fbpx
WRITER: ฮานส์ แอนโทนี ต้นฉบับภาษาอังกฤษจาก YMI
TRANSLATOR: ศุภิสรา เจริญศรีศิลป์
EDITOR: ฤกษ์สิน เขมสุนทร

ฉันเริ่มคบกับเขาในเดือนมีนาคมปี 2010 เราสองคนพบกันในชั้นเรียนที่มหาวิทยาลัย เขาเติบโตขึ้นมาในครอบครัวคริสเตียน ดังนั้นฉันจึงคิดว่าการที่เรามีความเชื่อเดียวกัน จะทำให้เราสามารถฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ ที่เข้ามาในชีวิตไปด้วยกันได้อย่างแน่นอน

ในปลายปีนั้นเอง ฉันก็ได้พบว่าฉันมีเนื้องอกในเต้านมทั้งสองข้าง ตอนนั้นฉันพึ่งจะอายุได้ 20 ปีเท่านั้น มันจึงทำให้ฉันช็อคไปเลย ฉันบอกข่าวนี้กับแฟนของฉันอย่างตรงไปตรงมา ไม่มีอะไรปกปิด ส่วนเขาก็บอกกับฉันว่าเขาเข้าใจและจะคอยอยู่เคียงข้างเป็นกำลังใจฉัน

ยังไงก็ตาม ก่อนวันผ่าตัดเพียงไม่กี่วันเขาโทรหาฉันและบอกว่า หลังจากที่แม่ของเขารู้ว่าฉันมีเนื้องอก แม่ของเขาก็บอกให้เขาเลิกกับฉันทันที แม่ของเขากังวลว่าในวันหนึ่งถ้าฉันแต่งงานกับเขา ฉันอาจจะเป็นมะเร็งและจะใช้เงินของลูกชายเธอเพื่อรักษาจนหมด

เมื่อได้ยินแบบนั้นฉันก็ร้องไห้ และก็โกรธด้วยเช่นกัน ฉันไม่เข้าใจเลยว่าแม่ของเขาคิดแบบนั้นออกมาได้ยังไง?

ฉันไม่ได้ตอบโต้อะไรกับเขา ได้แต่เก็บมันลึกปิดตายเอาไว้ในใจ แม้แต่พ่อกับแม่ฉันก็ไม่ได้บอกอะไรและสมองของฉันก็ยุ่งเหยิงมากตอนที่ต้องเผชิญหน้ากับการผ่าตัด

ท่ามกลางอารมณ์ความรู้สึกที่สับสนปั่นป่วนของฉันพระเจ้าทรงเมตตาให้การผ่าตัดของฉันผ่านไปด้วยดี หลังจากนั้นเมื่อฉันได้สติ ฉันก็ร้องไห้อย่างขมขื่น คำพูดของแม่เขายังคงทิ่มแทงฉัน แต่ยังไงเขาก็มาเยี่ยมฉันที่โรงพยาบาล แต่วันถัดมาเขาก็โทรมาบอกกับฉันว่า เขามาเยี่ยมฉันไม่ได้อีกต่อไปแล้วเพราะว่าแม่ของเขาห้ามไม่ให้เขามาพบเจอฉันอย่างเด็ดขาด

การอยู่ในความสัมพันธ์ที่ไม่แน่นอน

ถึงแม้ว่าแม่ของเขาจะสั่งห้าม แต่เขากับฉันก็ยังคงเจอกันอยู่บ่อยครั้ง ฉันรู้ว่าความสัมพันธ์นี้มันไม่ได้มีคุณภาพดีอีกต่อไปแล้ว แต่ในตอนนั้นฉันเองก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าความสัมพันธ์ที่มีคุณภาพดีนั้นเป็นยังไง พวกเราแอบคบกันอย่างลับๆ เป็นเวลาสามปี

ฉันรู้ว่าอนาคตของความสัมพันธ์ของพวกเรานั้นไม่แน่นอน แต่ฉันก็ติดอยู่ในสถานการณ์ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก ใจหนึ่งฉันก็ขมขื่นและเจ็บปวดกับคำพูดของแม่เขา แต่อีกใจหนึ่งฉันก็ไม่อยากจะเสียเขาไป

ฉันคิดว่าถ้าฉันเลิกกับเขา ก็คงไม่มีใครอีกแล้วที่อยากจะคบกับผู้หญิงที่ถูกตัดเต้านมทั้งสองข้างแบบฉัน

ฉันไม่อยากบอกใครเกี่ยวกับเรื่องอาการของฉันเลย เพื่อนที่รู้เรื่องอาการของฉันคะยั้นคะยอให้ฉันกินอาหารที่มีประโยชน์ ฉันกลัวว่าถ้าคนอื่นๆ รู้ก็จะพูดเหมือนที่แม่ของแฟนฉันพูดอีก

แฟนของฉันก็ยังคงลังเล เขาไม่ได้เห็นด้วยกับทุกอย่างที่แม่ของเขาพูดและก็ยังอยากคบกันฉันอยู่ แต่เขาก็ไม่อยากขัดใจแม่จนดูเหมือนไม่เคารพแม่ของเขาเช่นกัน

