว่าพระเยซูทรงรับความผิดบาปของฉัน เพื่อให้ฉันได้รับความชอบธรรมบนไม้กางเขน (2 โครินธ์ 5:21) พระองค์ทรงรับการลงโทษทั้งหมด ทั้งที่คนคนนั้นควรเป็นฉันเพื่อจ่ายราคาของความบาป (โรม 6:23) เพื่อฉันจะได้ยืนอย่างไร้ตำหนิต่อหน้าพระเจ้าในวันสุดท้ายของชีวิต (โคโลสี 1:22) นั่นคือพระคุณ ของขวัญที่ฉันได้รับและไม่สามารถทำสิ่งดีใดๆ เพื่อให้ได้มา

แต่นั้นอาจเป็นเพียงพระคุณสำหรับชีวิตหลังความตาย

แต่ในปัจจุบัน เรายังมีชีวิตบนโลกนี้ที่ต้องดำเนินต่อไป และมีการทดลองมากมายในชีวิตประจำวัน และนี่คือพระคุณอีกรูปแบบหนึ่งที่ผู้เขียนพระวจนะได้กล่าวถึง

เปาโลได้รับพระคุณที่จะครอบคลุมความอ่อนแอของท่าน เมื่อท่านไม่สามารถที่จะสลัดความอ่อนแอนี้ไปได้ (2 โครินธ์ 12:9) เปาโลรู้ดีว่าเมื่อท่านดำเนินชีวิตด้วยพระวิญญาณ ท่านจะไม่สามารถตอบสนองต่อความต้องการของเนื้อหนังได้ (กาลาเทีย 5:16) ผู้เขียนพระธรรมฮีบรูที่บอกไว้ว่า ให้เราเข้ามาถึงพระที่นั่งแห่งพระคุณและเราจะได้รับการช่วยเหลือในขณะที่ต้องการ (ฮีบรู 4:16) และผู้เขียนพระธรรมบทเพลงคร่ำครวญกล่าวว่า ท่านสามารถพบพระคุณของพระเจ้าได้ในทุกเช้า เพื่อนำท่านผ่านความทุกข์และความเจ็บปวด

และนี่คือพระคุณที่ฉันยังไม่เข้าใจ

พี่เลี้ยงของฉันอธิบายให้ฟังว่า พระคุณคือสิ่งที่ฉันได้รับจากพระเจ้าซึ่งจะเพียงพอต่อความจำเป็นของฉันในขณะนั้น แต่ฉันก็ยังไม่เข้าใจ ถึงแม้ว่าฉันอยากจะเชื่อเธอมากแค่ไหน การศึกษาและค่านิยมยังสอนให้ฉันเชื่อว่า ถ้าฉันอยากจะได้บางสิ่งบางอย่าง มันเป็นหน้าที่ของฉันที่จะต้องทำงานอย่างหนักเพื่อให้ได้มันมา (ถ้าฉันขอความช่วยเหลือ มันก็เหมือนกับว่าฉันถูกตามใจ) ถึงแม้ว่าจะเหนื่อยล้า แต่ความเชื่อนี้ก็ชัดเจนเมื่อฉันอยู่ที่โรงเรียนหรือจากประสบการณ์ที่ได้พบเจอ

นั่นคือสิ่งที่ฉันรู้ และการพึ่งพาพระคุณทำให้ฉันรู้สึกไม่สบายใจ

จนถึงจุดที่ฉันอายุยี่สิบต้นๆ ฉันพึ่งพาในตัวเองจนทำให้เกิดภาพของการอยู่แบบพึ่งพาในตัวเองนั้นเพียงพอแล้ว ฉันนึกไม่ออกเลยว่าเมื่อฉันต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์ที่ฉันไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้นั้นเป็นอย่างไร นี่คือความหยิ่งที่ไม่ได้เกิดจากความหลงผิดคิดว่าตัวเองยิ่งใหญ่ แต่เกิดจากการขาดประสบการณ์จริงที่เกี่ยวกับความยากลำบากหรือความต้องการที่แท้จริง

ฉันแก้ปัญหาโดยพึ่งพากำลังและสมองของฉัน ใช้ความสามารถและความรู้ที่จะผ่านทุกสิ่งไปได้ ดังนั้นจะเป็นไปได้ยังไงที่กำลังของฉันจะไม่พอสำหรับทุกสิ่ง บางทีการขอความช่วยเหลือคือการทำสิ่งง่ายๆ และเป็นข้ออ้างให้กับความขี้เกียจของตัวเราเอง  

รวมถึง ฉันไม่สามารถจินตนาการว่าการดำเนินชีวิตโดยให้พระวิญญาณบริสุทธิ์นำมันเป็นอย่างไร พระองค์ไม่ต้องการอะไรจากฉันเลยหรอ? ฉันควรที่จะรอให้พระองค์บอกฉันว่าฉันกำลังไปผิดทางหรือเปล่า? แต่ถ้าฉันไม่ทันสังเกตสัญญาณนั้นละ? หรือ ถ้าพระองค์ทรงฟังและฉันต้องการความช่วยเหลือ?

