09/02/2023
4 คำถามที่ต้องถามตัวเองก่อนตกลงปลงใจในความสัมพันธ์
ARTIST: Mustard Seed x Mel
ARTWORK TYPE/MEDIUM: Ilustration
การแต่งงานเป็นสิ่งที่ฉันต้องการมาโดยตลอดตั้งแต่อายุยังน้อย ตั้งแต่ฉันได้เห็นพ่อแม่และปู่ย่าตายายว่าการได้แต่งงานนั้นเป็นเช่นไร ความรักที่ยั่งยืนและทุ่มเทของพวกท่านพร้อมด้วยความมั่นคงที่พระเจ้าทรงเป็นศูนย์กลางของชีวิตคู่นำมาซึ่งความสามารถในการรัก การยอมรับ และการเสียสละในครอบครัว สิ่งเหล่านั้นเป็นสิ่งที่โดดเด่นมากสำหรับฉัน ไม่มีครอบครัวหรือการแต่งงานใดที่สมบูรณ์พร้อม แต่ความพยายามอย่างตั้งใจที่จะรักและรับใช้กันและกันโดยมีพระเจ้าเป็นศูนย์กลางนั่นแหละที่ทำให้การอภัยและการคืนดีเป็นไปได้
ฉันต้องยอมรับว่าปีแล้วปีเล่าที่ต้องเป็นโสด (อย่างเลี่ยงไม่ได้) เป็นช่วงเวลาที่ยากสำหรับฉัน จากช่วงวัยรุ่นสู่วัยสาว ฉันมั่นใจว่าตัวฉันมีอะไรบางอย่างที่ ‘ผิดปกติ’ และนั่นทำให้ฉันเป็นคนที่ไม่สามารถ ‘เดต’ ด้วยได้ ฉันคิดว่าบางทีฉันอาจดูทะมัดทะแมงมากเกินไป เฉลียวฉลาดมากเกินไป กระทั่งมีความกระตือรือร้นในความเชื่อมากเกินไป
ฉันรู้สึกขอบคุณจริงๆ ที่ฉันไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องการแต่งงาน แต่พระเจ้าเป็น เพราะไม่ว่าจะคิดอย่างไรก็ตาม การแต่งงานนั้นเป็นความคิดของพระองค์ ฉันรู้สึกขอบคุณสำหรับคำแนะนำและคำอธิษฐานของเหล่าที่ปรึกษาและพี่น้องในพระคริสต์ ที่บอกฉันว่าอย่าด่วนลงหลักปักฐานกับคนที่ดีรองลงมาแต่ต้องเป็นคนที่ดีที่สุด ให้อธิษฐานอย่างเฉพาะเจาะจงในเรื่องของคู่ครอง ให้จำไว้เสมอว่าพระเจ้ารักฉันและพระองค์รู้ความต้องการของฉันในชีวิตคู่ และให้วางใจในวันเวลาและการจัดเตรียมของพระองค์
ในขณะที่ฉันเป็นโสดอยู่นั้น มีคำถามมากมายที่ฉันเคยลองถามตัวเอง และในตอนนี้ ฉันที่เพิ่งได้เริ่มต้นความสัมพันธ์เป็นครั้งแรกก็รู้สึกดีใจมากที่ได้ใช้เวลาใคร่ครวญถึงคำถามเหล่านั้นอย่างจริงจัง
1. เป้าหมายในความสัมพันธ์ของฉันคืออะไร
ตอนแรก ฉันต้องการความสัมพันธ์ที่โรแมนติกและการแต่งงานเพื่อที่จะได้รู้สึกว่าฉันนั้น “ปกติ” ท่ามกลางเพื่อนๆ และเพื่อได้รับความสนใจเป็นพิเศษ ในท้ายที่สุดฉันเพิ่งเรียนรู้ว่าเป้าหมายต่างๆ เหล่านี้นั้นเล็กเกินกว่ามุมมองของพระเจ้า
