fbpx
WRITER: ซาราห์ โซ ต้นฉบับภาษาอังกฤษจาก YMI
TRANSLATOR: ณัฐพร ชังเจริญ
EDITOR: Mustard Seed Team

การแต่งงานเป็นสิ่งที่ฉันต้องการมาโดยตลอดตั้งแต่อายุยังน้อย ตั้งแต่ฉันได้เห็นพ่อแม่และปู่ย่าตายายว่าการได้แต่งงานนั้นเป็นเช่นไร ความรักที่ยั่งยืนและทุ่มเทของพวกท่านพร้อมด้วยความมั่นคงที่พระเจ้าทรงเป็นศูนย์กลางของชีวิตคู่นำมาซึ่งความสามารถในการรัก การยอมรับ และการเสียสละในครอบครัว สิ่งเหล่านั้นเป็นสิ่งที่โดดเด่นมากสำหรับฉัน ไม่มีครอบครัวหรือการแต่งงานใดที่สมบูรณ์พร้อม แต่ความพยายามอย่างตั้งใจที่จะรักและรับใช้กันและกันโดยมีพระเจ้าเป็นศูนย์กลางนั่นแหละที่ทำให้การอภัยและการคืนดีเป็นไปได้

ฉันต้องยอมรับว่าปีแล้วปีเล่าที่ต้องเป็นโสด (อย่างเลี่ยงไม่ได้) เป็นช่วงเวลาที่ยากสำหรับฉัน จากช่วงวัยรุ่นสู่วัยสาว ฉันมั่นใจว่าตัวฉันมีอะไรบางอย่างที่ ‘ผิดปกติ’ และนั่นทำให้ฉันเป็นคนที่ไม่สามารถ ‘เดต’ ด้วยได้ ฉันคิดว่าบางทีฉันอาจดูทะมัดทะแมงมากเกินไป เฉลียวฉลาดมากเกินไป กระทั่งมีความกระตือรือร้นในความเชื่อมากเกินไป

ฉันรู้สึกขอบคุณจริงๆ ที่ฉันไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องการแต่งงาน แต่พระเจ้าเป็น เพราะไม่ว่าจะคิดอย่างไรก็ตาม การแต่งงานนั้นเป็นความคิดของพระองค์ ฉันรู้สึกขอบคุณสำหรับคำแนะนำและคำอธิษฐานของเหล่าที่ปรึกษาและพี่น้องในพระคริสต์ ที่บอกฉันว่าอย่าด่วนลงหลักปักฐานกับคนที่ดีรองลงมาแต่ต้องเป็นคนที่ดีที่สุด ให้อธิษฐานอย่างเฉพาะเจาะจงในเรื่องของคู่ครอง ให้จำไว้เสมอว่าพระเจ้ารักฉันและพระองค์รู้ความต้องการของฉันในชีวิตคู่ และให้วางใจในวันเวลาและการจัดเตรียมของพระองค์

ในขณะที่ฉันเป็นโสดอยู่นั้น มีคำถามมากมายที่ฉันเคยลองถามตัวเอง และในตอนนี้ ฉันที่เพิ่งได้เริ่มต้นความสัมพันธ์เป็นครั้งแรกก็รู้สึกดีใจมากที่ได้ใช้เวลาใคร่ครวญถึงคำถามเหล่านั้นอย่างจริงจัง

1. เป้าหมายในความสัมพันธ์ของฉันคืออะไร

ตอนแรก ฉันต้องการความสัมพันธ์ที่โรแมนติกและการแต่งงานเพื่อที่จะได้รู้สึกว่าฉันนั้น “ปกติ” ท่ามกลางเพื่อนๆ และเพื่อได้รับความสนใจเป็นพิเศษ ในท้ายที่สุดฉันเพิ่งเรียนรู้ว่าเป้าหมายต่างๆ เหล่านี้นั้นเล็กเกินกว่ามุมมองของพระเจ้า

ในซีรี่ส์คำเทศนาเรื่องชีวิตคู่ Timothy Keller กล่าวว่า เป้าหมายสูงสุดของการแต่งงานทางโลกคือการนำมาซึ่งความบริสุทธิ์ทางจิตวิญญาณ (spiritual refinement) เพื่อสามีและภรรยาจะช่วยเหลือกันและกันให้เป็นเหมือนอย่างพระคริสต์มากยิ่งขึ้น จนกว่าจะถึงวันที่ทั้งคู่ได้กลับคืนสวรรค์