ฉันต้องการพระพรที่มาจากการเป็นที่ชอบพระทัยของพระเจ้า จะเกิดอะไรขึ้นถ้าพระองค์ไม่จัดการกับจุดอ่อนของฉันอย่างรวดเร็วพอและทำให้ความสามารถในการสัมผัสชีวิตที่อุดมสมบูรณ์ล่าช้าไป? ไม่สิ ไม่ มันจะดีกว่าแน่นอนถ้าฉันเริ่มพัฒนาตัวเองจากการประเมินของฉันเอง หรือถ้าพระองค์ทรงตรัสอะไรกับฉัน ฉันค่อยทำเพิ่มในส่วนนั้นละกัน หลังจากนั้น ฉันจะแน่ใจได้อย่างไรว่าความช่วยเหลือของพระองค์จะมาถึงฉันจริงๆ ถ้าฉันไม่รู้ว่ามันจะมาเมื่อไหร่ แล้วความช่วยเหลือนั้นจะเป็นอย่างไรและจะช่วยฉันได้อย่างไรกันแน่?

ตอนนั้นฉันไม่รู้เลยจริงๆ แต่การพึ่งพาตัวเองของฉันมันมากขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้ฉันไม่เชื่อใจใครเลยแม้กระทั่งพระเจ้าที่ทรงอยู่เคียงข้างฉันเมื่อต้องเผชิญกับสถานการณ์ต่างๆ

การถูกเลี้ยงดูจากพ่อแม่ภายใต้คำสั่งสอนและการดูแลของพวกเขา จึงยากสำหรับฉันที่จะเชื่อว่ามีใครที่ยิ่งใหญ่กว่าที่เป็นห่วงฉันและความต้องการทางอารมณ์ของฉัน การพึ่งพาพระคุณและการพึ่งพาใครสักคนสำหรับฉันมันคือความเสี่ยง

เมื่อตกอยู่ในภาวะ ระหว่างความเหนื่อยล้าจากความพยายามพึ่งพาตัวเองและการไม่เชื่อในพระคุณ ฉันตัดสินในสิ่งที่ฉันคิดว่าเป็นการประนีประนอมที่ดีกว่า ความคิดและความมุ่งมั่นของฉันจะเป็นตัวขับเคลื่อนชีวิตของฉัน และพระคุณพระเจ้าอาจเป็นเหมือนตัวช่วยหรืออาหารเสริมที่เพิ่มกำลังให้กับฉัน มันไม่ได้จำเป็นหรอก มีไว้เผื่อ (พระคุณ) หายไป แต่รู้สึกดีที่มี

แต่ช่วงชีวิตในตอนนั้นไม่ได้ดีเหมือนที่ฉันตั้งใจไว้ สมการ (ความพยายาม เท่ากับ ความสำเร็จ) ที่ฉันเคยคิดไว้ว่ามันจะช่วยปกป้องฉันจากเหตุการณ์ที่ไม่ดีในชีวิต แต่ตัวแปรที่คาดเดาไม่ได้นี้ทำให้แผนการที่ฉันสร้างขึ้นอย่างระมัดระวังพังลงเหมือนถูกไฟเผา

ทรัพยากรมากมายที่ฉันมีกลายเป็นเพียงแค่ขี้เถ้า ชีวิตได้พิสูจน์ให้ฉันเห็นแล้วว่าฉันไม่สามารถควบคุมมันได้ การทำงานอย่างสุดความสามารถไม่ได้เป็นเครื่องยืนยันว่าฉันจะได้งานที่ฉันอยากทำ การใช้ชีวิตให้ดีที่สุดตามทางของพระเจ้าไม่ได้ป้องกันฉันจากผลของการกระทำของคนอื่น และมันเป็นไปไม่ได้ที่ฉันจะเลือกพระเจ้าเมื่อความผิดหวังทำให้ฉันมีความสัมพันธ์กับพระองค์ในแบบที่ฉันไม่ได้ต้องการ

