fbpx
WRITER: เจด มาซาริน ต้นฉบับภาษาอังกฤษจาก YMI
TRANSLATOR: เฮจี คิม
EDITOR: ธัญธร จันทสุทธิบวร

ฉันเริ่มเรียนต่อในด้านให้คำปรึกษาและตื่นเต้นกับฤดูกาลใหม่ที่ยอดเยี่ยม ฉันดีใจที่ฉันไม่รู้ว่ากำลังจะเกิดอะไรขึ้น

ในช่วงหน้าหนาวตอนนั้น ฉันป่วยหนักกับโรคซึ่งแพทย์ยังไม่สามารถวินิจฉัยได้ ในขณะที่ต่อสู้กับอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่และอาการเวียนศีรษะอย่างรุนแรง ฉันรู้สึกปวดร้าวเมื่ออยู่ห่างไกลจากเพื่อนสนิทและครอบครัว เป็นเวลาหลายเดือนกว่าที่ฉันค่อยๆ ดีขึ้น แม้ว่าอาการบางอาการจะยังคงอยู่และความหดหู่จากความเหงาก็เริ่มปรากฎขึ้น

เมื่อเวลาผ่านไปเพื่อนๆ ก็ไม่อยู่ด้วย ความเจ็บปวดในใจของฉันก็ยิ่งลึกลงเรื่อยๆ หลังจากนั้นไม่นานความกังวลแปลกๆ และมากมายก็เกิดขึ้น และสิ่งที่ฉันรู้ได้ก็คือ นั่นคือการเดินผ่านถิ่นทุรกันดารที่มืดมิดที่สุดเท่าที่ฉันเคยพบมา

พระเจ้า พระองค์ผู้ที่ฉันรักและไว้วางใจเสมอดูเหมือนจะเงียบและไม่มีการตอบสนองใดๆ ในครั้งแรกนับตั้งแต่ที่ฉันรู้จักพระองค์

ฉันจำได้ถึงตอนที่น้ำตาไหลออกมาขณะอธิษฐานอ้อนวอนขอความช่วยเหลือจากพระองค์ และขอให้อย่างน้อยได้รับรู้ถึงการสถิตอยู่ด้วยของพระองค์

ฉันรู้สึกเดียวดาย และห่างไกลจากคนที่ฉันรัก ในตอนนั้นฉันรู้ว่าพระองค์อยู่กับฉันแต่ฉันไม่สามารถรู้สึกถึงพระองค์ได้เลย

แต่ฉันเรียนรู้จากประสบการณ์ในอดีตที่ผ่านมาและจากพระคัมภีร์ว่าพระเจ้าทรงรักฉัน ดังนั้นฉันจึงยังคงแสวงหาพระเจ้าต่อไป พระองค์เริ่มเปิดเผยสิ่งต่างๆ ให้เห็นอย่างช้าๆ ถึงความจริงอันสำคัญที่จะเป็นตะเกียงส่องสว่างนำทางในใจฉันทีละก้าวตลอดการเดินทางในถิ่นทุรกันดาร และนี่คือความจริงที่ช่วยฉันไว้

 

1. พระองค์ยังคงควบคุมและรับผิดชอบ

ฉันรู้ว่าคำโกหกในทุกๆ วันที่ฉันต่อสู้ และความหวาดกลัวที่กำลังกลืนกินฉัน มันเป็นหลักฐานแสดงให้เห็นถึงการต่อสู้ฝ่ายจิตวิญญาณ แต่เมื่อฉันโฟกัสไปที่ความมืดมิดฉันพบว่าตัวเองยิ่งย่ำแย่ลง แทนที่จะปล่อยให้ตัวเองจมอยู่กับความมืด พระเจ้ากลับประทานคำพูดในหัวใจฉันว่า “เราจะควบคุมและรับผิดชอบในเวลานี้เอง”  ฉันสัมผัสได้ถึงพระเจ้าที่นำฉันให้มองไปยังชัยชนะของพระเยซูเหนือความท้าท้ายใดๆ ในโลกนี้ (ยอห์น 16:33)