ในท้ายที่สุด ฉันก็ได้บอกพ่อแม่ของฉันเกี่ยวกับสิ่งที่ฉันกำลังเผชิญอยู่ พวกเขาเปิดใจรับฟังด้วยความเห็นใจ และได้แบ่งปันมุมมองของพวกเขาว่า แม่ของแฟนฉันก็อยากจะให้ลูกชายของเขาได้สิ่งที่ดีที่สุด และมันก็ไม่ได้เป็นเรื่องที่ไม่มีเหตุผลไปทั้งหมด พ่อแม่ของฉันแนะนำว่าฉันควรเลิกกับเขา

ทั้งหมดทั้งมวลนี้ส่งผลให้ความสัมพันธ์ของฉันกับพระเจ้าห่างเหิน ฉันรู้สึกไม่ติดสนิทกับพระองค์และไม่มีสันติสุขเอาเสียเลยถึงแม้ว่าฉันจะยังอธิษฐานอยู่ก็ตาม ฉันไม่ได้รู้สึกถึงการทรงสถิตอยู่ของพระองค์ในชีวิตของฉันเลย มีบางอย่างข้างในใจที่เตือนฉันให้ตัดสินใจในเรื่องความสัมพันธ์นี้ แต่ฉันก็ยังคงฝืนที่จะเก็บความสัมพันธ์ที่ไม่มั่นคงของฉันกับแฟนต่อไป ไม่ว่าเราจะทะเลาะกันมากแค่ไหนก็ตาม

พระเจ้าเยียวยาใจที่แตกสลายของฉัน

วันหนึ่ง แฟนของฉันบอกว่าเขาจะต้องไปเจอคนๆ หนึ่ง เขาและคนๆ นั้นได้ไปต่างจังหวัดด้วยกันในช่วงนั้น พวกเขาไปกันแค่สองคนเท่านั้น และนั่นทำให้ความสัมพันธ์ของเรามาถึงจุดจบ

ฉันจมตัวเองอยู่กับความทุกข์และน้ำตา ฉันรู้สึกไร้ค่าและรู้สึกเหมือนแทบจะเป็นบ้า จากนั้นฉันได้เข้าหาเพื่อนๆ ที่เป็นคริสเตียน และนี่เป็นครั้งแรกเลยที่ฉันได้พูดระบายทุกๆ อย่างกับพวกเขา และในคืนนั้นเอง ฉันก็ได้ร้องไห้ต่อพระเจ้าและร้องขอความช่วยเหลือจากพระองค์จริงๆ

เมื่อฉันได้ร้องระบายทุก ๆ อย่างต่อพระเจ้า พระเจ้าก็ได้เตือนใจฉันด้วยสดุดี 34:18 “พระยาห์เวห์ทรงอยู่ใกล้ผู้ที่ใจแตกสลาย และทรงช่วยผู้สิ้นหวัง” ฉันรู้สึกว่าพระเจ้าพูดกับฉันผ่านขัอพระคัมภีร์นี้ พระองค์ถามฉันว่า “ลูกสาวของพ่อ เจ้าเชื่อใจเราไหม? เราเป็นพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ และมีสิทธิอำนาจเหนือทุกๆ สิ่ง”

จริงๆ แล้ว นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ฉันสัมผัสได้ว่าพระเจ้าพูดกับฉันแบบนี้ แต่ก่อนหน้านั้นฉันกลัวที่จะต้องเชื่อฟังพระองค์และต้องเลิกรากับแฟนของฉันไป แต่ตอนนี้ฉันได้ยอมจำนนต่อพระเจ้าอย่างสิ้นเชิงแล้ว ฉันตระหนักได้ว่าในโลกนี้ ไม่ว่าใครก็สามารถทิ้งเราไปได้ แต่มีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่เราสามารถเชื่อใจและพึ่งพิงได้อย่างแท้จริง นั่นก็คือพระเยซู

ยังไงก็ตาม ในสัปดาห์ถัดมา ฉันก็ยังคงทำใจไม่ได้ ฉันรู้สึกรวดร้าว ไม่ใช่แค่เพราะการเลิกรากับแฟนอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังเป็นเพราะว่าฉันรู้สึกไร้ค่า ฉันกลัวว่าผู้ชายคนอื่นๆ จะรังเกียจผู้หญิงแบบฉัน คำพูดของแม่แฟนเก่าของฉันยังคงตามมาหลอกหลอน ความโศกเศร้ายังคงท่วมท้นฉันเมื่อฉันอยู่คนเดียวในที่ทำงาน และฉันก็ร้องไห้ได้แม้ตอนกลางวันแสกๆ

แต่พระเจ้าก็ยังคงเสริมกำลังฉันอยู่เสมอ เมื่อฉันอธิษฐานต่อพระองค์ฉันรู้สึกได้ถึงสันติสุข บางทีพระองค์อาจจะมอบกำลังให้กับฉันเพื่อที่ฉันจะสามารถให้อภัยต่อบรรดาคำพูดที่แสนเจ็บปวดที่ฉันกำลังจมอยู่กับมันก็เป็นได้ ความเจ็บปวดต่างๆ ที่ฉันเคยเผชิญมานั้นส่งผลต่อความรู้สึกของฉันน้อยลงๆ ในแต่ละวัน