ด้วยความช่วยเหลือของข้อความข้างต้น รวมถึงหนังสือ คำเทศนา และพอดแคสต์เกี่ยวกับความสัมพันธ์และชีวิตคู่ ฉันจึงได้ใคร่ครวญถึงเป้าหมายในความสัมพันธ์ของฉันใหม่ ดังนี้

  • เพื่อเราทั้งคู่จะได้รักและถวายงานรับใช้พระเจ้ามากขึ้นด้วยกัน – ถึงแม้ตอนนี้ฉันเองก็กำลังรับใช้พระเจ้าอยู่ และนั่นจะเป็นการดีมากยิ่งขึ้นเมื่อทั้งฉันและสามีในอนาคตของฉันจะได้ร่วมรับใช้เคียงข้างกันและกันเพื่อแผ่นดินของพระองค์
  • เพื่อจะได้เรียนรู้มุมมองที่โรแมนติกของพระเยซู – ฉันรู้จักพระเยซูในฐานะเพื่อนและรู้จักพระเจ้าในฐานะพระบิดามาระยะหนึ่งแล้ว และฉันเองก็อยากรู้จักพระองค์ในฐานะคนรักด้วย เพื่อให้การแต่งงานในโลกของฉันส่อทางให้เห็นถึงความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของพระคริสต์และเจ้าสาวของพระองค์ ซึ่งก็คือคริสตจักร

2. ฉันจะอยากเดตกับตัวเองไหม?

ในขณะที่ฉันอธิฐานกับพระเจ้าถึงสามีในอนาคตฉันก็พบว่า มีลักษณะบางประการใน ‘ลิสต์’ ของฉันที่ยังคงเหมือนเดิมเป็นเวลาหลายปี ในแง่ของ:

  • ความเชื่อ : มีความสัมพันธ์ที่กระตือรือร้นกับพระเจ้า รู้เป้าหมายของชีวิตเขาเอง เป็นผู้นำฝ่ายวิญญาณของครอบครัวเราได้
  • ลักษณะการเข้าสังคมหรือบุคลิก : เป็นคนตลก เป็นผู้ฟังที่ดี คุยได้ทุกเรื่อง จริงใจ ให้เกียรติและดูแลครอบครัวของเขาได้
  • สุขภาพทางอารมณ์ : เป็นคนที่ยอมรับฟังคำสอน มีความรู้สึกปลอดภัยและมั่นใจในตัวเอง
  • สุขภาพทางปัญญา : มีกรอบความคิดแบบเติบโต (Growth Mindset)
  • มีความขยันหมั่นเพียรในการดูแลสุขภาพและรูปลักษณ์ของตัวเอง

วันหนึ่ง ขณะที่ฉันกำลังอธิษฐานถึงลิสต์เหล่านี้ในช่วงเวลาที่ฉันเฝ้าเดี่ยว ฉันก็รู้สึกว่าพระเจ้าได้สัมผัสหัวใจของฉันและตรัสว่า “แล้วเจ้าล่ะ? เจ้าเป็นเหมือนอย่างในลิสต์เหล่านี้แล้วหรือยัง?” นั่นทำฉันอึ้งไปเลย จากนั้นฉันจึงเริ่มใช้ลิสต์เหล่านั้นเสมือนกระจกที่สะท้อนตัวฉันเอง “ฉันมีความสัมพันธ์ที่มั่นคงกับพระเจ้าแล้วหรือยัง? ฉันเคารพและดูแลครอบครัวของฉันแล้วหรือยัง? ฉันเป็นคนที่สอนได้และจริงใจที่จะแบ่งปันไหม?”

จนถึงจุดหนึ่ง ฉันคิดมาตลอดว่าชีวิตของฉันจะเริ่มต้นขึ้นก็ต่อเมื่อฉันเริ่มคบกับใครสักคนและแต่งงานกับเขา

แต่ใครจะอยากคบกับฉัน ถ้าหากฉันมัวแต่รอคอยใครสักคนเพื่อที่จะ ‘เริ่มต้น’ ชีวิตของฉันเอง?

