fbpx
WRITER: แอคเนส ลี ต้นฉบับภาษาอังกฤษจาก YMI
TRANSLATOR: Pornsura Lowachirahut 
EDITOR: ธัญธร จันทสุทธิบวร

แันช่วงต้นปีที่ผ่านมา มีสมาชิกใหม่เข้ามาร่วมนมัสการในคริสตจักรเล็กๆ ที่ฉันเป็นสมาชิกอยู่ เขาเป็นชาวสิงค์โปรที่ทำงานอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกา แต่ตอนนี้กลับมาสิงคโปร์ชั่วคราวเพื่อทำงานบางอย่าง

ในระหว่างการประชุมอธิษฐาน เขาแบ่งปันว่าเขาเคยรับใช้ในฐานะผู้นำกลุ่มอนุชนในคริสตจักรที่บ้านเกิดของเขา เขาดูเหมือนรู้พระคัมภีร์เป็นอย่างดีและกล้าที่จะพูดอย่างมั่นใจเกี่ยวกับความรอดของเขา เขากล่าวข้อพระคัมภีร์ที่เกี่ยวข้องอย่างง่ายดาย (ยอห์น 14:6, เอเฟซัส 5:8 และอื่นๆ) และยังแบ่งปันถึงความเชื่อในองค์พระเยซูคริสต์มีความสำคัญต่อความรอดอย่างไร พวกเรายอมรับเขาเป็นส่วนหนึ่งในครอบครัวของคริสตจักรอย่างรวดเร็ว

หนึ่งเดือนต่อมา ศิษยาภิบาลและสมาชิกคนอื่นๆ ในคริสตจักรเล่าให้ผมฟังว่าผู้ชายคนนั้นจริงๆ แล้วเป็นนักต้มตุ๋น เขากุเรื่องและเที่ยวยืมเงินจากสมาชิกคนอื่นๆ และในที่สุดเขาก็หายไปพร้อมกับเงินที่สมาชิกในคริสตจักรของเราให้เขายืมแล้วก็ไม่กลับมายังคริสตจักรของเราอีกเลย

ฉันรู้สึกประหลาดใจมากกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทำไมคนที่มีความรู้เกี่ยวกับพระคัมภีร์เป็นอย่างดีถึงกลายเป็นนักต้มตุ๋นไปได้?

ฉันพบว่าคนที่มีความรู้เกี่ยวกับพระคัมภีร์เป็นอย่างดีไม่ได้แปลว่าจะดำเนินชีวิตในทางของพระเจ้าเสมอไป พระธรรมยากอบ 1:23-24 กล่าวว่าเพราะถ้าใครเป็นเพียงผู้ฟังพระวจนะและไม่ใช่ผู้ประพฤติตาม ผู้นั้นก็เป็นเหมือนคนที่ดูหน้าของตนเองในกระจกเงา เพราะว่าเมื่อเห็นแล้วก็จากไป และลืมในทันทีว่าตนเองเป็นอย่างไรถ้าพระคำของพระเจ้าไม่ได้มีผลต่อวิถีทางในการดำเนินชีวิตของเรา เราก็จะไม่ต่างอะไรกับผู้ที่ไม่เชื่อในพระเจ้า

ถึงแม้ว่าฉันจะเป็นคริสเตียนมาหลายปีแล้ว แต่ฉันกลับไม่ได้อ่านพระคัมภีร์อย่างสม่ำเสมอ ฉันได้ฟังพระคำของพระเจ้าแค่ที่โบสถ์ ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา ฉันเป็นเหมือนผู้คนในพระธรรมยากอบ 1:24 ชีวิตของฉันไม่มีการเปลี่ยนแปลง ฉันยังคงดำเนินชีวิตตามความต้องการของตัวเอง ฉันเป็นคริสเตียนเพียงภายนอก แต่ภายในจิตใจของฉันไม่ได้ไปในทิศทางเดียวกันกับพระเจ้า ฉันยังปล่อยตัวปล่อยใจดำเนินชีวิตในความบาปโดยไม่รู้สึกผิด

