fbpx
WRITER: แมดาไลน์ ทูว์นีย์ ต้นฉบับภาษาอังกฤษจาก YMI
TRANSLATOR: ศุภิสรา เจริญศรีศิลป์
EDITOR: อาเกียว

สามปีที่แล้วเป็นช่วงเวลาแห่งความยากลำบากในชีวิตฉันก่อนหน้านี้ ฉันทำอาชีพเป็นครูสอนอยู่ในโรงเรียนเอกชนนาน 14 ปี ฉันทำงาน 75 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ รวมวันสุดสัปดาห์และวันหยุดด้วย

ฉันเหนื่อยมากๆและมีปัญหากับการไปโบสถ์และการใช้เวลากับครอบครัวอยู่เสมอ ในเรื่องการใช้เวลากับพระเจ้า ฉันก็พยายามที่จะอธิษฐานและอ่านพระคัมภีร์ทุกๆ วันตามปกติ ในเดือนเมษายน 2016 ร่างกายและจิตใจของฉันมาถึงจุดที่มีความเจ็บปวดทางจิตใจ จนท้ายที่สุด ฉันก็ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคซึมเศร้าและหมดไฟในการทำงาน และต้องลาออกจากงาน

ในช่วงสัปดาห์แรกแห่งการพักฟื้นนั้น ฉันคิดในแง่ดีว่า ถ้าฉันได้พักสักหน่อยฉันอาจจะหาย แล้วลุกขึ้นยืนได้ใหม่ในไม่ช้าก็ได้ อย่างไรก็แล้วแต่ เมื่อเวลาผ่านไป มันก็ยิ่งทำให้ฉันได้รู้อย่างชัดเจนว่าร่างกายของฉันได้ถูกทำลายมากกว่าที่ฉันคิดไว้มาก

การที่ต้องทำสิ่งต่างๆให้สำเร็จในทุกๆ วันกลายเป็นเรื่องที่มากเกินไปสำหรับฉัน ฉันวิตกกังวลอย่างหนักเวลาเจอผู้คน และฉันก็ได้รับการวินิจฉัยอีกว่าเป็นโรคกลัวอยู่ในที่โล่งหรือที่ชุมชน การปวดหัวอย่างรุนแรงทำให้ฉันล้มป่วย และฉันรู้สึกปวดเหมือนโดนแทงที่แขนซ้ายอยู่บ่อยๆ ฉันจมอยู่ในความเศร้าที่ยาวนานนับสัปดาห์และกลายเป็นคนต่อต้านสังคม

ถึงแม้ว่าฉันจะไปรับคำปรึกษาจากจิตแพทย์และผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวชมากมาย แต่ฉันก็เชื่อในการรักษาด้วยฤทธิ์อำนาจของพระเจ้าโดยการอธิษฐานและขอบพระคุณพระเจ้า ฉันอ้อนวอนขอการรักษาที่จะหายดีไว้กับพระองค์(ฟีลิปปี 4:6) อย่างไรก็แล้วแต่ บางครั้งฉันก็รู้สึกเหมือนว่าคำอธิษฐานของฉันไปไม่ถึงพระเจ้า เพราะว่าร่างกายของฉันนั้นดีขึ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ในช่วงเวลาที่แย่ที่สุดฉันก็หมดหวังที่จะมีชีวิตที่แข็งแรงและมีความสุข

อย่างไรก็ตาม หลังจากการต่อสู้กับปัญหาและความเจ็บปวดมามากมายฉันก็ได้ตระหนักว่าพระเจ้ากำลังใช้เหตุการณ์นี้ เพื่อจะสอนให้ฉันเชื่อและวางใจในพระองค์อย่างสุดใจ

และนี่คือ 3 วิธีที่ช่วยให้ฉันผ่านช่วงเวลาแห่งความทุกข์ยากนั้น

1. จดจ่อที่พระเจ้าอยู่เสมอ

สิ่งสำคัญในการรักษาของพระเจ้า หนึ่งในนั้นคือเวลาของพระองค์ และเรื่องนี้ก็เป็นสิ่งที่ฉันยังมีปัญหาอยู่ และฉันรู้ว่าฉันไม่ใช่คนเดียวแน่ที่มีปัญหานี้ พระเจ้าตรัสกับเราทั้งหลายในเยเรมีย์ 30:17 ว่าพระองค์จะฟื้นฟูร่างกายและรักษาแผลของเรา แต่พระองค์ไม่ได้บอกว่าการรักษานั้นจะเกิดขึ้นในช่วงไหนของชีวิต อาจจะเกิดขึ้นเมื่อพระองค์เรียกเราทั้งหลายกลับบ้านที่แท้จริง หรือเมื่อพระเยซูเสด็จกลับมาก็ได้

แทนที่จะคิดว่า “เมื่อไหร่” ฉันพยายามและคิดว่า “ใคร” มากกว่า ฉันจดจ่อที่พระเจ้าและฉันสรรเสริญพระองค์สำหรับทุกช่วงเวลาที่พระองค์ทรงช่วยฉันในอดีต และขอบคุณพระเจ้าสำหรับเวลาที่พระองค์จะรักษาฉันในอนาคตด้วย ซึ่งเวลานั้นจะเป็นเวลาที่เหมาะสมของพระเจ้า

