fbpx
WRITER: ต้นฉบับภาษาอังกฤษจาก YMI
TRANSLATOR: Pornsura Lowachirahut
EDITOR: วิวรรธน์ ศรีธนางกูร

คุณเคยมีคำถามเกี่ยวกับความเชื่อของคุณบ้างหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นคำถามในด้านศาสนศาสตร์ เช่น พระเจ้าทรงสร้างโลกอย่างไร ไปจนถึงความรู้สึกสงสัย เป็นต้น ว่าพระเจ้าทรงรักฉันจริงๆ หรือ?

เราทำอย่างไรต่อคำถามหรือข้อสงสัยเหล่านี้  เราปัดมันไปข้างๆ โดยหวังว่าถ้าเราไม่ใส่ใจต่อคำถามเหล่านั้น มันก็คงจะไม่สามารถสั่นคลอนรากฐานอันมั่นคงในความเชื่อของเรา เราปล่อยให้มันบ่มเพาะความรู้สึกผิดภายในใจเราอยู่หรือไม่  ท้ายที่สุดแล้วเราเป็นใครที่จะสงสัยพระเจ้าได้

ความสงสัยไม่ใช่สิ่งที่ผิดสำหรับคริสเตียน พวกเราต้องมีคำถามไม่วันใดก็วันหนึ่ง สิ่งที่สำคัญคือว่าเราจะจัดการกับมันอย่างไรต่างหาก

 

1. ยอมรับมัน

หายใจเข้าลึกๆ ความสงสัยเกิดขึ้นได้แม้กระทั่งกับบุรุษและสตรีแห่งความเชื่อทุกยุคทุกสมัย ตลอดช่วงระยะเวลาในประวัติศาสตร์ โมเสส ฮันนา ดาวิด โยบ และเหล่าสาวกของพระเยซู

อันที่จริงในพระธรรมสดุดีเต็มไปด้วยผู้คนที่ร้องทูลต่อพระเจ้าเนื่องมาจากการที่พวกเขา พบเห็นความอยุติธรรมหรือการที่พวกเขาถูกกระทำโดยมิชอบ ตัวอย่างเช่น ในพระธรรมสดุดีบทที่10 ผู้เขียนเริ่มต้นว่า “ข้าแต่พระยาห์เวห์ ไฉนทรงยืนอยู่ห่างไกล ไฉนจึงซ่อนพระองค์เสียในยามลำบาก”

ถ้าพระธรรมสดุดีซึ่งเป็นพระธรรมเกี่ยวกับการอธิษฐานสามารถตั้งคำถามต่อพระเจ้าได้ เราก็สามารถทำได้เช่นกัน ความสงสัยไม่ได้หมายความว่าเราเป็นคริสเตียนที่แย่ เพราะในการตั้งคำถาม เรากำลังคิดใคร่ครวญเกี่ยวกับความเชื่อของเราอย่างจริงจัง และดังที่ยากอบย้ำเตือนเราว่า การทดสอบความเชื่อ ไม่ว่าในด้านกายภาพหรือในด้านศาสนศาสตร์ “ทำให้เกิดความทรหดอดทน” (ยากอบ 1:3)

2. มอบไว้กับพระเจ้า

หากเรามีความสงสัยว่าพระเจ้าเป็นใคร และความสัมพันธ์ระหว่างเรากับพระองค์เป็นอย่างไร สิ่งที่เราควรทำเป็นอย่างยิ่งคือเข้าหาพระเจ้าและมอบความสงสัยเหล่านั้นไว้กับพระองค์

บางเวลา เราอาจจะรู้สึกว่าพระองค์ทรงอยู่ไกลจากเรา หรือเราอาจรู้สึกผิดที่สงสัยพระองค์ หรือรู้สึกเหมือนว่าคำถามเหล่านั้นถาโถมใส่เรา จนกระทั่งเราไม่รู้ว่าจะอธิษฐานอย่างไร อย่างไรก็ตาม เราก็ยังสามารถอธิษฐานได้

