fbpx
WRITER: หัตถกิจ ศ.
EDITOR: Mustard Seed Team

มันอาจไม่ใช่เหตุผลที่ถูกต้องที่สุดที่จะเฝ้าเดี่ยว เมื่อต้องการคำชี้แนะบางอย่างจากพระเจ้า แต่เราควรจัดสรรเวลาแสวงหาพระเจ้าในทุกวันอยู่แล้ว และรู้สึกหิวพระวจนะแม้ว่าจะดูไม่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันเลยก็ตาม แต่พระเจ้าทรงน่ารักยิ่งนัก หลายครั้งเราจะพบว่าพระองค์ยินดีให้เราทำเช่นนั้น และอันที่จริง ทรงวางแผนเอาไว้ล่วงหน้าเพื่อให้คำตอบนั้นมาถึงเราในวันอันเหมาะสม

บ่ายวันหนึ่งช่วงปลายปี 2019 ผมกำลังนั่งกลุ้มใจเพราะทำอุปกรณ์เครื่องใหม่เอี่ยมของห้องแลปเสียหาย แม้ว่าจะใช้มันอย่างระมัดระวังที่สุดแล้วแต่อุบัติเหตุยังเกิดขึ้น พนักงานบริษัทที่มาติดตั้งเคยชี้แจงราคาของตัวเครื่องรวมถึงอุปกรณ์ที่ใช้คู่กันเอาไว้ ถ้าจำไม่ผิด ของชิ้นเล็ก ที่ผมทำเสียมีราคาอยู่ที่หลักหมื่นบาทเลย

ในวันเดียวกันยังมีอุบัติเหตุในห้องแลปอย่างอื่นเกิดขึ้นกับผมและงานวิจัยของผมอีก จนรุ่นพี่คนหนึ่งถึงกับพูดออกมาว่า “กลับบ้านไปทำบุญหน่อยเถอะ ดูเหมือนว่าบุญจะหมดแล้วนะ” 

“นั่นเป็นความคิดแบบคนที่ไม่ได้รู้จักพระเจ้า”

ชีวิตพวกเขาถูกแขวนอยู่บนโชคชะตาซึ่งเป็นไปตามผลจากการกระทำ แต่ความจริงแล้ว ชีวิตเราอยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้า ในเวลาแบบนี้คริสเตียนถูกสอนให้นั่งลงอธิษฐาน แสวงหาความช่วยเหลือจากพระเจ้า รับฟังเสียงของพระองค์ ผมตัดสินใจนั่งลงเฝ้าเดี่ยว และอ่านพระวจนะผ่าน ‘มานาประจำวัน’

(ถ้าคุณยังไม่เคยอ่าน มานาประจำวันเป็นข้อพระคัมภีร์และบทความสั้นๆ ที่ช่วยย่อยพระคัมภีร์เหล่านั้นให้คุณเข้าใจได้ง่ายขึ้น ส่งตรงถึงคุณวันต่อวัน เป็นอาหารฝ่ายวิญญาณที่จะทำให้เติบโตขึ้นในทางของพระเจ้า)

หัวข้อในวันนั้นคือ “การขอบคุณที่จริงใจ” เมื่ออ่านจบผมขมวดคิ้วเล็กน้อย ไม่แน่ใจว่าเข้าใจถูกต้องทั้งหมดหรือไม่ เหมือนกับว่า ให้เราเรียนรู้ที่จะขอบพระคุณพระเจ้าสำหรับทุกสิ่ง? โดยมีคำว่า “อย่างจริงใจ” กำกับเอาไว้ด้วย

ผมตระหนักได้ว่าบทเฝ้าเดี่ยวในวันนี้มีมาถึงผมอย่างตั้งใจ แต่…มันง่ายไปไหมนะ? คริสตจักรสอนเรื่องประมาณนี้มาตั้งนานแล้ว เป็นเรื่องง่ายสำหรับผมที่จะก้มศีรษะลงในบ่ายวันนั้น และอธิษฐานขอบคุณพระเจ้าไม่ว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม ผมพร้อมที่จะไว้วางใจ อะไรทำนองนี้ จึงขมวดคิ้วเพราะเหตุนั้น

