fbpx
WRITER: เจคอบ เอ็น ต้นฉบับภาษาอังกฤษจาก YMI
TRANSLATOR: Mustard Seed Team
EDITOR: Mustard Seed Team

เจคอบคือสามีของอีวอง์น และเป็นพ่อ (เพื่อนซี้) ของเจดและจัสตุส และเป็นศิษยาภิบาลของคริสตจักร Redemption Hill Church ที่ประเทศสิงคโปร์ เขาตื่นขึ้นด้วยความตื่นตาตื่นใจและขอบพระคุณที่พระเจ้าทรงเห็นคุณค่าในตัวเขาและทรงมอบบทบาทเหล่านี้ให้ เขาตั้งใจจริงที่จะรับใช้พระเจ้าโดยเพลิดเพลินและขอบพระคุณสำหรับพระคุณในแต่ละวันของชีวิต

ชุดหูฟังบลูทูธอันเล็กๆ ช่วยเพิ่มสมรรภาพร่างกายของผมได้ ผมจะอธิบายให้ฟัง

ผมโตมาไม่เคยชื่นชอบการออกกำลังกายหรือทำกิจกรรมที่พัฒนาร่างกายสักเท่าไหร่ ผมเรียนรู้ที่จะวิ่งอย่างสม่ำเสมอในช่วงอายุยี่สิบกว่าเพียงเพราะผมจำเป็นต้องวิ่ง การเผาผลาญของผมลดลงและจำเป็นที่จะต้องผ่านการตรวจสมรรถภาพร่างกายประจำปีเพื่อที่จะไปรับใช้ชาติ แต่ด้วยความที่ผมไม่เคยรักการวิ่งตั้งแต่แรก ไม่กี่ปีที่ผ่านมา การฝึกซ้อมคือ สิ่งแรกที่ช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในหลายๆ ด้านของชีวิต

นี่คือเหตุการณ์ที่หูฟังบลูทูธได้เข้ามา ผมได้ค้นพบวินัยของการวิ่งอีกครั้งผ่านความรักในการฟังเพลงดีๆ บนมือถือของผม ชุดหูฟังที่มีคุณภาพนี้ทำให้การวิ่งช่างเป็นอะไรที่เพลิดเพลินเสียเหลือเกิน เวลาผ่านไป กิจวัตรในการวิ่งพร้อมใส่หูฟังของผมนั้นเพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นหน้าที่ที่ผมมีความสุขใจไปกับมัน และในที่สุดผมก็พบว่าตัวเองนั้นวิ่งบ่อยขึ้นจากเมื่อก่อนเยอะเลย

บ่อยครั้ง เรามองหน้าที่และความสุขใจ (หรือความพึงพอใจ) เป็นสองสิ่งที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นตลอดเวลาระหว่างอะไรคือสิ่งที่เราต้องทำ และอะไรคือสิ่งที่เราอยากจะทำ แต่ในมุมมองของคริสเตียนไม่ได้แสดงให้เห็นถึงการแบ่งแยกระหว่างหน้าที่และความสุขใจ หน้าที่ของเราที่มีต่อพระเจ้าและความสุขในพระองค์ไม่ใช่สองสิ่งที่ตรงกันข้าม ผู้เขียนพระธรรมสดุดีบทที่ 84 เปล่งเสียงร้องถึงพระเจ้าว่า “เพราะวันเดียวในบริเวณพระนิเวศของพระองค์ ดีกว่าพันวันในที่อื่น” (สดุดี 84:10) ผู้เขียนตระหนักถึงความหวานซึ้งและความสุขใจของการทำให้พึงพอใจนั้นสามารถพบได้ในพระพักตร์พระเจ้าเท่านั้น เป้าหมายสูงสุดของเขาคือ “หน้าที่ของคริสเตียน” ที่จะแสวงหา “ความสุขของคริสเตียน” ในแบบของเขา

หูฟังของผมอาจช่วยทำให้หน้าที่การวิ่งของผมน่าสนุกยิ่งขึ้น แต่มันยังไม่สามารถเติมเต็มความรักในการวิ่งของผมได้ และนี่คือจุดที่ความคล้ายคลึงกันหรือการเปรียบเทียบนั้นได้พังลง