ในซีรีส์คำเทศนาเรื่องชีวิตคู่ Timothy Keller กล่าวว่า เป้าหมายสูงสุดของการแต่งงานทางโลกคือการนำมาซึ่งความบริสุทธิ์ทางจิตวิญญาณ (spiritual refinement) เพื่อสามีและภรรยาจะช่วยเหลือกันและกันให้เป็นเหมือนอย่างพระคริสต์มากยิ่งขึ้น จนกว่าจะถึงวันที่ทั้งคู่ได้กลับคืนสวรรค์
ด้วยความช่วยเหลือของข้อความข้างต้น รวมถึงหนังสือ คำเทศนา และพอดแคสต์เกี่ยวกับความสัมพันธ์และชีวิตคู่ ฉันจึงได้ใคร่ครวญถึงเป้าหมายในความสัมพันธ์ของฉันใหม่ ดังนี้
- เพื่อเราทั้งคู่จะได้รักและถวายงานรับใช้พระเจ้ามากขึ้นด้วยกัน – ถึงแม้ตอนนี้ฉันเองก็กำลังรับใช้พระเจ้าอยู่ และนั่นจะเป็นการดีมากยิ่งขึ้นเมื่อทั้งฉันและสามีในอนาคตของฉันจะได้ร่วมรับใช้เคียงข้างกันและกันเพื่อแผ่นดินของพระองค์
- เพื่อจะได้เรียนรู้มุมมองที่โรแมนติกของพระเยซู – ฉันรู้จักพระเยซูในฐานะเพื่อนและรู้จักพระเจ้าในฐานะพระบิดามาระยะหนึ่งแล้ว และฉันเองก็อยากรู้จักพระองค์ในฐานะคนรักด้วย เพื่อให้การแต่งงานในโลกของฉันส่องทางให้เห็นถึงความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของพระคริสต์และเจ้าสาวของพระองค์ ซึ่งก็คือคริสตจักร
2. ฉันจะอยากเดตกับตัวเองไหม?
ในขณะที่ฉันอธิษฐานกับพระเจ้าถึงสามีในอนาคตฉันก็พบว่า มีลักษณะบางประการใน ‘ลิสต์’ ของฉันที่ยังคงเหมือนเดิมเป็นเวลาหลายปี ในแง่ของ:
- ความเชื่อ : มีความสัมพันธ์ที่กระตือรือร้นกับพระเจ้า รู้เป้าหมายของชีวิตเขาเอง เป็นผู้นำฝ่ายวิญญาณของครอบครัวเราได้
- ลักษณะการเข้าสังคมหรือบุคลิก : เป็นคนตลก เป็นผู้ฟังที่ดี คุยได้ทุกเรื่อง จริงใจ ให้เกียรติและดูแลครอบครัวของเขาได้
- สุขภาพทางอารมณ์ : เป็นคนที่ยอมรับฟังคำสอน มีความรู้สึกปลอดภัยและมั่นใจในตัวเอง
- สุขภาพทางปัญญา : มีกรอบความคิดแบบเติบโต (Growth Mindset)
- มีความขยันหมั่นเพียรในการดูแลสุขภาพและรูปลักษณ์ของตัวเอง
วันหนึ่ง ขณะที่ฉันกำลังอธิษฐานถึงลิสต์เหล่านี้ในช่วงเวลาที่ฉันเฝ้าเดี่ยว ฉันก็รู้สึกว่าพระเจ้าได้สัมผัสหัวใจของฉันและตรัสว่า “แล้วเจ้าล่ะ? เจ้าเป็นเหมือนอย่างในลิสต์เหล่านี้แล้วหรือยัง?” นั่นทำฉันอึ้งไปเลย จากนั้นฉันจึงเริ่มใช้ลิสต์เหล่านั้นเสมือนกระจกที่สะท้อนตัวฉันเอง “ฉันมีความสัมพันธ์ที่มั่นคงกับพระเจ้าแล้วหรือยัง? ฉันเคารพและดูแลครอบครัวของฉันแล้วหรือยัง? ฉันเป็นคนที่สอนได้และจริงใจที่จะแบ่งปันไหม?”
