fbpx
WRITER: จัสมิน ออง ชคูลฟีลด์ ต้นฉบับภาษาอังกฤษจาก YMI
TRANSLATOR: ปาลีญา ธนาวัฒนเจริญ
EDITOR: Mustard Seed Team

ในการต่อสู้กับการแพร่ระบาดโควิด-19 เราได้เห็นว่าการเลือกของแต่ละคนสามารถช่วยหยุดการแพร่ระบาดของโรคหรือทำให้เกิดการแพร่ระบาดของโรคไปทั้งชุมชนได้ ฉันเห็นสิ่งนี้ในชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณของฉัน การตัดสินใจเล็กๆ น้อยๆ สามารถส่งผลกระทบอย่างช้าๆ ไม่เพียงแต่ชีวิตของฉัน แต่ชีวิตของคนอื่นๆ ในชุมชนของฉันด้วย

มีความบาปที่อันตราย ความบาปเหล่านี้แฝงตัวอยู่ในพื้นที่สีเทาในความคิดของเรา ฟังดูมีเหตุผลและถูกต้องในช่วงเวลานั้น แต่กลับทำให้เราสูญเสียความชื่นชมยินดีและความบริบูรณ์ของชีวิตที่พระเยซูอยากให้เรามี

1. ชอบบางคนมากกว่าคนอื่นๆ

เมื่อเพื่อนคนหนึ่งแนะนำให้ฉันรู้จักคนอื่นๆ มากขึ้นในโบสถ์ ฉันก็แสดงท่าทีใส่ใจ แต่ในความเป็นจริงฉันไม่ได้มีความสนใจที่จะรู้จักคนอื่นๆ นอกเหนือจากคนที่ฉันรู้จักและเป็นเพื่อนอยู่แล้ว และเมื่อฉันได้รู้จักคนใหม่ๆ ฉันมักจะสนใจคนที่เป็นมิตรและเข้ากับคนง่าย แต่กับถอยห่างจากคนที่ฉันรู้สึกว่าประหลาด และโทษว่าเป็นเพราะฉันมีบุคลิกชอบเก็บตัว

สิ่งนี้ฟังดูคุ้นๆ กับคุณหรือไม่ นอกจากความหน้าซื่อใจคดแล้ว ยังมีบาปที่แฝงอยู่ด้วย การรังเกียจคนกลุ่มหนึ่งและชื่นชอบคนอีกกลุ่มหนึ่งถูกเขียนไว้ในพระธรรมยากอบ 2:1-13 ยากอบได้ตำหนิคนในคริสตจักรที่ชื่นชอบคนรวยมากกว่าคนจน ในขณะที่ฉันชื่นชอบคนที่ฉันรู้จักและคนที่เข้ากับคนอื่นง่าย

แต่นี่ไม่ใช่สิ่งที่คริสตจักรควรจะเป็น พระเยซูคริสต์ทรงยอมรับฉัน ฉันจึงอธิษฐานอย่างสม่ำเสมอที่จะให้พระเจ้าทรงช่วยให้ฉันเข้าใจความจริงนี้เหมือนที่เปโตรเข้าใจ พระเจ้าไม่ได้เลือกที่จะลำเอียงแต่พระองค์ทรงยอมรับทุกคนที่เกรงกลัวพระองค์และทำสิ่งที่ถูก (กิจการ 10:34) ดังนั้นฉันจึงควรจะเป็นท่อส่งต่อความรักของพระเจ้าไปยังคนอื่นๆ

2. หลอกตัวเองว่าการนินทาคือ “การแบ่งปัน”

“ฉันแค่พยายามทบทวนความรู้สึกตัวเองเท่านั้น มันไม่ใช่การนินทา เพราะมันเพิ่งเกิดขึ้น” ฉันบอกกับตัวเองในขณะที่พูดคุยกับเพื่อนคนหนึ่งถึงเรื่องที่ฉันเพิ่งทะเลาะกับใครบางคน

