fbpx
WRITER: ไมเคิล ดี. เก็มมาริโน่ ต้นฉบับภาษาอังกฤษจาก YMI
TRANSLATOR: ศุภิสรา เจริญศรีศิลป์
EDITOR: Mustard Team

ผมเติบโตขึ้นในโบสถ์เพนเทคอสต์เล็กๆ เก่าแก่แห่งหนึ่งในนิวยอร์ค สหรัฐอเมริกา

การนมัสการโดยร้องเพลงฮิมทั่วๆ ไปทุกวันอาทิตย์ทำให้ผมซาบซึ้งในเพลงคลาสสิคและเพลงเก่าที่ชอบใช้เพื่อสรรเสริญพระเจ้า ผมชอบร้องเพลงที่มีเนื้อหาตรงไปตรงมาและตามหลักการของพระคัมภีร์ มีดนตรีที่เรียบง่ายและชัดเจน

ผมเริ่มคิดว่าเพลงฮิมโบราณเป็นทางเดียวที่จะสรรเสริญพระเจ้า หลังจากที่ได้รับการอวยพรอย่างมากมายผ่านการนมัสการด้วยบทเพลงเหล่านี้ ผมคิดว่าทุกๆ คนก็คงรู้สึกแบบเดียวกับผม และแน่นอนว่าผมคิดว่าพระเจ้าจะซาบซึ้งมากกว่าหากเรานมัสการพระองค์ด้วยเพลงที่ถูกแต่งโดยคนสมัยโบราณที่มีชิวิตที่บริสุทธิ์

เมื่อผมไม่ได้ฟังเพลงสมัยโบราณที่โบสถ์ในวันอาทิตย์ ผมก็ฟังเพลงสมัยใหม่ที่บ้าน มหาวิทยาลัย หรือในขณะขับรถ ผมฟังเพลงมากมายของ ฮิลล์ซอง(Hillsong), เบธเอล(Bethel), แครี่ โจบ(Kari Jobe) และวงอื่นๆ อีกหลากหลาย แต่ในขณะที่ผมกำลังเริ่มคุ้นชินกับเพลงนมัสการสมัยใหม่และมีความสุขกับการฟังเพลงเหล่านั้น ผมรู้สึกว่าผมไม่ได้ให้ความสำคัญกับเนื้อเพลงเหมือนอย่างที่ผมฟังเพลงฮิมโบราณ ผมคิดว่าคงเพราะเนื้อเพลงที่บางครั้งก็กำกวมไปบ้าง หรือเป็นเพราะทำนองที่สร้างบรรยากาศที่ขัดขวางประสบการณ์การนมัสการ ทำให้ผมโฟกัสที่ดนตรีแทนที่จะเป็นพระเจ้า ผมคิดว่าเพลงสมัยใหม่ไม่ได้ลึกซึ้งและมีความหมายเท่ากับเพลงฮิมที่ผมเคยร้องมา

เมื่อผมเข้ามหาวิทยาลัย มุมมองของผมที่มีต่อเพลงนมัสการคริสเตียนก็เปิดกว้างขึ้น ผมเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยคริสเตียนที่นมัสการแบบคาริสเมติก ทุกคนที่นี้ต้องเข้าร่วมการนมัสการระหว่างสัปดาห์ และการร้องเพลงนมัสการก็เป็นส่วนหนึ่งของการนมัสการระหว่างสัปดาห์เช่นกัน ในช่วงเวลาที่ร้องเพลง บรรยากาศแสงไฟก็จะสลัวๆ มีการเปิดไฟไฮไลท์ต่างๆ และเครื่องพ่นควันก็จะเริ่มปล่อยหมอกออกมา ไม่ใช่แค่เพียงบรรยากาศเท่านั้นที่ถูกจัดขึ้นเพื่อการนมัสการ แต่พวกเราทุกคนก็ได้รับการปลุกใจให้ขยับและเต้นไปรอบๆ ด้วย บางครั้งก็มีการโบกธงไปมาตรงทางเดินด้านข้าง เพลงนมัสการที่นี่มีจังหวะที่ตื่นเต้นและน่าสนใจกว่าบรรยากาศการนมัสการของเพลงฮิมโบราณมาก