พระเจ้าเป็นพระเจ้าแห่งปัจจุบัน พระเยซูให้สัญญาแก่เราว่าจะไม่ละหรือทอดทิ้งเราเลย (ฮีบรู 13:5-6) เมื่อเราเดินผ่านช่วงเวลาที่ยุ่งเหยิง พระเจ้าจะทรงโอบกอดเราไว้แน่นมากขึ้น ไม่ว่าเราจะรู้สึกหรือไม่ พระเจ้าจะทรงปกป้องเรามากกว่าที่เรารู้ ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นได้นอกจากพระประสงค์อันสมบูรณ์ของพระองค์

2. พระเจ้าทรงเห็นอกเห็นใจเราอย่างลึกซึ้ง

ในพระคัมภีร์กล่าวถึงพระเจ้าว่าเป็น “พระบิดาผู้ทรงพระเมตตากรุณา” (2 โครินธ์ 1:3-5) พระเยซูเป็นแบบอย่างถึงหัวใจที่อ่อนโยนของพระเจ้านี้ เมื่อพระองค์เห็นลาซารัสเสียชีวิต รายล้อมรอบไปด้วยครอบครัวที่กำลังไว้ทุกข์ พระเยซูทรงกันแสง (ยอห์น 11:35) พระเยซูไม่ได้แค่รู้สึกโศกเศร้ากับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ที่จริงแล้วพระองค์สะอื้นด้วย เมื่อพิจารณาสิ่งนี้แล้ว พระเยซูทรงกันแสงแม้จะรู้ว่าลาซารัสกำลังถูกชุบให้ฟื้นขึ้นมาจากความตาย

พระเจ้าสถิตอยู่กับเราทุกเวลา แม้ว่าพระองค์จะรู้ว่าสิ่งต่างๆ กำลังเปลี่ยนไปในไม่ช้า แต่พระองค์ทรงรู้สึกร่วมไปกับเราถึงสถานการณ์ในปัจจุบันด้วยหัวใจทั้งหมดของพระองค์

3. ความเจ็บปวดของเรามีจุดประสงค์

พระเจ้ามีจุดประสงค์ในสิ่งที่พระองค์อนุญาตให้เกิดขึ้น แม้ว่ามันจะไม่ค่อยสมเหตุสมผลสำหรับเราในตอนนี้ พวกเราถูกสอนว่า “อย่าเพิ่งพาความรอบรู้ของตนเอง” แต่ “จงวางใจในพระองค์ด้วยสิ้นสุดใจของเรา” (สุภาษิต 3:5-6) เพราะจากพระเจ้าไม่สามารถเป็นอย่างอื่นได้นอกจากความประเสริฐ ดังนั้นพระเจ้าต้องมีเหตุผลสำหรับสถานการณ์ของเราที่จิตใจอันจำกัดของเราไม่สามารถเข้าใจได้ และเราก็รู้ว่ามีความรักที่สัตย์ซื่อเสมอภายใต้ทุกสถานการณ์ของเรา

พระเจ้าประทับอยู่ในใจฉัน และพระองค์จะใช้เวลาเหล่านี้ให้เกิดเป็นผลดี (โรม 8:28

แต่สถานการณ์ที่มืดมิด น่ากลัว และน่าเหน็ดเหนื่อยเหล่านี้จะมีผลดีได้อย่างไร?