พระเจ้าช่วยใหัฉันปล่อยวางความโศกเศร้า ให้อภัยคนที่เคยทำร้ายฉัน และเชื่อวางใจพระองค์ได้อย่างหมดหัวใจ

สันติสุขและความชื่นชมยินดีที่พระเจ้ามอบให้กับฉัน ทำให้ฉันไม่ต้องกังวลว่าคนอื่นจะคิดยังไงกับฉันอีกต่อไป ในทางกลับกัน ฉันเลือกที่จะเปลี่ยนจุดสนใจไปยังสิ่งที่พระเจ้าอยากให้ฉันทำ และฉันก็ได้เรียนรู้ที่จะเพิกเฉยต่อพวกคำวิจารณ์ที่บ่อนทำลายฉัน

ฉันได้สัมผัสว่าพระเจ้าดีต่อฉันมากขนาดไหน ไม่ใช่ว่าเพราะทุกๆ อย่างในชีวิตของฉันผ่านไปได้อย่างราบรื่น แต่เป็นเพราะพระเจ้าคอยอยู่ข้างๆ ฉันเสมอ จากประสบการณ์นี้ พระองค์ได้ช่วยเหลือให้ฉันเติบโตขึ้น พระองค์สอนฉันไม่ให้เอาแต่จดจ่อแสวงหาความรักจากมนุษย์ แต่แสวงหาความรักของพระองค์ พระองค์ช่วยให้ฉันให้อภัยคนอื่นๆ รอบข้างฉันได้ โดยตระหนักถึงการที่พระองค์ให้อภัยต่อบาปของฉัน พระองค์ได้สอนให้ฉันอธิษฐานในเวลาที่มีความยากลำบากในชีวิต พระองค์ไม่เพียงแต่ช่วยฉันในเวลาที่ฉันมีปัญหาเรื่องแฟนเก่าเท่านั้น แต่พระองค์ช่วยเหลือฉันอย่างต่อเนื่องในชีวิตประจำวันและงานที่ฉันทำอีกด้วย

ฉันได้เรียนรู้ว่าไม่ว่าฉันจะหลงหายไปจากพระเจ้าไกลแค่ไหน พระองค์ก็ไม่เคยละทิ้งหรือทอดทิ้งฉันเลย(ฮีบรู 13:5) พระองค์ยอมรับในตัวฉันเสมอในทุกเวลาเมื่อฉันเข้ามาหาพระองค์และขอให้พระองค์ยกโทษให้สำหรับความผิดบาปที่ฉันเคยทำ

มีเพียงพระเจ้าเท่านั้นที่สามารถมอบความชื่นชมยินดีที่แท้จริงได้ ไม่ใช่แค่เพียงความรื่นเริงใจชั่วคราวที่วันนี้มีและพรุ่งนี้ก็หายไป ไม่ว่าเราจะเผชิญกับปัญหาอะไร ไม่ว่าเราจะได้รับความเจ็บช้ำหรือการถูกปฏิเสธมาสักเท่าไหร่ในอดีต เราสามารถเข้ามาหาพระเยซูและอธิษฐานต่อพระองค์ได้ เราสามารถเชื่อวางใจพระองค์สำหรับอนาคตของเรา ถึงแม้ว่าทุกอย่างจะไม่ได้เป็นเหมือนที่เราอยากให้เป็น เราก็ยังสามารถฝากความหวังของเราไว้กับพระองค์ต่อไปได้ และเมื่อเราใช้ชีวิตอยู่กับพระองค์ ชีวิตของเราจะเป็นชีวิตที่ไม่ขาดสิ่งใดเลย

YOU MAY ALSO LIKE

เสียงของพระเจ้าท่ามกลางความวิตกกังวล

เสียงของพระเจ้าท่ามกลางความวิตกกังวล

WRITER: เคลวิน วู ต้นฉบับภาษาอังกฤษจาก YMI TRANSLATOR: ศุภิสรา เจริญศรีศิลป์ EDITOR: ฤกษ์สิน เขมสุนทร ผมจะทำอะไรดีหลังเรียนจบ? ผมจะหางานอะไรทำดี?ผมควรจะเริ่มทำอะไรที่เป็นของตัวเองไหม? ผมควรจะเรียนต่อรึเปล่า? ตอนนี้เหมาะหรือยังที่จะเริ่มมีความสัมพันธ์กับใครสักคน?...

5 วิธีในการจัดการกับความเครียด

5 วิธีในการจัดการกับความเครียด

WRITER: ฮานส์ แอนโทนี ต้นฉบับภาษาอังกฤษจาก YMI TRANSLATOR/EDITOR: ทิพย์สุพร ชาน “ปัญหาเป็นสัญลักษณ์ของการมีชีวิต” จริงหรือ? ตราบเท่าที่เรายังมีลมหายใจเราไม่สามารถจะหลีกเลี่ยงที่จะไม่เผชิญกับปัญหาได้จริงหรือ?...

Share This