ผมตัดสินใจทำตามที่รุ่นพี่แนะนำ หมายถึงแค่ ‘กลับบ้าน’ นะครับ 

เพื่อไปตั้งหลักและพักผ่อนหลังจากเจอเรื่องหนักมาทั้งวัน แต่ในระหว่างที่ผมขับมอเตอร์ไซค์ออกมาใกล้จะถึงประตูมหาวิทยาลัย ยางรถเกิดระเบิดขึ้น ผมเสียหลักจนต้องจอดข้างทาง ลมยางไหลออกไปเร็วมากทำให้ขับต่อไปไม่ได้ ผมต้องเดินเข็นรถไปอีกไกลภายใต้แดดยามบ่ายของประเทศไทย 

ยอมรับว่าโมโหอยู่บ้าง “อะไรมันจะต้องเจอเรื่องแย่เยอะขนาดนี้” ผมคิดในใจ พยายามระงับอารมณ์ไว้แล้วใคร่ครวญ เมื่อกี้ผมได้เอ่ยปาก “ขอบคุณพระเจ้า” ไปแล้วไม่ใช่หรือ แน่นอนว่านั่นไม่ใช่เครื่องการันตีว่าชีวิตนี้ผมจะไม่ต้องประสบความทุกข์ยากอีก แต่มันเหมือนกับว่าพระเจ้าต้องการสอนอะไรบางอย่าง และผมยังเข้าใจไม่ครบถ้วน เลยต้องมาเดินเหงื่อโชก ถ้าเช่นนั้นที่ถูกต้องคือแบบไหนหล่ะ?

บทกลอนส่งท้ายของมานาประจำวันในวันนั้นหนุนใจเราโดยตั้งเป็นคำถามเอาไว้ว่า

คุณอยากขอบคุณพระเจ้าในสิ่งใดในวันนี้ที่พระองค์ทรงสร้างไว้ การเขียนคำอธิษฐานขอบพระคุณช่วยสร้างเสริมวิญญาณของการขอบพระคุณในทุกสถานการณ์ได้อย่างไร

เมื่อเหนื่อยเต็มทน ผมได้เงยหน้ามองท้องฟ้าระหว่างที่พักหายใจหอบ คือผมเป็นคนชอบดูท้องฟ้าครับ ไม่ว่าอากาศจะหม่นหรือสดใส ทุกครั้งที่ดูจะรู้สึกถึงฝีพระหัตถ์อันยิ่งใหญ่ของพระเจ้า

เดี๋ยวก่อนนะ! รู้สึกได้ถึง – ฝีพระหัตถ์ – อันยิ่งใหญ่ – ของพระเจ้า อย่างนั้นหรือ?

ที่ข้างถนนผมได้เปล่งเสียงหัวเราะออกมา ไม่ใช่คลั่งเพราะอากาศร้อน แต่ผมประทับใจที่พระเจ้าใช้วิธีอันเฉพาะเจาะจงเพื่อสื่อสารกับเราแต่ละคน เมื่อผมมองดูมัน ผมรู้สึกได้ถึงกำลังใจจากพระเจ้า ท้องฟ้าในวันนั้นสวยถูกใจผมมาก ราวกับว่าพระเจ้าตระเตรียมวินาทีนี้เอาไว้ ผมเริ่มกล่าวขอบคุณพระเจ้าสำหรับท้องฟ้าที่สวยงามนี้ แล้วพระเจ้าได้ประทานความเข้าใจในส่วนที่เหลือให้