ฉันไม่รู้แน่ชัด แต่เพราะว่าฉันรู้จักพระลักษณะของพระเจ้า ฉันจึงกล้าที่จะไว้วางใจ บ่อยครั้งที่อธิษฐานกับพระเจ้าว่า “พระเจ้า ขอพระองค์ใช้เวลานี้ที่จะนำผลดีออกมา อย่าปล่อยให้ฉันผ่านสิ่งนี้ไปโดยเปล่าประโยชน์” ความเชื่อทำให้เราสามารถสรุปได้ว่า เพราะความดีที่ไม่เปลี่ยนแปลงของพระเจ้านั้น พระองค์จะไม่ให้เราร้องไห้โดยเปล่าประโยชน์ พระองค์จะใช้ทุกอย่างให้เกิดเป็นผลดี

 

4. การทนทุกข์เป็นสิ่งชั่วคราว

ฉันพึ่งพาในความเชื่อว่าสถานการณ์ของฉันนั้นมันแค่ชั่วคราว พระเจ้ายังคงให้กำลังใจอย่างต่อเนื่องว่า “การร้องไห้อาจจะคงอยู่สักคืนหนึ่ง แต่ความยินดีจะมาเวลาเช้า” (สดุดี 30:5)

ฉันยึดติดกับความคิดว่าอุโมงค์นี้มืดสนิท แม้ความมืดจะคงอยู่ แต่ก็ยังมีแสงปลายอุโมงค์ที่จะนำให้ฉันไปถึง แม้ว่าฉันไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ก็ตาม

มันไม่เป็นไรถ้าเราจะนึกไม่ออก เพราะพระองค์สามารถทำได้มากกว่าที่เราจะจิตนาการได้ (เอเฟซัส 3:16)

พระเจ้าหนุนใจเราอย่างต่อเนื่องให้มีความหวัง แม้ว่าสถานการณ์ไม่ได้เปลี่ยนไปในแบบที่เราต้องการ พระเจ้าสามารถมอบของขวัญที่ไม่ได้คาดคิดไว้ในขณะที่เรารอคอย คือจิตวิญญาณที่ได้รับการขัดเกลาใหม่ ที่เป็นไปในทางที่มีสันติสุข มีความชื่นชมยินดีในพระพรอันน่าประหลาดใจที่มาในรูปแบบต่างๆ และการติดสนิทกับพระองค์อย่างลึกซึ้งนั้นเป็นดั่งอัญมณีที่ล้ำค่ายิ่งกว่าใดๆ

ออกจากถิ่นทุรกันดาร

เพราะว่าฉันไม่มีใครและพละกำลังใดๆ ที่จะฉุดตัวฉันให้ลุกขึ้น ฉันไม่มีสิ่งใดนอกจากพระเจ้า ฉันจึงเทหัวใจทั้งหมดไว้ที่พระบาทของพระองค์ อ่านพระคำและอธิษฐานขอสันติสุขและความโปรดปราดอย่างไม่หยุดยั้ง ด้วยความสัตย์ซื่อและความหวังเหมือนเด็กๆ ฉันนั่งลงและนึกถึงหัวใจของพระองค์ที่มีต่อฉัน

หลังจากหลายเดือนของการแสวงหา ฉันเริ่มที่จะรู้สึกถึงเพื่อนสนิทของฉัน 

ยิ่งฉันแสวงหามากเท่าไหร่ฉันก็ยิ่งมีประสบการณ์กับพระเจ้ามากขึ้นเท่านั้น พระองค์อยู่รอบๆ ตัวฉันอย่างอ่อนโยน ใกล้ชิด และปลอดภัย

ฉันสัมผัสถึงความเบิกบานใจในพระองค์ระหว่างที่เราสื่อสารกัน ความรักที่เอาใจใส่ของพระองค์เป็นเหมือนราวกับว่าฉันเป็นคนเดียวที่อยู่ในหัวใจของพระองค์ในวันนั้น