การสรรเสริญพระเจ้าในขณะที่ยังไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงของร่างกายที่ดีขึ้น ทำให้ฉันมีสันติสุขในทุกๆ วันของชีวิต เพราะมันช่วยทำให้ฉันได้จดจ่อที่พระเจ้าและไม่ได้จดจ่อในสถานการณ์ของตนเอง

ช่วงเวลาแห่งความยากลำบากนี้สอนให้ฉันรู้ว่าพระคำของพระเจ้ามีฤทธิ์อำนาจ แทนที่จะต่อว่าและปล่อยให้สถานการณ์รอบข้างควบคุมฉัน ฉันเลือกที่จะมีความเชื่อในพระเจ้า ฉันไม่เพียงแต่สรรเสริญพระองค์ในคำอธิษฐานเท่านั้น แต่ฉันยังสรรเสริญพระเจ้าในขณะที่ฉันออกไปใช้ชีวิตด้วย สิ่งเหล่านี้เสริมสร้างความเชื่อของฉันในพระเจ้ามากขึ้น และย้ำเตือนฉันว่าพระเจ้านั้นยิ่งใหญ่มากกว่าปัญหาของฉัน(ไม่ใช่ปัญหาใหญ่กว่าพระเจ้าเหมือนที่ฉันคิดมาตลอด)

2. ศึกษาพระวจนะอยู่เสมอ

ในช่วงเวลาแห่งความยากลำบากนี้ มันก็มีเวลาที่ฉันเดินเที่ยวไปมาอย่างไม่มีจุดหมายเหมือนชาวอิสราเอลที่เดินอยู่ในถิ่นทุรกันดารฉันสับสนและสงสัยว่าสถานการณ์พวกนี้จะมีวันเปลี่ยนแปลงไหม เหมือนกับโยบ ฉันรู้สึกว่าพระเจ้าทอดทิ้งฉันให้ต่อสู้กับสถานการณ์เหล่านี้เพียงลำพัง(โยบ 23:8-9)

อย่างไรก็ตามพระเจ้าก็อยู่กับฉันตลอดช่วงเวลาแห่งความยากลำบากนั้น ความคิดและจิตใจของฉันไม่ได้ถูกปรับเพื่อได้ยินเสียงของพระเจ้า เพราะฉะนั้น แทนที่ฉันจะมีความหวังว่าจะมีฝนตกลงมา ฉันควรสำรวจตัวเองลึกๆ ภายในและขอพระเยซูให้ประทานน้ำแห่งชีวิตให้พลุ่งงขึ้นในชีวิตฉัน(ยอห์น 37-38)

การศึกษาพระคัมภีร์เป็นการเปิดเผยสำหรับฉัน มันเหมือนกับการค้นพบคู่มือในการรู้จักพระเจ้า(2 ทิโมธี 3:16) พระเจ้าได้ทรงประทานกำลังใจให้ฉันผ่านพระคำของพระองค์ในเวลาที่ฉันรู้สึกกลัว(อิสยาห์ 41:10) เสริมกำลังใหม่เมื่อฉันรู้สึกอ่อนแอ(อิสยาห์ 40:29) และแก้ไขสิ่งที่ฉันทำผิดพลาดเสมอ(ฮีบรู 4:12) ในวันที่ฉันรู้สึกท้อแท้ใจ พระเจ้าทรงอยู่ตรงนั้น คอยเติมเต็มใจที่เหนื่อยล้าของฉันเสมอ(มัทธิว 11:28)

นอกเหนือจากการอธิษฐาน นมัสการและการจดบันทึกประจำวัน การศึกษาพระคำกลายเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในชีวิตประจำวันทุกๆเช้าของฉัน มันไม่ง่ายเสมอไปในการที่จะจัดเวลาในการศึกษาพระคำในทุกๆ วัน แต่การปลอบประโลมและสันติสุขที่ฉันได้รับจากพระวิญญาณบริสุทธิ์จากการศึกษาพระคัมภีร์เป็นแรงจูงใจที่ทำให้ฉันเปิดพระคัมภีร์ทุกๆ วัน

การได้รู้พระคำของพระเจ้าช่วยให้ฉันตระหนักถึงความจริงที่ว่าฉันถูกสร้างมาอย่างน่าคครั่นคร้ามและน่าอัศจรรย์โดยพระคริสต์ และฉันไม่ควรเชื่อในคำโกหกของพวกศัตรูที่พูดอีกอย่างหนึ่ง(ยอห์น 8:44)

3. ตั้งมั่นอยู่ในความเชื่อเสมอ

เมื่อฤดูร้อนที่ผ่านมา ฉันเริ่มไปออกกำลังกายที่ยิม ในตอนแรกฉันพบว่ามันต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการออกกำลังกาย ฉันรู้สึกเหมือนจะตาย และร่างกายของฉันก็ปวดเมื่อยทุกครั้งที่ไปยิม ในตอนนี้ ร่างกายของฉันปรับตัวสำหรับการออกกำลังกายหนักๆได้แล้ว และฉันสามารถเห็นกล้ามเนื้อที่ค่อยๆ ชัดเจนขึ้น