ตลอดเวลาที่ผ่านมา ผมขอบคุณพระเจ้าในทุกกรณี เพราะพระคัมภีร์บอกไว้ให้ผมทำแบบนั้น “​..ให้​ขอบคุณ​พระเจ้า​ใน​ทุก​สถานการณ์ นี่แหละ​เป็น​สิ่ง​ที่​พระเจ้า​อยาก​ให้​คุณ​ทำ​ใน​พระเยซู​คริสต์” (1 เธสะโลนิกา 5:18) มันเป็นการกระทำด้วยความเชื่อฟังก็จริง แต่ยังไม่ได้ออกมาจากความจริงใจ เพราะลึกๆ แล้วผมยังไม่ได้เข้าใจว่า “ต้องขอบคุณพระเจ้าสำหรับสิ่งใดในวันเวลาที่ไม่น่าชื่นชมแบบนี้?” แต่ท้องฟ้าในวันนั้นทำให้ผมรู้ ท้องฟ้าที่พระเจ้าทรงสร้างไว้ให้เราได้ชื่นชม ท้องฟ้าที่แสดงถึงพระสิริของพระเจ้า ว่าพระองค์ยังทรงปกคลุมและครอบครอง

“แต่พระเจ้ายังครอบครอง ยังทรงครอบครองอยู่เป็นนิตย์ … บรรดาผู้ที่รู้จักพระนามของพระองค์ก็วางใจในพระองค์ …” (สดุดี 9:7,10)

ในระหว่างที่ยังเพ่งมองท้องฟ้า ผมจึงได้กล่าวขอบคุณพระเจ้าและสารภาพความรู้สึกที่มีต่อพระองค์ออกมา

“ขอบคุณนะครับ ที่ผมมีพระองค์”

ผมอาจรู้จักคำว่า ไว้วางใจอยู่แล้ว ในฐานะที่พระองค์เป็นพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ แต่การได้เรียนรู้ที่จะจริงใจในคำขอบคุณเนื่องด้วยความวางใจนั้น ทำให้ผมรู้สึกเข้าใกล้คำว่า “สนิทสนม” กับบุคคลหนึ่งซึ่งเขามีตำแหน่งเป็นพระเจ้า 

และนั่นคือพระพรที่ผมได้รับผ่านการเฝ้าเดี่ยว

YOU MAY ALSO LIKE

7 วิธีง่ายๆ เพื่อค้นพบสันติสุขในจิตใจ

7 วิธีง่ายๆ เพื่อค้นพบสันติสุขในจิตใจ

WRITER: YMI TRANSLATOR: Gift Natthanan EDITOR: Mustard Seed Team แค่การไถหน้าจอมือถือ 4-5 ครั้งก็เพียงพอที่จะนำเราให้เกิดคำถามที่สิ้นหวังแบบเดิมๆ ว่า สันติสุขอยู่ที่ไหน? การไม่เกิดผล ความขัดแย้ง คำวิพากษ์วิจารณ์ ความแตกแยก ความวุ่นวาย มีแต่เสียงรบกวนเต็มไปหมด...

ความรักที่ไม่ได้มาจากฉัน

ความรักที่ไม่ได้มาจากฉัน

WRITER: พลอย EDITOR: Mustard Seed Team บ่อยครั้งที่สมองกับหัวใจของฉันทำงานร่วมกันอย่างเป็นเหตุเป็นผล เมื่อผ่านการคิด วิเคราะห์ พิจารณาต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว สมองจะสั่งการ และหัวใจเห็นพ้อง จึงปรากฎออกมาเป็นการกระทำ...

5 สิ่งที่พึงกระทำ อย่าละเลยเมื่อเราเกิดความสงสัย

5 สิ่งที่พึงกระทำ อย่าละเลยเมื่อเราเกิดความสงสัย

WRITER: ต้นฉบับภาษาอังกฤษจาก YMI TRANSLATOR: Pornsura Lowachirahut EDITOR: วิวรรธน์ ศรีธนางกูร คุณเคยมีคำถามเกี่ยวกับความเชื่อของคุณบ้างหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นคำถามในด้านศาสนศาสตร์ เช่น พระเจ้าทรงสร้างโลกอย่างไร ไปจนถึงความรู้สึกสงสัย เป็นต้น ว่าพระเจ้าทรงรักฉันจริงๆ...

Share This