ฉันใช้เวลาทั้งหมดสามปี ในที่สุดพระเจ้าก็ทรงรักษาฉันพร้อมๆ กับการมีมิตรภาพอันลึกซึ้งที่หัวใจของฉันปรารถนามาตลอด คนเหล่าเป็นมากกว่าที่ฉันคาดหวังและเป็นเหมือนครอบครัวสำหรับฉัน แต่น่าแปลกใจที่ฉันอยากอยู่กับพระเจ้ามากกว่าพวกเขา ฉันพบกับความใกล้ชิดที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นกับผู้ที่สร้างฉัน คนที่เข้าใจและรับรู้ถึงอารมณ์ส่วนลึกในใจของฉันโดยที่ไม่จำเป็นต้องพูดคำใดๆ นั่นคือความใกล้ชิดที่ฉันรู้ว่าฉันไม่สามารถเล่าให้ใครฟังได้

ไม่กี่ปีที่ผ่านมาตั้งแต่พระเจ้านำฉันออกมาจากถิ่นทุรกันดาร ฉันพบว่า ใช่แล้ว พระเจ้าทรงดูแลฉันด้วยความรักในช่วงเวลาที่มืดมิดเหล่านั้น ใช่แล้ว ความทุกข์นั้นเป็นเพียงชั่วคราว และใช่แล้ว พระองค์ใช้เหตุการณ์นั้นให้เกิดเป็นผลดี แต่ฉันต้องเต็มใจที่จะรับฟัง โอบกอดความจริง และแสวงหาพระองค์ต่อไป

โปรดจำไว้ว่า: คุณจะผ่านช่วงเวลานี้ไปได้จริงๆ พร้อมกับสิ่งดีๆ ที่คุณอาจจะมองไม่เห็น แต่ฤดูกาลใหม่กำลังเดินทางมาถึง

พระเจ้าทรงสัตย์ซื่อต่อลูกที่พระองค์ทรงรัก พระองค์ม่สามารถจิตนาการถึงสิ่งที่น้อยลงกว่านั้นไปได้

YOU MAY ALSO LIKE

เมื่อฉันมีความวิตกกังวลแล้ว ฉันยังวางใจพระเจ้าได้ไหม?

เมื่อฉันมีความวิตกกังวลแล้ว ฉันยังวางใจพระเจ้าได้ไหม?

WRITER: แมเดลีน เกรซ ชคูลฟีลด์ ต้นฉบับภาษาอังกฤษจาก YMITRANSLATOR: ปาลีญา ธนาวัฒนเจริญEDITOR: ธนากร พูลสินกูล ฉันรู้สึกราวกับว่ามีผ้าห่มผืนใหญ่ทับอยู่บนอกของฉัน เมื่อฉันลองหายใจลึกๆ เข้าไปในปอดและพยายามไอออกมาด้วยความรู้สึกแสบ...

ชีวิตที่ถูกซ่อนไว้จากความจริง

ชีวิตที่ถูกซ่อนไว้จากความจริง

TRANSLATOR: เจ.ที.เอ็ม.EDITOR: Mustard Seed Team คุณเคยทำตัวเองหล่นหายไหม รู้สึกโกรธตัวเองและต่อว่าตัวเองซ้ำแล้วซ้ำอีกจากความผิดพลาดในชีวิตบ้างไหม หรือถามตัวเองว่าฉันเกิดมาทำไม หรือรู้สึกว่าโลกนี้มันไม่ได้มีที่ยืนสำหรับฉันเลย ความเจ็บปวดหรือความรู้สึกไร้ค่าเหล่านี้...

ถ้าการเป็นคริสเตียนไม่ได้ช่วยอะไรฉันล่ะ?

ถ้าการเป็นคริสเตียนไม่ได้ช่วยอะไรฉันล่ะ?

WRITER: อัลวิน โธมัส ต้นฉบับภาษาอังกฤษจาก YMITRANSLATOR: ณัฐพร ชังเจริญEDITOR: ธัญธร จันทสุทธิบวร สวัสดีเพื่อนๆ ทุกคน ผมอยากจะเริ่มต้นโดยการบอกว่า ผมเข้าใจความรู้สึกของคุณนะ คงมีหลากหลายเหตุผลเลยทีเดียวที่ว่าการเป็นคริสเตียนอาจไม่ตอบโจทย์...

Share This