พระเจ้าทรงปรารถนาให้คุณและผมรักและมีความสุขใจในพระองค์

แต่ทำไมความสุขใจของพวกเราในพระองค์จึงเป็นเรื่องสำคัญสำหรับพระเจ้า และต้องทำอย่างไรเราถึงจะไปถึงจุดนั้น

ขับเคลื่อนด้วยความสุข

ในหนังสือของ เจมส์ เค เอ สมิทธ์ ชื่อว่า “You are what you love” เขากล่าวไว้ว่า “ถ้าหาก แทนที่เราจะเริ่มต้นจากสมมติฐานว่ามนุษย์กำลังคิดสิ่งต่างๆ เราเริ่มต้นด้วยความเชื่อมั่นว่ามนุษย์เป็นคนรักแรกและสำคัญที่สุด?” ไอเดียหลักของหนังสือเล่มนี้คือการกระทำของเราและทางเลือกต่างๆ นั้นถูกปั้นแต่งโดยสิ่งที่เรารักและสิ่งที่ให้ความสุขกับเรา มากกว่าสิ่งที่เราคิดและเชื่อ

ผมคิดถึงกล่องไอติมเกรดพรีเมี่ยมในตู้แช่ ในขณะที่ผมรู้ว่ามันเต็มไปด้วยน้ำตาลและของที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ ผมก็ยังพ่ายแพ้ต่อความต้องการ ทำไมนะหรอ? เพราะมันให้ความหวานที่อร่อยและสดชื่นกับผม ผมก็แค่รักและเพลิดเพลินกับการกินไอติม

ในทางเดียวกัน เราสามารถยึดหลักคำสอนคริสเตียนและความเข้าใจในข่าวประเสริฐ แต่ก็ยังตกลงในบาป เราเลือกความบาปง่ายๆ ก็เพราะเราได้รับความพึงพอใจจากสิ่งที่เงิน เพศ และอำนาจให้สัญญากับเรา มากกว่าสิ่งที่พระเจ้าทรงให้สัญญาไว้กับเรา

อีกนัยหนึ่ง ปัญหาของเราไม่ได้แค่ตัดสินใจอะไรผิดๆ และพฤติกรรมที่ไม่ดี

ปัญหาที่ลึกที่สุดของเราคือ การขาดความสุขใจในผู้ที่พระเจ้าทรงเป็น กฎต่างๆ และความพยายามไม่สามารถแก้ไขหัวใจที่ไม่มีความสุขใจในพระเจ้าได้

สิ่งที่เราต้องการคือการแทรกแซงจากภายนอกของพวกเราเอง นั่นคือ พระผู้ช่วยให้รอดที่จะก้าวเข้ามาในความยุ่งเยิงของหัวใจ เพื่อช่วยเราและเปลี่ยนแปลงเราทั้งภายในและภายนอก พระผู้ช่วยให้รอดที่ทรงละทิ้งแผ่นดินสวรรค์ที่สวยงาม ยอมห่างไกลจากที่สูงสุด เพื่อมาสถิตอยู่ท่ามกลางเราและแสวงหาใจของพวกเราโดยการสละชีพของพระองค์เอง

คุณรู้หรือเปล่าว่าอะไรที่ทำให้พระเยซูทรงไปที่กางเขน? ไม่ใช่แค่หน้าที่ แต่ “เพื่อความยินดีที่อยู่ต่อหน้าพระองค์” (ฮีบรู 12:2) พระเยซูอดทนบนไม้กางเขนเพราะความรักที่มีต่อพระบิดาและต่อคนของพระองค์ หากเราเข้าใจจริงๆ และได้รับของขวัญอันล้ำค่านี้ เราจะไม่รักพระองค์ได้อย่างไร?