และหากว่าสามีในอนาคตของฉันมีคุณสมบัติตามนั้นจริง เขาจะไม่ได้กำลังมองหาภรรยาในอนาคตที่มีคุณสมบัติคล้ายกันอยู่หรอกหรอ?

ในวันนั้นฉันจึงอธิษฐานว่า “พระเจ้าคะ ลูกจะไม่สองมาตรฐานอีกแล้ว พระองค์ทรงให้ลูกมีความปรารถนาที่จะพบสามีในอนาคตผู้มีคุณสมบัติเหล่านี้ ขอทรงโปรดที่จะสอนให้ลูกเป็นผู้หญิงที่พระองค์ทรงพอพระทัยด้วยคุณสมบัติที่เป็นไปได้เหล่านี้ด้วย อย่าให้ลูกคาดหวังสิ่งที่ลูกไม่ได้คาดหวังในตัวเองกับผู้อื่นเลย”

3. มีที่พอสำหรับความสัมพันธ์ที่จริงจังในชีวิตของฉันหรือเปล่า?

เพื่อจะวัดดูให้แน่ใจ ฉันคิดถึงมันในลักษณะนี้ คือหากฉันจะต้องแต่งงานในเร็วๆ นี้ ฉันพร้อมหรือยังสำหรับสิ่งต่างๆ ที่จะตามมาจากการแต่งงานทั้งในทางปฏิบัติ อารมณ์ จิตวิญญาณ และการเงิน?

นั่นเป็นความคิดที่น่ากังวล แต่ฉันรู้ว่าการที่ฉันจะมีใครสักคนที่สำคัญเข้ามาในชีวิต (และก็กลายเป็นคนสำคัญในชีวิตของเขาเช่นกัน) มันจะต้องอาศัยความเป็นหนึ่งเดียวกันและการประนีประนอม และนี่คือสิ่งที่ฉันจะต้องคิดให้รอบครอบ

  • ในทางฝ่ายวิญญาณ ฉันเป็นคนที่มั่นคงในการใช้เวลากับพระเจ้า และยอมให้พระองค์ทำลายความคิดที่อันตรายและนิสัยที่ไม่น่ารักของฉันแล้วหรือยัง? ฉันได้หยั่งรากในกลุ่มคนที่เข้มแข็งและอยู่ในทางของพระเจ้าที่จะช่วยให้ฉันเติบโตฝ่ายวิญญาณแล้วหรือยัง?
  • ในทางปฏิบัติ ตารางเวลาของฉันจะทำให้ฉันสามารถใช้เวลาร่วมกันกับสามีในอนาคตของฉันได้ไหมในแต่ละวัน? ฉันพร้อมที่จะปรับคำมั่นสัญญาของฉันไปพร้อมกับคู่ชีวิตของฉันหรือไม่?
  • ในด้านสังคมและอารมณ์ ฉันเป็นผู้ใหญ่พอและพร้อมที่จะเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงของตัวเองไหม? ฉันพร้อมไหมที่จะรับฟังเรื่องราวต่างๆ – ความสุขและปัญหาต่างๆ ของเขา?
  • ในด้านการเงิน ฉันพร้อมไหมที่จะช่วยแบกภาระค่าใช้จ่ายในงานแต่งและค่าบ้านของเรา? ฉันพร้อมไหมที่จะวางแผนและคุยกันถึงเรื่องการเงินของเรา?
  • ในด้านสุขภาพ ฉันพอใจในกิจวัตรการกินอาหาร การออกกำลังกาย และการนอนของตัวเองแล้วหรือยัง?

มองย้อนกลับไป ฉันรู้สึกขอบคุณพระเจ้าสำหรับวันเวลาที่ดีเยี่ยมของพระองค์ที่ทรงกระทำในหัวใจของฉัน – ทำลายกำแพง การเสพติด และวิญญาณแห่งการบ่นต่อว่า ทั้งหมดนี้อาจช่วยให้ฉันมีความสัมพันธ์ที่โรแมนติกถ้าหากฉันได้คบกับใครสักคนก่อนหน้านี้

4. ฉันกำลังบูชาเรื่องรักใคร่และการแต่งงานอยู่หรือเปล่า?