อย่างไรก็ตาม เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา ฉันเผชิญกับช่วงเวลาที่ยากลำบาก สิ่งเดียวที่เสริมกำลังผมในเวลานั้นก็คือพระคำของพระเจ้า และนั่นทำให้ฉันตระหนักดีว่าผมต้องการพระคัมภีร์ในชีวิตของฉันมากเพียงใด นับจากวันนั้นเป็นต้นมา ผมได้เรียนรู้บางสิ่งเกี่ยวกับการอ่านพระคัมภีร์และการอ่านอย่างไรให้มีประสิทธิภาพ บางทีนี่อาจจะเป็นประโยชน์กับคุณด้วยเช่นเดียวกัน

จัดเวลาสำหรับการเฝ้าเดี่ยว

การจัดเวลาสำหรับการเฝ้าเดี่ยวมีความสำคัญกับฉันมากๆ เพราะฉันต้องการที่จะอ่านพระคัมภีร์โดยไม่ถูกรบกวน ฉันทำแบบนี้ในขณะที่ฉันประสบกับช่วงเวลาที่ยากลำบาก พระคำของพระเจ้าคือสิ่งที่เสริมกำลังฉันให้ผ่านช่วงเวลานั้นมาได้ ฉันรู้แล้วว่าฉันต้องการพระคำของพระองค์มากเพียงใด และพระคำของพระองค์เสริมกำลังที่สดใหม่ให้ฉันมากแค่ไหน ฉันพยายามหาเวลาในระหว่างวันเพื่อที่จะแยกตัวออกมาและใช้เวลากับพระบิดา เช่นเดียวกับพระเยซูที่ทรงแยกตัวตัวเองออกไปยังที่ที่ปลอดผู้คนและอธิษฐาน (ลูกา 5:16) พระคำของพระเจ้าประทานกำลังที่สดใหม่ให้กับฉันในทุกๆ วัน

ทูลขอการช่วยเหลือจากพระเจ้า

เรารู้ดีว่า พระคัมภีร์ทุกตอนได้รับการดลใจจากพระเจ้าและเป็นประโยชน์ในการสอน การตักเตือนว่ากล่าว การแก้ไขสิ่งผิด และการอบรมในความชอบธรรม (2 ทิโมธี 3:16-17) ต่ในบางครั้งผมไม่สามารถเข้าใจข้อพระคัมภีร์ได้ทั้งหมด ฉันยังขาดสติปัญญาที่จะนำข้อพระคัมภีร์ที่ฉันได้รับไปปรับใช้ ฉันจึงแสวงหาการช่วยเหลือจากพระวิญญาณบริสุทธิ์อย่างถ่อมใจ ฉันรู้ดีว่าพระเจ้าของเราเป็นพระเจ้าที่มีพระทัยกว้างขวางและพร้อมที่จะประทานสติปัญญาให้กับเราเมื่อเราทูลขอ โดยจะไม่ทรงตำหนิเราเลย (ยากอบ 1:5)

ตัวอย่างเช่น ตอนที่ฉันอ่านเจอข้อพระคัมภีร์เอเฟซัส 1:14 ผมไม่เข้าใจในข้อพระคำนี้เลยจริงๆ ที่กล่าว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์นั้นเป็นมัดจำในการรับมรดกของเรา จนกว่าคนของพระเจ้าจะได้รับการไถ่ เพื่อเป็นการยกย่องพระเกียรติของพระองค์แต่อีกส่วนหนึ่งของพระคัมภีร์บอกเราว่า ไม่ใช่ทุกคนที่ร้องออกพระนามพระเจ้าจะได้เข้าในแผ่นดินสวรรค์ (มัทธิว 7:21) เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว พระวิญญาณบริสุทธิ์จะรับประกันความรอดให้กับผมอย่างไร?