ฉันมักจะหลอกว่าการนินทาคือการแบ่งปันเรื่องราวและปล่อยให้มันเกิดขึ้น จนเพื่อนคนหนึ่งชี้ให้ฉันเห็นอีกมุมมองหนึ่ง

เขามักจะระวังการพูดชื่อคนที่ทำให้เขาเจ็บปวด ปฏิเสธที่จะบอกรายละเอียดต่างๆ และพูดง่ายๆเพียงว่าเขากำลังเจ็บปวดและเชื่อว่าพระเจ้าจะรักษาบาดแผลของเขา

สิ่งนี้ทำให้ฉันต้องกลับมาทบทวนว่าทำไมฉันถึงแบ่งปันข้อมูลเกี่ยวกับความขัดแย้งหรือไม่เห็นด้วยกับคนอื่น ฉันพยายามหาข้อพระคัมภีร์ที่อนุญาตให้ฉันทำสิ่งที่ฉันทำมาตลอด แต่สิ่งที่ฉันพบคือการให้ฉันมองข้ามความขัดแย้งหรือให้แก้ไขความขัดแย้งนั้นส่วนตัว (สุภาษิต 19:11, มัทธิว 18:15-17)

เพราะฉะนั้นทุกวันนี้ เมื่อฉันรู้สึกว่ากำลังแบ่งปันเรื่องราว ฉันจะหยุดและทบทวนถึงคำถามเหล่านี้ ข้อมูลที่ฉันกำลังพูดอยู่เป็นข้อมูลที่จำเป็นต้องเปิดเผยหรือไม่ สิ่งที่ฉันทำอยู่จะช่วยใครได้อย่างไร อะไรคือความตั้งใจที่แท้จริงของฉันในการพูดคุยเรื่องนี้

3. การขโมยเวลาจากนายจ้างอย่างแนบเนียน

ฉันรู้สึกผิดที่ขโมยเวลาในที่ทำงานโดยเฉพาะการที่พูดคุยกับคนอื่นเลยเวลาพักกลางวัน ฉันมาสายไปห้านาทีอีกแล้ว เข้าโซเชียลมีเดียส่วนตัวในเวลาทำงาน

แต่คุณอาจจะคิดว่า คนอื่นเขาก็ทำกัน แม้กระทั่งหัวหน้างานของเรา พระคัมภีร์ไม่เคยเอนเอียงกับประเด็นนี้ เราทำงานอย่างเต็มใจเหมือนเราทำถวายองค์พระผู้เป็นเจ้า ไม่ใช่เหมือนทำต่อหัวหน้าที่เป็นมนุษย์ (โคโลสี 3:23-24)

นี่หมายความว่าเราต้องใช้จัดสรรเวลาให้เราทำงานที่เราได้รับอย่างเต็มที่

เมื่อฉันตระหนักได้ว่าฉันกำลังขโมยเวลาจากนายจ้างของฉัน ฉันได้เปลี่ยนแปลงวิธีการทำงานของฉัน เพื่อการทำงานที่ดี ฉันได้เก็บมือถือของฉันไว้ในล็อกเกอร์ ลบแอปที่เกี่ยวกับโซเชี่ยลมีเดียออกจากมือถือ และบอกเพื่อนร่วมงานถึงสิ่งที่ฉันกำลังทำ

แน่นอนว่ามันไม่ได้ราบรื่นตลอดเวลา ในช่วงการแพร่ระบาดนี้ ฉันได้เปิดดูข่าวบนหน้าเวปไซต์บ่อยขึ้นกว่าที่จำเป็น และด้วยความจริงนี้ ฉันจึงทำงานยาวขึ้นเพื่อชดเชยกับเวลางานที่ฉันได้พลาดไป

4. หลีกเลี่ยงการพูดคุยที่ยาก

หลายครั้งที่ฉันยิ้มและพยักหน้าตามแผนที่ไม่โอเคของเพื่อน ฉันไม่อยากเสี่ยงที่จะทำลายความสัมพันธ์โดยการพูดความรู้สึกที่แท้จริงของฉันออกไป ตราบใดที่พวกเขามีความสุข ถูกไหม?