สมัยที่ยังอยู่ในมหาวิทยาลัย มีนักเทศน์ท่านหนึ่งได้แบ่งปันในกลุ่มที่มหาวิทยาลัยถึงเรื่องราวชีวิตแต่งงานของเขา เขาพูดถึงความเป็นไปได้ที่จะสูญเสียภรรยาของเขาไป (ภรรยาที่ตอนนั้นกำลังตั้งท้องลูกคนแรกของพวกเขาอยู่) ในอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นเมื่อไหร่ก็ได้

หากนั่นเกิดขึ้นจริง เขาคิดสงสัยว่าการสูญเสียนั้นจะทำให้เขาโกรธเคืองพระเจ้าและละทิ้งความเชื่อของเขาหรือไม่ ในตอนนั้นเขาก็คิดได้ว่า ทั้งภรรยาและลูกที่ยังไม่ลืมตาดูโลกของเขาล้วนเป็นของพระเจ้าอยู่ก่อนแล้ว และพระเจ้าไม่ได้ติดค้างเราใน ‘ชีวิตรักที่สุขสมชั่วนิรันดร์’ ที่เราอาจวาดหวังไว้

มันทำให้ฉันคิดถึงพระคำ “พระยาห์เวห์ประทาน และพระยาห์เวห์ทรงเอาไปเสีย สาธุการแด่พระนามพระยาห์เวห์” (โยบ 1:21) ฉันได้รับการหนุนใจจากคำพยานของศิษยาภิบาล และนั่นทำให้ฉันคิดว่า ฉันพร้อมที่จะรู้สึกเช่นเดียวกันกับแฟนของฉันไหม?

ภายในเวลาไม่ถึงเดือนหลังจากบทความหัวข้อ โอบรับของขวัญแห่งความเป็นโสด ของฉันได้ตีพิมพ์ ฉันก็ได้พบกับแฟนคนปัจจุบัน เป็นเวลาเกือบหนึ่งปีแล้วที่เราคบกัน และฉันก็ขอบคุณพระเจ้าในทุกๆ วันสำหรับเขาและสำหรับสิ่งที่พระองค์ได้กระทำในเขาเพื่อช่วยให้ความเชื่อของฉันหนักแน่นมากยิ่งขึ้น เพื่อช่วยพัฒนาทักษะชีวิตของฉัน และเพื่อเพิ่มพูนความสร้างสรรค์ในเป้าหมายของเรา

แต่บางครั้งฉันยังคงรู้สึกว่ามีบางอย่างขาดหายไปเมื่อได้เห็นเพื่อนๆ ของฉันแต่งงานเป็นฝั่งเป็นฝาและดูเหมือนว่าพวกเขากำลัง ‘ก้าวไปสู่ขั้นต่อไป’ ในชีวิต ในขณะที่ฉัน ‘ยังคงติดอยู่’ ในสถานภาพโสด

แต่ฉันก็รู้ว่า ฉันกำลังยึดความหวังและความฝันของฉันไว้กับคนบาป แถมยังหวังจะให้เขา ‘ช่วย’ ฉันให้หลุดพ้นจากชีวิตที่ ‘ไม่สมบูรณ์’ และเติมเต็มมันให้กับฉัน

พระเจ้าทรงรู้ว่าฉันรอคอยมาเนิ่นนานและเฝ้าระวังที่จะรักษาความบริสุทธิ์ของตัวเองไว้ แต่ถ้าแฟนหนุ่มของฉันจะทิ้งฉันไป ฉันจะกล่าวโทษพระเจ้าไหม? จริงอยู่ที่พระเจ้าไม่ได้ติดค้างที่จะต้องประทานแฟนหรือสามีให้กับฉัน พระองค์ไม่แม้แต่จะติดค้างชีวิตของพระองค์เองหรือการไถ่ฉันให้พ้นจากความบาปความตายเสียด้วยซ้ำ แต่ทุกสิ่งทุกอย่างนั้นล้วนมาจากพระคุณของพระองค์ หากพระเจ้าจะทรงคิดว่านั่นเป็นสิ่งที่ดีและสมควรที่ฉันจะแต่งงาน ก็ขอให้เป็นไปตามน้ำพระทัย หากพระองค์จะทรงคิดว่ามันเป็นการดีและเหมาะมากกว่าที่ฉันจะอยู่เป็นโสดเรื่อยไป ก็ขอให้เป็นไปตามน้ำพระทัย พระเจ้าทรงรู้ดีที่สุดและทางของพระองค์นั้นก็ดีกว่าและยิ่งใหญ่กว่าทางทั้งสิ้นของฉันเอง

การยอมเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในความสัมพันธ์นั้นเป็นสิ่งที่ทั้งน่าตื่นเต้นและน่าปวดหัว ฉันกำลังเรียนรู้ในทุกวันว่าการที่จะรักใครสักคนและคนๆ นั้นก็รักเราตอบเป็นเช่นไร และในขณะเดียวกันฉันก็มั่นใจว่า หากเราให้พระเจ้าทรงเป็นศูนย์กลางของความสัมพันธ์ และติดสนิทอยู่กับสังคมของพระองค์ ความสัมพันธ์ที่จะก้าวไปสู่การสมรสนั้นจะเป็นความสัมพันธ์ที่ถวายเกียรติแด่พระเจ้า และเสริมสร้างให้เราเป็นเหมือนพระเยซูมากยิ่งขึ้น

และนี่คือแหล่งข้อมูลที่ฉันคิดว่าจะเป็นประโยชน์สำหรับคุณ

  • คำเทศนาและพอดแคสต์
    • “Finding the Love of Your Life” โดย Rick Warren
    • ชุดคำเทศนาเรื่องชีวิตคู่ โดย Timothy Keller
    • The Boundless Show โดย Focus on the Family
  • หนังสือ
    • Not Yet Married โดย Marshall Segal
    • The Meaning of Marriage โดย Timothy Keller
    • Passion and purity โดย Elizabeth Elliot
    • Your Future ‘Other Half’ : It matters whom you marry โดย Rebecca VanDoodewaard

YOU MAY ALSO LIKE

เมื่อฉันมีความวิตกกังวลแล้ว ฉันยังวางใจพระเจ้าได้ไหม?

เมื่อฉันมีความวิตกกังวลแล้ว ฉันยังวางใจพระเจ้าได้ไหม?

WRITER: แมเดลีน เกรซ ชคูลฟีลด์ ต้นฉบับภาษาอังกฤษจาก YMITRANSLATOR: ปาลีญา ธนาวัฒนเจริญEDITOR: ธนากร พูลสินกูล ฉันรู้สึกราวกับว่ามีผ้าห่มผืนใหญ่ทับอยู่บนอกของฉัน เมื่อฉันลองหายใจลึกๆ เข้าไปในปอดและพยายามไอออกมาด้วยความรู้สึกแสบ...

ชีวิตที่ถูกซ่อนไว้จากความจริง

ชีวิตที่ถูกซ่อนไว้จากความจริง

TRANSLATOR: เจ.ที.เอ็ม.EDITOR: Mustard Seed Team คุณเคยทำตัวเองหล่นหายไหม รู้สึกโกรธตัวเองและต่อว่าตัวเองซ้ำแล้วซ้ำอีกจากความผิดพลาดในชีวิตบ้างไหม หรือถามตัวเองว่าฉันเกิดมาทำไม หรือรู้สึกว่าโลกนี้มันไม่ได้มีที่ยืนสำหรับฉันเลย ความเจ็บปวดหรือความรู้สึกไร้ค่าเหล่านี้...

ถ้าการเป็นคริสเตียนไม่ได้ช่วยอะไรฉันล่ะ?

ถ้าการเป็นคริสเตียนไม่ได้ช่วยอะไรฉันล่ะ?

WRITER: อัลวิน โธมัส ต้นฉบับภาษาอังกฤษจาก YMITRANSLATOR: ณัฐพร ชังเจริญEDITOR: ธัญธร จันทสุทธิบวร สวัสดีเพื่อนๆ ทุกคน ผมอยากจะเริ่มต้นโดยการบอกว่า ผมเข้าใจความรู้สึกของคุณนะ คงมีหลากหลายเหตุผลเลยทีเดียวที่ว่าการเป็นคริสเตียนอาจไม่ตอบโจทย์...

Share This