ถ้าหากเราไม่รู้ว่าจะอธิษฐานอย่างไรให้เราเริ่มต้นโดยตามแบบชายผู้ซึ่งทูลขอให้พระเยซูรักษาลูกชายที่กำลังเจ็บป่วย ซึ่งปรากฏในพระธรรมมาระโกว่า “ข้าพเจ้าเชื่อ และขอโปรดช่วยในส่วนที่ขาดอยู่ด้วยเถิด” (มาระโก 9:24) ถึงแม้ว่าเราเป็นผู้เชื่ออยู่แล้ว แต่ก็เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับเราที่ต้องได้รับการเพิ่มเติมความเชื่อและความเข้าใจจากพระเจ้าว่า พระองค์ทรงเป็นผู้ใด

3. อย่าแบกรับไว้คนเดียว

มีใครในคริสตจักรหรือในครอบครัวที่เราไว้วางใจได้ทั้งในฐานะเพื่อนและผู้เชื่อที่เข้มแข็งบ้างไหม เคยแบ่งปันกับพวกเขาถึงสิ่งที่เรามีคำถามหรือไม่ หากมีบางเรื่องที่เรากำลังสงสัยอยู่ ลองบอกเล่ากับคนที่เราไว้ใจ เขาอาจจะช่วยคลายความสงสัยนั้นได้

เป็นไปได้ว่าเพื่อนของเราอาจเคยมีคำถามเช่นเดียวกันกับเรา และสามารถนำเสนอมุมมองที่แตกต่างออกไปได้ แต่ก็เป็นไปได้เช่นกันว่าเพื่อนของเราอาจไม่มีคำตอบสำหรับคำถามนั้นให้กับเรา นั่นเป็นเรื่องปกติ เราต้องการบางคนที่เต็มใจรับฟังในระหว่างที่เราพยายามหาคำตอบในบางสิ่งที่สงสัย และเดินไปกับเราผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้มากกว่าการได้รับคำตอบที่รวดเร็วหรือคำพูดที่ซ้ำซากจำเจ

4. อยู่กับมันให้ได้

ความสงสัยแทบจะไม่เคยหายไปชั่วข้ามคืน เราจะอยู่กับมันอย่างไรในระหว่างที่เรามีความสงสัยเกี่ยวกับความเชื่อของเรา 

สิ่งหนึ่งที่บรรดาผู้เขียนพระธรรมสดุดีทำ แม้ในเวลาที่จิตวิญญาณของพวกเขาถดถอยและไม่สงบ พวกเขายังคงสรรเสริญพระเจ้าเรื่อยไป (สดุดี 42:5) ในทำนองเดียวกัน เราอาจจะกำลังเผชิญกับคำถามมากมาย ความรู้สึกต่างๆ อาจจะถาโถมใส่จนเราแทบจะรับมือไม่ไหว แต่กระนั้น เราก็ยังสามารถสรรเสริญพระเจ้าได้ ไม่ว่าจะโดยการอ่านพระธรรมสดุดีด้วยเสียงอันดัง ร้องเพลงนมัสการพระเจ้า (หรือเปิดฟังคลอๆ ไป) รวบรวมสิ่งดีๆ เพื่อที่เราจะสามารถขอบคุณพระเจ้าได้แม้ในช่วงเวลาที่เรากำลังต่อสู้ทางฝ่ายวิญญาณ

การสรรเสริญพระเจ้าเช่นนี้ไม่ได้ขจัดความสงสัยหรือคำถามของเรา แต่จะช่วยยึดเราให้อยู่ในความดีงามของพระเจ้าอย่างมั่นคง