เช่นเดียวกัน ฉันรู้สึกว่าพระเจ้ากำลังใช้ช่วงฤดูแห่งความยากลำบากนี้สร้างกล้ามเนื้อฝ่ายวิญญาณให้กับฉัน

เมื่อฉันตื่นตระหนกตกใจหรือมีอาการ
ซึมเศร้า ฉันก็ค่อยๆเรียนรู้ที่จะมอบสถานการณ์ต่างๆ เหล่านี้ไว้ในพระหัตถ์ทรงฤทธิ์ของพระเจ้า แทนที่จะอนุญาตให้สถานการณ์เหล่านั้นมามีอำนาจเหนือจิตใจของฉัน

ถึงแม้ว่ามันจะยาก แต่ฉันก็ซาบซึ้งที่พระเจ้ากำลังทรงใช้ความเจ็บปวด เพื่อชำระล้างฉันจากความรู้สึกที่มันไม่ดีต่อตัวฉันเอง อย่างเช่น ความกลัว เป็นต้น(อิสยาห์ 48:10)

ในตอนแรกที่ฉันเริ่มป่วย ฉันถูกหลอกให้เชื่อว่าความยากลำบากนี้เกิดขึ้นมาเพื่อทำให้ฉันพ่ายแพ้ต่อมัน อย่างไรก็ตาม ยิ่งฉันเดินฟันฝ่าอยู่ในช่วงเวลานี้นานเท่าไหร่ ฉันก็ยิ่งเห็นการให้กำลังใจจากพระเจ้ามากเท่านั้นเมื่อฉันเรียนรู้ที่จะแสวงหาพระพักตร์ของพระเจ้า พระเจ้าได้ฟื้นฟูจิตวิญญาณที่เหี่ยวแห้ง มอบหัวใจที่กระหายพระองค์มากขึ้นๆ และเปลี่ยนความคิดของฉันจากที่คิดว่าตัวเองเป็นเหยื่อให้กลายเป็นผู้มีชัยชนะโดยผ่านช่วงเวลาเหล่านี้

ถ้าคุณกำลังประสบกับช่วงเวลาแห่งความทุกข์ยากลำบากอยู่ตอนนี้ ฉันอยากจะให้กำลังใจคุณว่าช่วงเวลานี้เป็นเพียงการหยุดพักชั่วคราวเท่านั้น มันไม่ใช่จุดสุดท้ายของชีวิตคุณ จงอยู่ในวิถีทางของพระเจ้า จดจ่อสายตาไปที่พระองค์ และขอพระเจ้าที่จะเปิดเผยสิ่งที่พระองค์อยากให้คุณเรียนรู้จากพระองค์ เพื่อที่เราจะได้เติบโตขึ้นในพระองค์ รอคอยพระเจ้า คุณจะผ่านมันไปได้!

YOU MAY ALSO LIKE

5 สิ่งที่ควรครุ่นคิดเมื่อชีวิตอยู่ตรงทางแยก

5 สิ่งที่ควรครุ่นคิดเมื่อชีวิตอยู่ตรงทางแยก

WRITER: YMI ต้นฉบับภาษาอังกฤษจาก YMI TRANSLATOR: พัฒน์นรี หมุดเชื้อ EDITOR: พาทินธิดา เจริญสวัสดิ์ คุณกำลังอยู่ตรงทางแยกอยู่หรือเปล่า? คุณรู้สึกไหมว่าอนาคตทั้งหมดของคุณขึ้นอยู่กับสิ่งที่คุณกำลังจะตัดสินใจ? อาจเป็นโรงเรียนที่จะเข้า วิชาที่ต้องเลือก งานที่กำลังดูๆ อยู่...

คริสเตียนควรจะกลัววิญญาณมั้ย?

คริสเตียนควรจะกลัววิญญาณมั้ย?

WRITER: แอคเนส ลี ต้นฉบับภาษาอังกฤษจาก YMI TRANSLATOR/EDITOR: ทิพย์สุพร ชาน ในฐานะที่ฉันเป็นคนค่อนข้างขี้กลัว ฉันมักจะกระวนกระวายใจและหวาดกลัวทุกครั้งเมื่อถึงเดือนแห่งเทศกาลสารทจีน (เดือนที่ 7 ของจีน) บางคนเชื่อว่าในวันแรกของเดือนที่เจ็ด...

4 บทเรียนที่ความล้มเหลวสอนเรา

4 บทเรียนที่ความล้มเหลวสอนเรา

WRITER: เอเลน บาร์จ ต้นฉบับภาษาอังกฤษจาก YMI TRANSLATOR/EDITOR: นฤมล บางทราย มีหลายวิธีที่เราจะล้มเหลวฉันล้มเหลวที่จะอ่านพระคัมภีร์ในทุกๆ วันฉันล้มเหลวในการบอกความจริงกับพ่อแม่ บางครั้งฉันล้มเหลวที่จะคุยกับคนที่ทำให้ฉันอึดอัดและรำคาญใจด้วยความเมตตา...

Share This