ตอนแรกผมไม่ชอบการนมัสการแบบนี้เพราะผมคิดว่าเพลงนมัสการเหล่านี้ไม่ได้มีเบื้องหลังการแต่งขึ้นอย่างลึกซึ้งเหมือนเพลงฮิม ผมใช้เวลาสักพักกว่าจะเข้าใจว่ามันไม่ใช่แบบนั้น แต่ผมค้นพบว่าถ้าหากผมพยายามและจดจ่อที่พระเจ้า ผมก็สามารถจะมีประสบการณ์การนมัสการที่มีความหมายได้ แม้ว่าการนมัสการจะไม่ได้เป็นรูปแบบที่ผมชอบก็ตาม

ในช่วงเวลานี้ ผมเริ่มคุยกับคนอื่นๆ ทั้งคนที่ชอบการนมัสการแบบเพลงฮิมและแบบเพลงสมัยใหม่ กลุ่มคนที่ชอบเพลงโบราณวิจารณ์การนมัสการแบบสมัยใหม่ว่า “มันเหมือนเป็นคอนเสิร์ตมากกว่าการสรรเสริญพระเจ้าผู้บริสุทธิ์” และในทางกลับกันกลุ่มที่ชอบเพลงสมัยใหม่ก็พูดว่า “เพลงฮิมนั้นล้าสมัยไปแล้ว มันเป็นเพลงสำหรับคริสเตียนในยุคที่เข้มงวดและไม่ยืดหยุ่น” การได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับคนสองกลุ่มนี้ทำให้ผมได้รับความเห็นที่หลากหลาย และความเห็นเหล่านี้ก็ช่วยทำให้ทัศนคติของผมที่มีต่อรูปแบบของการร้องเพลงนมัสการนั้นกว้างขึ้นด้วย

ธรรมชาติของการนมัสการที่แท้จริง

พระคัมภีร์ได้ชี้ทางมากมายให้พวกเราเห็นเกี่ยวกับธรรมชาติของการนมัสการที่แท้จริง เมื่อพระเยซูตรัสกับหญิงคนหนึ่งที่บ่อน้ำ พระองค์ได้เปิดเผยมุมมองที่น่าสนใจว่า “…ผู้ที่นมัสการอย่างถูกต้องจะต้องนมัสการพระบิดา ด้วยจิตวิญญาณและความจริง เพราะว่าพระเจ้าทรงแสวงหาคนเช่นนั้นนมัสการพระองค์ พระเจ้าทรงเป็นพระวิญญาณ และผู้ที่นมัสการพระองค์ต้องนมัสการด้วยจิตวิญญาณและความ” (ยอห์น 4:23-24)

พระคัมภีร์ข้อนี้แสดงให้เห็นว่า พวกเราไม่ได้นมัสการพระเจ้าแค่ภายนอกเพื่อให้ผู้อื่นได้เห็น แต่พวกเราถูกเรียกให้นมัสการด้วยจิตวิญญาณและความจริง ซึ่งเป็นการให้ความสำคัญกับสิ่งภายในจิตใจ ที่สำคัญคือพวกเราต้องมีหัวใจแห่งการนมัสการ และพระเจ้าเท่านั้นที่จะมองเห็นจิตใจของคนๆ นั้น ผมอยากจะบอกทุกคนอีกครั้งว่าการนมัสการนั้นเป็นมากกว่าประเภทหรือรูปแบบของเพลงที่ร้องในโบสถ์ การนมัสการไม่ได้จำกัดเพียงแค่รูปแบบของดนตรีเท่านั้น มันครอบคลุมถึงการใช้ชีวิตทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น การทำงาน ครอบครัว งานอดิเรก และอีกมากมาย การนมัสการไม่ใช่เป็นเพียงแต่การร้องเพลงเท่านั้น

มัทธิว เฮนรี่ นักวิเคราะห์พระคัมภีร์ชื่อดังชาวอังกฤษ เคยอธิบายไว้ว่า การนมัสการที่แท้จริงนั้นลึกซึ้ง มันจะตราตรึงอยู่ในใจของผู้นมัสการและการนมัสการนั้นจะมุ่งตรงไปยังพระเจ้า เขาบอกว่าพระเยซูไม่ได้สร้างวิถีของการนมัสการให้จำกัดอยู่แค่เพียงรูปแบบของงานเฉลิมฉลองในแบบพระคัมภีร์เดิมเท่านั้น การนมัสการที่พระเยซูได้นำมาสู่โลกนี้แตกต่างจากสิ่งที่ประชาชนในสมัยนั้นคุ้นเคยมาก และการนมัสการในสมัยนั้นจะเป็นรูปแบบที่เกี่ยวข้องกับการแสดงออกภายนอกและพิธีกรรมมากกว่า ไม่ใช่เรื่องของส่วนตัวและท่าทีภายในจิตใจ