ฉันนำความสงสัยของฉันไปปรึกษาพี่เลี้ยงที่ฉันไว้ใจผู้ซึ่งเป็นคนที่พระเจ้าใช้เพื่อตอบคำถามผม พี่เลี้ยงของผมอธิบายว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์ช่วยเราให้เข้าใจและเดินในทางของพระเจ้าในขณะที่เราพยายามทำความเข้าใจเกี่ยวกับความรอดของเรา และรับประกันความรอดให้กับเรา เมื่อเราเปิดใจและยอมให้พระองค์ทำกิจภายในเรา

ยอมให้พระเจ้าพิสูจน์หัวใจของเรา

ในขณะที่ฉันอ่านพระคำของพระเจ้า ฉันคอยเตือนตัวเองให้เชิญพระเจ้าเข้ามาตรวจค้นความคิดจิตใจของฉัน (สดุดี 139:23-24) เมื่อฉันยอมจำนนต่อพระเจ้า พระองค์ช่วยฉันให้เข้าใจว่าความจริงที่งดงามแห่งพระคำของพระองค์สามารถนำมาปรับใช้ในชีวิตของฉันได้อย่างไร มีหลายๆ ครั้งที่พระวิญญาณบริสุทธิ์สำแดงถึงวิธีที่จะกลับใจใหม่จากวิถีชีวิตที่ไม่ถูกต้องของฉัน

เมื่อปีที่แล้ว ฉันเคยพูดบางอย่างที่ทำให้เพื่อนของผมโกรธ วันนี้ช่วงเช้าฉันเฝ้าเดี่ยวฉันพบพระธรรมมัทธิว 15:18 โดยบังเอิญ ซึ่งกล่าวว่า “แต่สิ่งที่ออกจากปากก็ออกมาจากใจ สิ่งนั้นแหละทำให้มนุษย์เป็นมลทิน” พระคัมภีร์ข้อนี้สอนฉันว่าคำพูดที่ฉันพูดออกไปนั้นสามารถทำให้ฉันเป็นมลทินได้ฉันรับรู้แล้วว่าสิ่งที่ผมพูดกับเพื่อนฉันนั้นไม่ถวายเกียรติพระเจ้าเลย และมันยังสะท้อนให้เห็นว่าฉันนึกถึงแต่ตัวเอง และไม่ใส่ใจความรู้สึกของเธอมากเพียงใดฉันจำเป็นต้องขอโทษเธอ และจัดการจิตใจของฉันใหม่ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันกับพระเจ้า

พระวจนะของพระเจ้านั้นเป็นเหมือนดาบสองคมสำหรับฉัน ซึ่งสามารถวินิจฉัยความคิดและความมุ่งหมายในใจได้ (ฮีบรู 4:12) เมื่อฉันอ่านพระคัมภีร์อย่างถ่อมใจ ฉันยอมสารภาพบาปของฉันต่อพระเจ้า โดยวิธีการเช่นนี้ทำให้พระเจ้าสามารถขัดเกลาเปลี่ยนแปลงฉันใหม่อย่างเฉพาะเจาะจง เพื่อให้ฉันเป็นเหมือนอย่างที่พระองค์ประสงค์จะให้ฉันเป็นได้ ถึงแม้ว่าฉันไม่มีทางที่จะสมบูรณ์แบบจนกว่าจะถึงวันที่ฉันขึ้นไปพบกับพระองค์บนสวรรค์ แต่ผมก็รู้ดีว่าในเวลานี้พระเจ้ากำลัง

เปลี่ยนแปลงฉันให้เป็นเหมือนพระฉายาของพระองค์โดยมีศักดิ์ศรีเป็นลำดับขึ้นไป เมื่อเรายอมให้เพราะวจนะแห่งความจริงซึ่งมีชีวิตชำระเราให้บริสุทธิ์ (2 โครินธ์ 3:18)