จนถึงจุดหนึ่ง ฉันคิดมาตลอดว่าชีวิตของฉันจะเริ่มต้นขึ้นก็ต่อเมื่อฉันเริ่มคบกับใครสักคนและแต่งงานกับเขา
แต่ใครจะอยากคบกับฉัน ถ้าหากฉันมัวแต่รอคอยใครสักคนเพื่อที่จะ ‘เริ่มต้น’ ชีวิตของฉันเอง?
และหากว่าสามีในอนาคตของฉันมีคุณสมบัติตามนั้นจริง เขาจะไม่ได้กำลังมองหาภรรยาในอนาคตที่มีคุณสมบัติคล้ายกันอยู่หรอกหรอ?
ในวันนั้นฉันจึงอธิษฐานว่า “พระเจ้าคะ ลูกจะไม่สองมาตรฐานอีกแล้ว พระองค์ทรงให้ลูกมีความปรารถนาที่จะพบสามีในอนาคตผู้มีคุณสมบัติเหล่านี้ ขอทรงโปรดที่จะสอนให้ลูกเป็นผู้หญิงที่พระองค์ทรงพอพระทัยด้วยคุณสมบัติที่เป็นไปได้เหล่านี้ด้วย อย่าให้ลูกคาดหวังสิ่งที่ลูกไม่ได้คาดหวังในตัวเองกับผู้อื่นเลย”
3. มีที่พอสำหรับความสัมพันธ์ที่จริงจังในชีวิตของฉันหรือเปล่า?
เพื่อจะวัดดูให้แน่ใจ ฉันคิดถึงมันในลักษณะนี้ คือหากฉันจะต้องแต่งงานในเร็วๆ นี้ ฉันพร้อมหรือยังสำหรับสิ่งต่างๆ ที่จะตามมาจากการแต่งงานทั้งในทางปฏิบัติ อารมณ์ จิตวิญญาณ และการเงิน?
นั่นเป็นความคิดที่น่ากังวล แต่ฉันรู้ว่าการที่ฉันจะมีใครสักคนที่สำคัญเข้ามาในชีวิต (และก็กลายเป็นคนสำคัญในชีวิตของเขาเช่นกัน) มันจะต้องอาศัยความเป็นหนึ่งเดียวกันและการประนีประนอม และนี่คือสิ่งที่ฉันจะต้องคิดให้รอบครอบ
- ในทางฝ่ายวิญญาณ ฉันเป็นคนที่มั่นคงในการใช้เวลากับพระเจ้า และยอมให้พระองค์ทำลายความคิดที่อันตรายและนิสัยที่ไม่น่ารักของฉันแล้วหรือยัง? ฉันได้หยั่งรากในกลุ่มคนที่เข้มแข็งและอยู่ในทางของพระเจ้าที่จะช่วยให้ฉันเติบโตฝ่ายวิญญาณแล้วหรือยัง?
- ในทางปฏิบัติ ตารางเวลาของฉันจะทำให้ฉันสามารถใช้เวลาร่วมกันกับสามีในอนาคตของฉันได้ไหมในแต่ละวัน? ฉันพร้อมที่จะปรับคำมั่นสัญญาของฉันไปพร้อมกับคู่ชีวิตของฉันหรือไม่?
- ในด้านสังคมและอารมณ์ ฉันเป็นผู้ใหญ่พอและพร้อมที่จะเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงของตัวเองไหม? ฉันพร้อมไหมที่จะรับฟังเรื่องราวต่างๆ – ความสุขและปัญหาต่างๆ ของเขา?
- ในด้านการเงิน ฉันพร้อมไหมที่จะช่วยแบกภาระค่าใช้จ่ายในงานแต่งและค่าบ้านของเรา? ฉันพร้อมไหมที่จะวางแผนและคุยกันถึงเรื่องการเงินของเรา?
- ในด้านสุขภาพ ฉันพอใจในกิจวัตรการกินอาหาร การออกกำลังกาย และการนอนของตัวเองแล้วหรือยัง?