เมื่อเรานมัสการ เราทุกคนควรยึดพระเจ้าเป็นศูนย์กลาง จดจ่อที่พระองค์แต่เพียงผู้เดียว ถ้าเรานมัสการด้วยความรู้สึกที่อยากจะทำให้ผู้อื่นประทับใจหรือแสดงให้เห็นว่าฉันเป็นคนดีกว่าคนอื่น เราก็กำลังทำสิ่งที่ผิดพลาดอย่างแรง “เพราะว่าเราต่างหากที่เป็นพวกเข้าสุหนัต เป็นพวกที่นมัสการโดยพระวิญญาณของพระเจ้า อวดพระเยซูคริสต์ และไม่ไว้ใจในเนื้อหนัง” (ฟิลิปปี 3:3) พวกเราจำเป็นต้องให้พระเยซูเป็นหัวใจหลักในการนมัสการและเลิกสนใจตัณหาฝ่ายเนื้อหนังที่ทำให้เรานมัสการเพราะเหตุผลอื่น แค่เพียงผมให้พระเยซูเป็นศูนย์กลางในใจของผมและจดจ่อที่พระองค์ นั่นก็คือเวลาที่ผมได้มีประสบการณ์การสื่อสารกับพระองค์ไม่ว่าผมจะอยู่ในการนมัสการรูปแบบใดก็ตาม

รูปแบบของการนมัสการคืออะไร?

ย่อหน้าก่อนได้บอกความหมายเกี่ยวกับธรรมชาติของการนมัสการไปแล้วก็จริง แต่ในรูปธรรมมันจะเป็นอย่างไรหละ? การร้องเพลงรูปแบบไหนที่จะเป็นที่ยอมรับต่อพระเจ้า? จากประสบการณ์ของผมและการได้เข้าร่วมการนมัสการในหลากหลายรูปแบบ ผมสามารถบอกได้เลยว่าผมมีความเห็นที่เป็นกลางในการนมัสการทุกรูปแบบ ถึงแม้ว่าผมจะชอบเพลงฮิมมากแต่ผมรู้ว่าพระเจ้านั้นโปรดปรานหัวใจแห่งการนมัสการ และนั่นหมายความว่าเพลงนมัสการสมัยใหม่ก็เป็นที่โปรดปรานต่อพระเจ้าไม่น้อยไปกว่าเพลงฮิมเลย

พระเจ้าสร้างทุกคนมาแตกต่างกัน หมายความว่าทุกๆ คนมีความคิด ไอเดีย และรสนิยมต่างกัน เมื่อผมตระหนักได้ถึงเรื่องนี้ ผมเห็นการนมัสการในมุมมองที่ต่างออกไป เมื่อคนอื่นแซวผมว่ามีรสนิยมที่ล้าสมัยเพราะว่าผมฟังเพลงฮิม มันไม่ได้เกี่ยวกับว่ารูปแบบการนมัสการของเขาถูกหรือรูปแบบการนมัสการของผมผิด หรือการนมัสการของเขาดีกว่าหรือของผมแย่กว่า แต่มันเกี่ยวกับความแตกต่างของแต่ละบุคคล ดังนั้นสำหรับผม มันจึงเป็นที่ยอมรับได้ที่จะมีรูปแบบการนมัสการที่ตัวเองชอบมากกว่า ถึงแม้ว่าคนสองคนจะชอบกินไอศกรีมคนละรส แต่ทั้งสองคนก็กินไอศกรีมเหมือนกัน และนั้นคือสิ่งที่สำคัญมากกว่า ความหมายของไอศกรีมไม่ได้อยู่ที่รสชาติของมัน และในพระคัมภีร์ก็ไม่เคยตีความหมายของการนมัสการให้ติดอยู่กับรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง การนมัสการกลับถูกให้ความหมายโดยหัวใจของผู้นมัสการ และนั่นคือคำตอบว่าทำไมเราถึงสามารถมีความสุขกับ “รสชาติ” หรือรูปแบบของดนตรีนมัสการได้อย่างเกิดผลและเท่าเทียมกัน ถึงแม้ว่าแต่ละคนจะมีรสนิยมที่แตกต่างกัน

ในท้ายที่สุด ผมเชื่อว่าถ้าการนมัสการที่แท้จริงคือการจดจ่อที่พระเจ้า มันก็เป็นไปได้ยากที่เราจะตกหลุมพรางของการนมัสการที่ผิด พระเจ้าเป็นพระเจ้าที่อดทนนานและพระองค์ทรงปรารถนาการนมัสการจากใจจริง พระเจ้าจะทรงนำหน้า นำทาง ผลักดัน และช่วยเหลือทุกหัวใจที่แสวงหาการสรรเสริญพระองค์อย่างจริงใจ