ลำพังการรู้แต่พระคัมภีร์อย่างเดียวไม่เพียงพอ ถึงแม้ว่าผมจะฟังคำเทศนาในวันอาทิตย์มาอย่างมากมาย ผมก็ไม่ได้ยอมให้คำเทศน์เหล่านั้นเปลี่ยนแปลงชีวิตเลย 

การอ่านพระคัมภีร์ด้วยความถ่อมใจและสำนึกผิดเท่านั้นที่จะปล่อยให้พระวจนะของพระเจ้านำผมกลับไปยังความรอดของพระองค์อีกครั้ง

พระเจ้าพร้อมที่จะยกโทษให้เราเสมอ ไม่ว่าเราจะหลงหายจากพระเจ้าไปไกลแค่ไหนก็ตาม เมื่อรู้แบบนี้แล้ว เราก็จะตระหนักได้ว่าพระวจนะของพระเจ้าเป็นเหมือนของขวัญและการอ่านพระคัมภีร์ไบเบิ้ลและทำตามพระคำของพระองค์จะช่วยนำพาเราไปยังพระเจ้าอย่างแน่นอน

ขอให้เราเป็นผู้ประพฤติตามพระวจนะของพระเจ้าไม่ใช่เป็นเพียงผู้ฟังเท่านั้น (ยากอบ 1:22) ขอให้เราอ่านพระคัมภีร์ไบเบิ้ลเพื่อที่ว่าเราจะสามารถเป็นบุรุษและสตรีในดวงใจของพระเจ้า และแสดงหาคำตอบเกี่ยวกับความรอดของเราอย่างนักสำรวจ แล้วเราจะดำเนินชีวิตในฐานะสาวกที่แท้จริงของพระคริสต์

YOU MAY ALSO LIKE

ฉันเป็นที่รักจริงหรือ?

ฉันเป็นที่รักจริงหรือ?

WRITER: เจสลิน ซี ต้นฉบับภาษาอังกฤษจาก YMI TRANSLATOR: ชลิดา สุภาแสน  EDITOR: ธัญธร จันทสุทธิบวร “ไร้ประโยชน์” “โง่จัง” “ไม่เห็นจะมีไรดีสักอย่าง” คำพูดเหลานี้อาจจะเป็นคำที่เราคุ้นเคยในท่ามกลางพวกเราบางคน แม้ว่าฉันจะรู้ว่าฉันเป็นลูกของพระเจ้า...

ผมลืมไปว่าผมเป็นเพื่อนกับพระเยซู

ผมลืมไปว่าผมเป็นเพื่อนกับพระเยซู

WRITER: คาเลบ ดาเนียล ต้นฉบับภาษาอังกฤษจาก YMI TRANSLATOR: ปาลีญา ธนาวัฒนเจริญ EDITOR: ธัญธร จันทสุทธิบวร การเติบโตในคริสตจักรทำให้ผมมักจะได้ยินคำกล่าวที่ว่าพระเยซูคือ “เพื่อนของเราตลอดไป” อยู่บ่อยๆ ในชั้นเรียนพระคัมภีร์...

อุปสรรคที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในการเติบโตฝ่ายวิญญาณก็คือ “ตัวคุณเอง”

อุปสรรคที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในการเติบโตฝ่ายวิญญาณก็คือ “ตัวคุณเอง”

WRITER: วีนา คูรูวิลล่า ต้นฉบับภาษาอังกฤษจาก YMI TRANSLATOR: สรสิทธิ์ ธัมมารักขิตานนท์ EDITOR: ธัญธร จันทสุทธิบวร ฉันเป็นพ่อแม่บุญธรรมของสาวน้อยคนหนึ่ง ตลอดระยะเวลา 7 ปีที่ผ่านมา ฉันและสามีมีความสุขมากๆ ที่ได้ร่วมกันดูแลของขวัญแห่งชีวิตชิ้นนี้ ในตอนที่เธอยังเด็ก...

Share This