แต่บางครั้ง ถึงแม้ว่าเราจะทำในสิ่งที่ถูกต้องทุกอย่างเพื่อพระเจ้า เรายังคงขาดความชื่นชมยินดีและความสุขที่แท้จริง

แล้วเราจะเรียนรู้ที่จะปรารถนาหาพระเจ้าได้อย่างไร? หนังสือ The Dangerous Duty of Delight โดยจอห์น ไพเพอร์ ที่ผมเพิ่งอ่านและได้เรียนรู้ว่ามันมีสามสิ่งสำคัญที่ผมเคยเอาไปและกำลังตามหาเพื่อปรับใช้ในชีวิตของผม

1. ยอมรับว่าการที่เราขาดความชื่นชมยินดีนั้นเป็นปัญหา

พระคัมภีร์ตรัสสั่งไว้อย่างชัดเจนให้เรามีความชื่นชมยินดีในทุกสถานการณ์ (มัทธิว 5:11-12, 1 เปโตร 4:13, ฟิลิปปี 4:4, อื่นๆ) พระเจ้าทรงปรารถนาไม่เพียงแค่ให้เราปฏิบัติอย่าง “ถูกต้อง” แต่อารมณ์ความรู้สึกของเราด้วย

แทนที่จะมัวพูดว่ามันไม่สำคัญว่าเราจะรู้สึกอย่างไรตราบใดที่เราทำสิ่งที่ถูกต้อง ให้เรายอมรับและสารภาพความเย็นชาของหัวใจเราว่ามันเป็นปัญหาที่ลึกและเป็นความจริง

ความรู้สึกและอารมณ์ของเรานั้นสำคัญ เพราะมันสำคัญต่อพระเจ้า

เมื่อหลายปีที่ผ่านมา พระเจ้าทรงเปิดเผยกับผมอย่างอ่อนโยนและอย่างรักใคร่ว่าผมนั้นมักจะรักและสนุกไปกับการรับใช้เต็มเวลาในพันธกิจของพระองค์ โดยขาดความรักและความสนุกในพระองค์ ผมประสบกับฤดูกาลที่ท้าทายของหน้าที่การงานโดยไม่มีความสุข ความท้าทายที่มากที่สุดคือ ตอนที่ผมไม่สามารถตระหนักได้เองว่าผมนั้นขาดความสุขใจในพระเจ้า แต่พระองค์ทรงเมตตาให้ผมตระหนักได้ถึงอารมณ์ความรู้สึกที่ผิดที่ของผม เพียงแค่การเตือนนั้นผมเริ่มที่จะเรียนรู้ถึงความสุขใจในพระองค์

2. จำไว้ว่าเราไม่สมควรที่จะได้รับความรักจากพระเจ้า และขอบพระคุณพระองค์

บทเพลงสิบเอ็ดบทของพระธรรมสดุดี รวมถึงบทที่ 84 เขียนโดยลูกหลานของโคราห์ ผู้ที่นำการกฎบต่อพระเจ้าและโมเสสในถิ่นทุรกันดาร ในบทเพลงสดุดีเหล่านี้ บุตรชายของโคราห์นั้นเต็มไปด้วยความรู้สึกถ่อมใจและความรู้สึกไม่คู่ควร แสดงความขอบคุณจากใจที่สุดแสนจะซาบซึ้งและการนมัสการที่ไพเราะที่สุด

ในทำนองเดียวกัน ยิ่งเราระลึกว่าเราไม่คู่ควรกับความรักของพระเจ้า ความสุขใจที่เราจะได้สัมผัสผ่านประสบการณ์ในพระคุณของพระองค์ก็จะยิ่งมากขึ้น เมื่อเราเข้าเฝ้าพระเจ้าด้วยความถ่อมใจ ขอบพระคุณสำหรับของขวัญแห่งชีวิต และพระพรจากพระองค์ เราสามารถทูลขอความชื่นชมยินดีจากพระองค์ได้ เชื่อวางใจว่าความปิติยินดีของพระองค์จะมอบหัวใจใหม่ให้กับเรา ซึ่งเราจะพึงพอใจในพระองค์

 

3. เชื่อว่า “การทำ” หน้าที่จะจุดประกายความสุขใจในเวลาของพระเจ้า

แม้ว่าความชื่นชมยินดีของเราอาจไม่มาในทันที ขอให้เรายังคงทำในสิ่งที่ถูกต้องและดีต่อไปโดยวางใจว่าเมื่อเวลาผ่านไปพระเจ้าจะทรงบันดาลให้จิตใจของเราลุกโชนด้วยความสุขใจในพระองค์