เพิ่มเติม: ตอนนี้ผมได้เข้าร่วมการนมัสการที่มีการเล่นดนตรีแบบร่วมสมัยเป็นส่วนใหญ่ และผมก็ความสุขมากๆ กับการนมัสการแบบนี้ อย่างไรก็ตาม พระเจ้าก็ได้สร้างผมมาพร้อมกับรสนิยมที่แตกต่างออกไป ดังนั้นผมก็ยังคงฟังเพลงฮิมบ่อยครั้งในเวลาส่วนตัว

พระเจ้าเคลื่อนไหวและประทานประสบการณ์การนมัสการให้กับผมไม่ว่าผมจะนมัสการพระองค์ในรูปแบบใด และผมก็เชื่อว่าทุกๆ คนสามารถเป็นผู้นมัสการอย่างถูกต้องไม่ว่าเราจะอยู่ในสถานการณ์ไหนก็ตาม

เปาโลและสิลาสนมัสการพระเจ้าในคุกที่ไม่มีแม้แต่เสียงของเครื่องดนตรีชนิดใด(ไม่ใช่แค่ไม่มีแสงไฟ โทรทัศน์ หรือห้องที่มีแอร์!) เพราะฉะนั้น พวกเราเองก็สามารถนมัสการพระเจ้าได้ เพียงแค่มีพระเจ้าเป็นศูนย์กลางในการจดจ่อและความปรารถนาของเรา

พระเจ้าปรารถนาผู้ที่นมัสการพระองค์อย่างถูกต้อง คือคนที่ให้พระองค์เป็นศูนย์กลางแห่งการสรรเสริญ เมื่อเราเข้ามาหาพระองค์ด้วยใจที่แสวงหา เราก็จะสามารถเชื่อการทรงนำและความอดทนของพระองค์ได้ว่าพระองค์จะพาเราข้ามผ่านความลึกและความอุดมสมบูรณ์ของการนมัสการสูงสุด ซึ่งเป็นการนมัสการที่จะทำให้พวกเราใกล้ชิดและติดสนิทอยู่ในความรักของพระองค์

YOU MAY ALSO LIKE

เมื่อผมไม่พบพระเจ้าในการนมัสการ

เมื่อผมไม่พบพระเจ้าในการนมัสการ

WRITER: แอนดรูว์ ควอย ต้นฉบับภาษาอังกฤษจาก YMI TRANSLATOR: นารดา ไทรงาม EDITOR: พักตร์วดี คะนึงไกวัล คุณนึกถึงอะไรเมื่อคิดถึงการนมัสการ? หรือถ้าให้จงเจาะคือ คุณคิดยังไงเกี่ยวกับการร้องเพลงในโบสถ์? สำหรับผม มันมักจะเกี่ยวกับดนตรีที่ดึงอารมณ์ ตาที่ปิดอยู่...

5 วิธี ลงลึกในความสัมพันธ์กับพระเจ้า

5 วิธี ลงลึกในความสัมพันธ์กับพระเจ้า

WRITER: YMI ต้นฉบับภาษาอังกฤษจาก YMI TRANSLATOR: ศุภิสรา เจริญศรีศิลป์ EDITOR: พาทินธิดา เจริญสวัสดิ์ ไม่มีความสัมพันธ์ใดในชีวิตที่จะสำคัญมากไปกว่าความสัมพันธ์ของเรากับพระผู้สร้างที่ประทานจุดประสงค์ในการดำเนินชีวิตให้เรา...

การนัดบอดที่ล้มเหลวได้สอนผมเกี่ยวกับพระเจ้า

การนัดบอดที่ล้มเหลวได้สอนผมเกี่ยวกับพระเจ้า

WRITER: แดเนียล แฮมลิน ต้นฉบับภาษาอังกฤษจาก YMI TRANSLATOR: ปาลีญา ธนาวัฒนเจริญ EDITOR: อาเกียว ผมรู้สึกได้ว่าหัวใจของผมเต้นแรง ความสงบที่เคยมีหายไปเหมือนน้ำที่ไหลออก ผมเคยรู้สึกแบบนี้ตอนที่ยืนอยู่ที่ขอบหน้าผาสูงหนึ่งร้อยฟุตเหนือมหาสมุทรแปซิฟิก...

Share This