แต่พระธรรมสุภาษิต 27:6 บอกกับเราว่า “บาดแผลที่มิตรทำก็ด้วยเจตนาดี แต่การจูบของศัตรูนั้นมากเกินความจริง”

ฉันได้เรียนรู้เรื่องยากอีกอย่างคือ การที่โกหกเพื่อหลีกเลี่ยงบทสนทนาที่น่าอึดอัดเป็นการปฏิเสธผู้อื่นและตัวของฉันเองซึ่งนั่นคือความสัมพันธ์ที่แท้จริงที่ต้องเติบโต

เช่น เมื่อเพื่อนของฉันบอกฉันว่ากำลังคิดจะอยู่ด้วยกันก่อนที่จะแต่งงาน ฉันพบว่ามันง่ายกว่าที่ฉันจะเห็นด้วยกับความคิดของเขาและเปลี่ยนเรื่องพูดคุยแทนที่จะเตือนเขาถึงเรื่องที่เขากำลังจะทำผิดศีลธรรม ฉันกำลังทำตัวเหมือนศัตรูมากกว่าเพื่อนแท้ ในทางกลับกัน ฉันสามารถใช้การสนทนาในหัวข้อนี้ที่จะเข้าใจมุมมองของเขามากขึ้นและเรียนรู้ไปกับเขาว่าพระคัมภีร์พูดว่าอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องนี้

5. ไม่ทำอะไรเลย

ประเด็นสุดท้ายที่ฉันไตร่ตรองคือความบาปมักไม่ได้มาจากการทำสิ่งที่ผิดแต่มันมาจากการไม่ทำอะไรเลย

ชีวิตของฉันเต็มไปด้วยความตั้งใจที่ดีแต่ไม่ได้เริ่มต้นทำ ฉันเคยคิดจะไปเป็นที่ปรึกษาให้กลุ่มเยาวชนที่อยากไปเยี่ยมเยียนผู้สูงอายุในบ้าน และสอนภาษาอังกฤษให้ผู้อพยพ แน่นอนว่าฉันมีเวลาและกำลังที่จะทำสิ่งเหล่านั้น แต่ฉันเลือกที่จะนอนเล่นอยู่บนโซฟา ดูรายการต่างๆ และมาสก์หน้าในเวลาว่างของฉัน

ยากอบบอกให้เราต้องสำแดงเป็นการกระทำเมื่อท่านเขียน “เพราะฉะนั้น คนที่รู้ว่าอะไรเป็นความดีที่ต้องทำ แต่ไม่ได้ทำ คนนั้นจึงมีบาป” สำหรับฉัน มันทำให้ฉันนึกถึงคำของกษัตริย์ของพวกเรา “เราบอกความจริงกับท่านทั้งหลายว่า ซึ่งพวกท่านได้ทำกับคนใดคนหนึ่งที่เล็กน้อยที่สุดในพี่น้องของเรานี้ ก็เหมือนทำกับเราด้วย” (มัทธิว 25:40)

ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ฉันตั้งใจรับใช้พันธกิจเด็กที่คริสตจักรท้องถิ่นของฉัน เพราะฉันรู้ว่าพันธกิจยังต้องการคนที่จะเข้ามาช่วยเหลือและฉันอยู่ในช่วงเวลาของชีวิตที่มีทั้งเวลาและกำลังที่จะรับใช้อย่างมีประสิทธิภาพ

C. S. Lewis เขียนไว้ในหนังสือ The Screwtape Letters ว่า “เส้นทางสู่นรกที่ปลอดภัยที่สุดคือทางที่ค่อยๆ ลาดลง พื้นผิวนุ่ม ไม่มีจุดเลี้ยวกะทันหัน ไม่มีเหตุการณ์สำคัญ ไม่มีป้ายบอกทาง”