นานมากกับการไม่ไว้วางใจในพระเจ้าและการควบคุมชีวิตของตัวเอง ที่นำฉันไปสู่ทางตันและล้มเหลวเมื่อฉันอายุ 29 ปี

เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว เกือบสิบปีแล้วที่ฉันกับพี่เลี้ยงคุยกันเรื่องพระคุณครั้งแรก และแล้วก็เกิดขึ้นอีกครั้ง แต่ครั้งนี้หัวใจของฉันนั้นแข็งแรงดี และในที่สุดฉันก็ยอมแพ้ต่อพระคำพระเจ้าที่ได้รับผ่านพี่เลี้ยงของฉัน พระเจ้าทรงรู้ดีกว่าว่าคุณต้องการอะไร นั่นคือสิ่งที่เธอพูด และเพราะพระองค์ทรงแสนดี พระองค์จะทรงประทานสิ่งนั้นให้กับคุณ

เมื่อไม่มีอะไรจะเสีย และไม่มีกำลังใดๆ เหลืออยู่ ฉันตัดสินใจ “ที่จะลองมอบชีวิตให้พระเจ้า” และเริ่มต้นทุกวันด้วยการพูดว่า “พระเจ้า โปรดประทานพระคุณให้ฉันผ่านวันนี้ไปได้” ฉันอธิษฐานฝากให้พระเจ้าโดยไม่มีแผนสำรอง ไม่มีความคาดหวังว่าพระคุณจะมาแบบใด และไม่มีแม้กำลังที่จะสงสัย

ในขณะที่ฉันกำลังจะผ่านปีนี้ไป ด้วยความรู้สึกเสียใจกับการสูญเสียคนที่ฉันรักที่สุด สูญเสียงาน และต้องเผชิญหน้ากับการสอบสวนเกี่ยวกับเหตุการณ์กระทำชำเราที่ฉันประสบอยู่ในคริสตจักร พระเจ้าทรงประทานทุกความต้องการของฉันด้วยพระคุณที่ไม่มากจนเกินไปหรือแค่ลอยๆ 

ในจุดที่ฉันโดดเดี่ยวที่สุด บางครั้งในครึ่งชั่วโมงนั้นฉันร้องเรียกหาพระเจ้า แล้วอยู่ๆ เพื่อนสนิทของฉันก็ส่งข้อความติดตลก หรือส่งข้อความหากันแบบหยุดไม่ได้ และสุดท้ายฉันก็จะมีบทสนทนาที่ดีกับพวกเขา

พระเจ้าทรงเริ่มทำให้ฉันมีความสุขมากขึ้นเมื่อฉันได้ใช้เวลากับพระองค์ ผ่านการจดบันทึกและอ่านพระคัมภีร์ พระองค์ทรงประทานพระคำหนุนใจนับครั้งไม่ถ้วนและให้ความหวังกับฉันเพื่อตอบความกลัวในใจของฉัน

พระองค์ทรงมอบงานให้ฉันในที่ๆ ฉันคาดไม่ถึงโดยฉันไม่ต้องส่งเรซูเม่แม้แต่ฉบับเดียว พระองค์ทรงให้ความยุติธรรมกับฉันมากกว่าที่ฉันคาดหวังไว้ และให้ครอบครัวและเพื่อนที่คอยช่วยเหลือฉันผ่านช่วงเวลาเหล่านี้ และพระองค์ยังทรงรักษาความสัมพันธ์ของฉันกับพ่อแม่ของฉัน

พระองค์ทรงฟื้นนิสัยของฉันขึ้นใหม่ เป็นเวลาหลายปีที่ฉันพยายามเป็นคนที่ดีพร้อมด้วยกำลังของตัวเอง จบลงด้วยการสูญเสียลักษณะนิสัยบางอย่างที่ฉันพยายามอย่างหนักเพื่อที่จะเป็น นั่นคือ ความรู้สึกปลอดภัย ความรู้สึกมั่นคง การควบคุมตนเอง การไม่เห็นแก่ตัว และมีความคิดที่ดีและฉลาด ฉันไม่เคยรู้เลยว่าพระเจ้าได้ประทานพระคุณให้ฉันเป็นคนที่ดีได้ตั้งแต่แรก

ลักษณะนิสัยเหล่านี้ที่ฉันเคยมีในช่วงวัยรุ่นเพราะฉันแสวงหาพระเจ้า และฉันได้ทำผิดพลาดเพราะเข้าใจว่าสิ่งเหล่านี้คือธรรมชาติของฉันเอง เมื่อฉันเริ่มออกห่างจากพระองค์เพียงไม่กี่ปี ทุกสิ่งถูกเติมด้วยความเห็นแก่ตัว