5. ให้มันเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตคุณ

ท้ายนี้ ถ้าเราเอาชนะความสงสัยได้แล้ว ถ้ากระบวนการเหล่านั้นนำมาซึ่งความเข้าใจที่ลึกซึ้ง และเต็มล้นยิ่งขึ้นแก่เราเกี่ยวกับสิ่งที่พระคัมภีร์สอนและสิ่งที่มีความหมายต่อชีวิตของเรา จงเต็มใจที่จะแบ่งปันให้ผู้อื่นได้รู้ด้วย 

การแบ่งปันความรู้หรือมุมมองใหม่ๆ ที่เราเพิ่งค้นพบอาจจะเป็นประโยชน์แก่พี่น้องในครอบครัว ของพระคริสต์ ต่อความสงสัยและคำถามที่พวกเขาเผชิญอยู่ แต่แน่นอนว่าการแบ่งปันเรื่องความสัตย์ซื่อของพระเจ้าที่พระองค์ทรงมาทันเวลาในขณะที่เราอยู่ท่ามกลางความสงสัยหรือการพยายามอย่างมากที่จะหาคำตอบ จะเป็นคำพยานที่มีชีวิตว่าพระคุณของ พระองค์มีเพียงพอสำหรับเราอย่างไรที่พระองค์ทรงนำเราผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากไปได้ (2 โครินธ์ 12:9)

ถ้าเราเข้าหาพระเจ้าพร้อมกับการนำความสงสัยมาร้องทูลต่อพระองค์แทนที่จะปล่อยให้มันพาเราออกห่างจากพระองค์ คำถามของเราและการพยายามหาคำตอบจะสามารถเป็นจุดเริ่มต้นของความเชื่อที่แข็งแกร่งและมั่นคงยิ่งขึ้นอย่างแน่นอน

YOU MAY ALSO LIKE

เมื่อฉันมีความวิตกกังวลแล้ว ฉันยังวางใจพระเจ้าได้ไหม?

เมื่อฉันมีความวิตกกังวลแล้ว ฉันยังวางใจพระเจ้าได้ไหม?

WRITER: แมเดลีน เกรซ ชคูลฟีลด์ ต้นฉบับภาษาอังกฤษจาก YMITRANSLATOR: ปาลีญา ธนาวัฒนเจริญEDITOR: ธนากร พูลสินกูล ฉันรู้สึกราวกับว่ามีผ้าห่มผืนใหญ่ทับอยู่บนอกของฉัน เมื่อฉันลองหายใจลึกๆ เข้าไปในปอดและพยายามไอออกมาด้วยความรู้สึกแสบ...

ชีวิตที่ถูกซ่อนไว้จากความจริง

ชีวิตที่ถูกซ่อนไว้จากความจริง

TRANSLATOR: เจ.ที.เอ็ม.EDITOR: Mustard Seed Team คุณเคยทำตัวเองหล่นหายไหม รู้สึกโกรธตัวเองและต่อว่าตัวเองซ้ำแล้วซ้ำอีกจากความผิดพลาดในชีวิตบ้างไหม หรือถามตัวเองว่าฉันเกิดมาทำไม หรือรู้สึกว่าโลกนี้มันไม่ได้มีที่ยืนสำหรับฉันเลย ความเจ็บปวดหรือความรู้สึกไร้ค่าเหล่านี้...

ถ้าการเป็นคริสเตียนไม่ได้ช่วยอะไรฉันล่ะ?

ถ้าการเป็นคริสเตียนไม่ได้ช่วยอะไรฉันล่ะ?

WRITER: อัลวิน โธมัส ต้นฉบับภาษาอังกฤษจาก YMITRANSLATOR: ณัฐพร ชังเจริญEDITOR: ธัญธร จันทสุทธิบวร สวัสดีเพื่อนๆ ทุกคน ผมอยากจะเริ่มต้นโดยการบอกว่า ผมเข้าใจความรู้สึกของคุณนะ คงมีหลากหลายเหตุผลเลยทีเดียวที่ว่าการเป็นคริสเตียนอาจไม่ตอบโจทย์...

Share This