มันเป็นเรื่องท้าทายที่จะยอมรับความบาปเหล่านี้และเล่าในพื้นที่สาธารณะ เพราะโดยธรรมชาติ ฉันอยากให้ความบาปมันถูกปกปิด แต่ฉันรู้สึกขอบพระคุณพระเจ้าที่ทำให้ฉันเกิดความเชื่อมั่นและประทานเพื่อนๆ ที่สามารถนำฉันไปสู่การมีชีวิตที่ดีขึ้นที่พระเจ้าทรงเรียกพวกเรา

ถึงแม้ว่ามันจะเป็นการทดลองที่จะเพิกเฉยต่อบาปเหล่านี้ แต่ฉันได้นำบาปเหล่านี้เข้าหาพระเจ้าและพบว่านี่คือพระคุณที่พระเจ้าประทานให้แก่คนบาป

ถ้าคุณกำลังต่อสู้อยู่กับประเด็นใดประเด็นหนึ่งข้างต้น พระคัมภีร์ได้เตือนเราไว้ว่า “เพราะฉะนั้นไม่มีการลงโทษคนที่อยู่ในพระเยซูคริสต์ คนที่ไม่ได้เดินตามความบาปแต่เดินตามพระวิญญาณบริสุทธิ” (โรม 8:1) เรามีกำลังใจเพราะว่าในขณะที่เราต่อสู้เรารู้ว่าเราสามารถเข้าหาพระเยซูผู้เห็นใจในความอ่อนแอของเรา และพระองค์ทรงมีพระเมตตาและพระคุณเพื่อช่วยเราเสมอ (ฮีบรู 4:14-16)

YOU MAY ALSO LIKE

2 เหตุผลว่าทำไมชีวิตบนโลกตอนนี้จึงสำคัญ

2 เหตุผลว่าทำไมชีวิตบนโลกตอนนี้จึงสำคัญ

WRITER: ฮุย นิน ต้นฉบับภาษาอังกฤษจาก YMITRANSLATOR: Nathapol TepjakEDITOR: Mustard Seed Team น้ำตาคลอและอ้อมกอดที่ไม่อยากจะปล่อยไป หลังจากจัดกระเป๋าเสร็จเพื่อนที่ดีของฉันสะอึกสะอื้นและบอกลาฉัน "ไว้มาเที่ยวเมื่อไหร่ แวะมาหาฉันด้วยนะ แต่ถึงแม้จะไม่มา...

พระคำของพระเจ้าช่วยให้ฉันต่อสู้กับปัญหาด้านจิตใจอย่างไร

พระคำของพระเจ้าช่วยให้ฉันต่อสู้กับปัญหาด้านจิตใจอย่างไร

WRITER: เดโบราห์ ลี ต้นฉบับภาษาอังกฤษจาก YMITRANSLATOR: ปาลีญา ธนาวัฒนเจริญ & เฮจี คิมEDITOR: Mustard Seed Team เมื่อไม่นานมานี้มีเพื่อนร่วมงานคนใหม่เข้ามาหาฉัน เพื่อขอความคิดเห็นสำหรับแบบประเมินราคาเพราะว่าผู้ประเมินที่เคยสอนเธอนั้นไม่ว่าง...

เมื่อพระเจ้าปล่อยให้ความกลัวที่ลึกที่สุดของฉันเกิดขึ้น

เมื่อพระเจ้าปล่อยให้ความกลัวที่ลึกที่สุดของฉันเกิดขึ้น

WRITER: ร็อกแซน เซวีลล่า ต้นฉบับภาษาอังกฤษจาก YMITRANSLATOR: Mustard Seed TeamEDITOR: Mustard Seed Team ลูกที่รักจงกล้าหาญเถิด คือสิ่งที่พระเจ้ากระซิบบอกฉันเมื่อก้าวเข้าสู่ปี 2015 ซึ่งตอนนั้นฉันไม่เข้าใจ แต่ฉันยึดมั่นในพระสัญญาของพระองค์ในพระธรรมโยชูวา 1:9 ว่า...

Share This