สิ่งนี้แตกต่างจากการทำตามหน้าที่โดยไม่คำนึงถึงความรู้สึกและความชอบของเรา แต่นี่คือการต่อสู้เพื่ออารมณ์ความรู้สึกของเราและความชื่นชอบ โดยตั้งหน้าตั้งตารอการมาพบกันของหน้าที่และความสุขใจ

สุดท้ายนี้

ความจริงที่จะบอกคือ ไม่มีใครในพวกเราที่จะสามารถพูดว่าเรารักและสุขใจในพระเจ้าได้เต็มปากเต็มคำ มันมีฤดูกาลของการทำหน้าที่โดยขาดความชื่นชมยินดี และก็มีฤดูกาลที่เราเขวี้ยงหน้าที่ออกไปทางหน้าต่างซะด้วยซ้ำไป

เมื่อผมยอมจำนนและเผชิญหน้ากับความบกพร่องในหน้าที่และความสุขใจในพระเจ้า ผมรับเอาความสุขสบายในความจริงที่ว่าพระเจ้าไม่ได้ปรารถนาให้เราเป็นคนที่สมบูรณ์แบบ เพื่อที่เราจะได้รับความรักที่แท้จริง

มีใครบางคนได้ทำให้สำเร็จเพื่อเรา แผนการของพระองค์ให้ชีวิตของเรากำลังดำเนินอยู่และยังไม่เสร็จ เรารู้จักพระผู้ช่วยให้รอดผู้ที่เสด็จไปที่กางเขนและเอาชนะความบาป เพื่อที่อารมณ์ความรู้สึกและหัวใจของเรานั้นจะได้รับการฟื้นฟูกลับมารักและเรียนรู้ที่จะชื่นชมยินดีในพระองค์ พระเจ้าผู้ทรงเลี้ยงดูหัวใจของเราเพื่อที่เราการมีความสุขใจในพระองค์จะเป็นหน้าที่สูงสุดของเรา

YOU MAY ALSO LIKE

ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการติดตามพระเยซู 4 ประการ

ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการติดตามพระเยซู 4 ประการ

WRITER: ต้นฉบับภาษาอังกฤษจาก YMITRANSLATOR: Mustard Seed TeamEDITOR: Mustard Seed Team การติดตามพระเยซูคืออะไร? คือการทำตามหน้าที่ ‘ต้องทำสิ่งนี้’ และ ‘ควรทำสิ่งนั้น’ เพียงแค่นี้หรือเปล่า? บางครั้ง มุมมองของเราต่อการใช้ชีวิตคริสเตียนสามารถกลายเป็นสิ่งที่น่าเบื่อ...

ถ้าพระเจ้าดีและมีอยู่จริงแล้วทำไมคริสเตียนถึงยังฆ่าตัวตาย?

ถ้าพระเจ้าดีและมีอยู่จริงแล้วทำไมคริสเตียนถึงยังฆ่าตัวตาย?

WRITER: แม๊กซ์ เจนกานาธาน ต้นฉบับภาษาอังกฤษจาก YMITRANSLATOR: Mustard Seed TeamEDITOR: Mustard Seed Team การเริ่มต้นของโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อชีวิตของเรามาก ทุกสิ่งที่มนุษย์แสวงหาเพื่อเป็นรากฐาน ของอัตลักษณ์ ไม่ว่าจะเป็นอาชีพการงานของเรา ความมั่นคงทางการเงิน...

การฟื้นคืนพระชนม์ของพระเยซูเกี่ยวอะไรกับชีวิตของฉันตอนนี้?

การฟื้นคืนพระชนม์ของพระเยซูเกี่ยวอะไรกับชีวิตของฉันตอนนี้?

WRITER: เคเซีย ลูอิส ต้นฉบับภาษาอังกฤษจาก YMITRANSLATOR: Mustard Seed TeamEDITOR: Mustard Seed Team เมื่อ 20 ปีที่แล้วฉันตัดสินใจติดตามพระเยซู ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา การพูดคุยเรื่องพระเจ้ากับผู้เชื่อคนอื่นๆ เป็นเรื่องปกติในชีวิต...

Share This