มองย้อนกลับไป ฉันรู้สึกขอบคุณพระเจ้าสำหรับวันเวลาที่ดีเยี่ยมของพระองค์ที่ทรงกระทำในหัวใจของฉัน – ทำลายกำแพง การเสพติด และวิญญาณแห่งการบ่นต่อว่า ทั้งหมดนี้อาจช่วยให้ฉันมีความสัมพันธ์ที่โรแมนติกถ้าหากฉันได้คบกับใครสักคนก่อนหน้านี้
4. ฉันกำลังบูชาเรื่องรักใคร่และการแต่งงานอยู่หรือเปล่า?
สมัยที่ยังอยู่ในมหาวิทยาลัย มีนักเทศน์ท่านหนึ่งได้แบ่งปันในกลุ่มที่มหาวิทยาลัยถึงเรื่องราวชีวิตแต่งงานของเขา เขาพูดถึงความเป็นไปได้ที่จะสูญเสียภรรยาของเขาไป (ภรรยาที่ตอนนั้นกำลังตั้งท้องลูกคนแรกของพวกเขาอยู่) ในอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นเมื่อไหร่ก็ได้
หากนั่นเกิดขึ้นจริง เขาคิดสงสัยว่าการสูญเสียนั้นจะทำให้เขาโกรธเคืองพระเจ้าและละทิ้งความเชื่อของเขาหรือไม่ ในตอนนั้นเขาก็คิดได้ว่า ทั้งภรรยาและลูกที่ยังไม่ลืมตาดูโลกของเขาล้วนเป็นของพระเจ้าอยู่ก่อนแล้ว และพระเจ้าไม่ได้ติดค้างเราใน ‘ชีวิตรักที่สุขสมชั่วนิรันดร์’ ที่เราอาจวาดหวังไว้
มันทำให้ฉันคิดถึงพระคำ “พระยาห์เวห์ประทาน และพระยาห์เวห์ทรงเอาไปเสีย สาธุการแด่พระนามพระยาห์เวห์” (โยบ 1:21) ฉันได้รับการหนุนใจจากคำพยานของศิษยาภิบาล และนั่นทำให้ฉันคิดว่า ฉันพร้อมที่จะรู้สึกเช่นเดียวกันกับแฟนของฉันไหม?
ภายในเวลาไม่ถึงเดือนหลังจากบทความหัวข้อ โอบรับของขวัญแห่งความเป็นโสด ของฉันได้ตีพิมพ์ ฉันก็ได้พบกับแฟนคนปัจจุบัน เป็นเวลาเกือบหนึ่งปีแล้วที่เราคบกัน และฉันก็ขอบคุณพระเจ้าในทุกๆ วันสำหรับเขาและสำหรับสิ่งที่พระองค์ได้กระทำในเขาเพื่อช่วยให้ความเชื่อของฉันหนักแน่นมากยิ่งขึ้น เพื่อช่วยพัฒนาทักษะชีวิตของฉัน และเพื่อเพิ่มพูนความสร้างสรรค์ในเป้าหมายของเรา
แต่บางครั้งฉันยังคงรู้สึกว่ามีบางอย่างขาดหายไปเมื่อได้เห็นเพื่อนๆ ของฉันแต่งงานเป็นฝั่งเป็นฝาและดูเหมือนว่าพวกเขากำลัง ‘ก้าวไปสู่ขั้นต่อไป’ ในชีวิต ในขณะที่ฉัน ‘ยังคงติดอยู่’ ในสถานภาพโสด
แต่ฉันก็รู้ว่า ฉันกำลังยึดความหวังและความฝันของฉันไว้กับคนบาป แถมยังหวังจะให้เขา ‘ช่วย’ ฉันให้หลุดพ้นจากชีวิตที่ ‘ไม่สมบูรณ์’ และเติมเต็มมันให้กับฉัน
พระเจ้าทรงรู้ว่าฉันรอคอยมาเนิ่นนานและเฝ้าระวังที่จะรักษาความบริสุทธิ์ของตัวเองไว้ แต่ถ้าแฟนหนุ่มของฉันจะทิ้งฉันไป ฉันจะกล่าวโทษพระเจ้าไหม? จริงอยู่ที่พระเจ้าไม่ได้ติดค้างที่จะต้องประทานแฟนหรือสามีให้กับฉัน พระองค์ไม่แม้แต่จะติดค้างชีวิตของพระองค์เองหรือการไถ่ฉันให้พ้นจากความบาปความตายเสียด้วยซ้ำ แต่ทุกสิ่งทุกอย่างนั้นล้วนมาจากพระคุณของพระองค์ หากพระเจ้าจะทรงคิดว่านั่นเป็นสิ่งที่ดีและสมควรที่ฉันจะแต่งงาน ก็ขอให้เป็นไปตามน้ำพระทัย หากพระองค์จะทรงคิดว่ามันเป็นการดีและเหมาะมากกว่าที่ฉันจะอยู่เป็นโสดเรื่อยไป ก็ขอให้เป็นไปตามน้ำพระทัย พระเจ้าทรงรู้ดีที่สุดและทางของพระองค์นั้นก็ดีกว่าและยิ่งใหญ่กว่าทางทั้งสิ้นของฉันเอง
การยอมเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในความสัมพันธ์นั้นเป็นสิ่งที่ทั้งน่าตื่นเต้นและน่าปวดหัว ฉันกำลังเรียนรู้ในทุกวันว่าการที่จะรักใครสักคนและคนๆ นั้นก็รักเราตอบเป็นเช่นไร และในขณะเดียวกันฉันก็มั่นใจว่า หากเราให้พระเจ้าทรงเป็นศูนย์กลางของความสัมพันธ์ และติดสนิทอยู่กับสังคมของพระองค์ ความสัมพันธ์ที่จะก้าวไปสู่การสมรสนั้นจะเป็นความสัมพันธ์ที่ถวายเกียรติแด่พระเจ้า และเสริมสร้างให้เราเป็นเหมือนพระเยซูมากยิ่งขึ้น
YOU MAY ALSO LIKE
สรุปปัญญาจารย์บทที่ 1-2
อ่านบทเฝ้าเดี่ยวฉบับเต็มได้ที่นี่ October 11, 2021October 12, 2021October 13, 2021October 14, 2021October 15, 2021October 15, 2021October 16, 2021October 17, 2021October 18, 2021October 19, 2021October 20, 2021October 20, 2021October 21, 2021October 22, 2021October...
เมื่อสติปัญญาไม่ได้ให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่า
เมื่อสติปัญญาไม่ได้ให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่า วันที่ 16 | พระธรรมประจำวัน 13 ข้าพเจ้าเห็นเรื่องปัญญาภายใต้ดวงอาทิตย์ และเห็นว่าเป็นเรื่องใหญ่โตดังต่อไปนี้ 14 ยังมีเมืองเล็กๆ เมืองหนึ่ง มีคนอยู่ในเมืองนั้นน้อยคน แล้วมีมหาราชามาตีเมืองนั้น และล้อมเมืองนั้นไว้...
คุณกำลังฟังใครอยู่?
คุณกำลังฟังใครอยู่? วันที่ 20 | พระธรรมประจำวัน 8 ปัญญาจารย์ว่า อนิจจัง อนิจจัง สารพัดก็อนิจจัง 9 นอกจากท่านเป็นคนมีปัญญาแล้ว ปัญญาจารย์ยังสอนความรู้ให้ประชาชนอีกด้วย เออ ท่านพิเคราะห์ ท่านค้นคว้า และท่านเรียบเรียงสุภาษิตไว้มากมาย 10 ปัญญาจารย์เสาะหาถ้อยคำที่เพราะหู...
MUSTARD SEED
Scripture quotations taken from The Holy Bible, Thai Standard Version 2011 ®
MUSTARD SEED is a part of
Our Daily Bread Ministries.
ABOUT US
We are a platform for Christian young people to ask questions about life and discover their true purpose. We are a community with different talents but the same desire to make sense of God’s life-changing word in our everyday lives.
® 2019 MUSTARD SEED . ALL RIGHTS RESERVED.
CONNECT WITH US
OUR OTHER LANGUAGES SITES
YMI (English)
WarungSaTeKaMu (Bahasa Indonesia)
雅⽶米 (Simplified Chinese)