ตอนนี้ ด้วยการอธิษฐานขอในทุกๆ วันเพื่อพระคุณ ฉันเริ่มตระหนักและสัมผัสได้ถึงความมั่นใจ เสียงเบาๆ ในใจของฉันที่คอยเตือนทุกครั้งที่ฉันต้องการและกำลังเดินผิดทาง

สิ่งที่ฉันต้องทำก็แค่เพียงเชื่อฟัง ที่ผ่านมาแค่มีพระองค์นั้นก็เพียงพอแล้ว! และฉันก็ถ่อมใจลง และก็รู้สึกอับอาย คิดว่าตัวเองนั้นรู้ดีกว่าพระเจ้าเกี่ยวกับการเติบโตอย่างไรให้เป็นเหมือนพระคริสต์

ฉันอายุ 30 ปีเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา เป็นเวลากว่าหนึ่งปีที่ฉันอธิษฐานขอพระคุณของพระเจ้า ฉันได้รู้ว่าฉันจะไม่สามารถเข้าใจถึงพระคุณได้ พระคุณที่มาในเวลาที่ฉันต้องการ เพราะฉันไม่ได้รู้จักความแสนดีของพระเจ้าผู้ประทานพระคุณ ฉันไม่รู้ว่าพระองค์ทรงเข้าใจความต้องการของฉันพระองค์ทรงมีวิธีมากมายในการตอบสนองความต้องการของฉัน และที่สำคัญพระองค์ทรงรักฉันมากจนอยากที่จะประทานสิ่งที่ดีให้กับฉัน

ถ้าช่วงที่ผ่านมาก่อนจะอายุ 30 ปี ได้เห็นถึงความโง่เขลาที่คิดว่าตัวเองมีอำนาจและเรียนรู้ข้อจำกัดของความเป็นมนุษย์ ฉันคงได้เห็นถึงพระคุณ การทรงไถ่และได้เรียนรู้ว่าพระเจ้าทรงแสนดีและรักฉันมากเพียงใด ในเวลานี้ที่ฉันอายุ 30 ฉันรอคอยที่จะได้สัมผัสและเรียนรู้ชีวิตด้วยท่าทีของการพึ่งพา

YOU MAY ALSO LIKE

เมื่อฉันมีความวิตกกังวลแล้ว ฉันยังวางใจพระเจ้าได้ไหม?

เมื่อฉันมีความวิตกกังวลแล้ว ฉันยังวางใจพระเจ้าได้ไหม?

WRITER: แมเดลีน เกรซ ชคูลฟีลด์ ต้นฉบับภาษาอังกฤษจาก YMITRANSLATOR: ปาลีญา ธนาวัฒนเจริญEDITOR: ธนากร พูลสินกูล ฉันรู้สึกราวกับว่ามีผ้าห่มผืนใหญ่ทับอยู่บนอกของฉัน เมื่อฉันลองหายใจลึกๆ เข้าไปในปอดและพยายามไอออกมาด้วยความรู้สึกแสบ...

ชีวิตที่ถูกซ่อนไว้จากความจริง

ชีวิตที่ถูกซ่อนไว้จากความจริง

TRANSLATOR: เจ.ที.เอ็ม.EDITOR: Mustard Seed Team คุณเคยทำตัวเองหล่นหายไหม รู้สึกโกรธตัวเองและต่อว่าตัวเองซ้ำแล้วซ้ำอีกจากความผิดพลาดในชีวิตบ้างไหม หรือถามตัวเองว่าฉันเกิดมาทำไม หรือรู้สึกว่าโลกนี้มันไม่ได้มีที่ยืนสำหรับฉันเลย ความเจ็บปวดหรือความรู้สึกไร้ค่าเหล่านี้...

ถ้าการเป็นคริสเตียนไม่ได้ช่วยอะไรฉันล่ะ?

ถ้าการเป็นคริสเตียนไม่ได้ช่วยอะไรฉันล่ะ?

WRITER: อัลวิน โธมัส ต้นฉบับภาษาอังกฤษจาก YMITRANSLATOR: ณัฐพร ชังเจริญEDITOR: ธัญธร จันทสุทธิบวร สวัสดีเพื่อนๆ ทุกคน ผมอยากจะเริ่มต้นโดยการบอกว่า ผมเข้าใจความรู้สึกของคุณนะ คงมีหลากหลายเหตุผลเลยทีเดียวที่ว่าการเป็นคริสเตียนอาจไม่ตอบโจทย์...

Share This