fbpx
WRITER: แอนดริว คอย ต้นฉบับภาษาอังกฤษจาก YMI
TRANSLATOR: ศุภิสรา เจริญศรีศิลป์
EDITOR: นามระพี พีระมาน

“พระเจ้าบอกให้ผม…”
ตลอดระยะเวลาที่เป็นคริสเตียน ผมได้ยินคนรอบตัวใช้คำพูดดังกล่าว ผู้ที่ผมชื่นชมได้เล่าคำพยานที่พระเจ้าได้พลิกชีวิตของพวกเขาผ่านเสียงที่ได้ยินโดยโสตสัมผัส เพื่อนๆ ของผมมักจะเล่าเรื่องที่พระเจ้าตรัสกับพวกเขาและชี้นำการตัดสินใจของพวกเขาในแต่ละวัน

โดยส่วนตัวแล้ว ผมไม่เคยมีประสบการณ์ที่ใกล้เคียงอะไรแบบนี้เลย และนั่นทำให้ผมรู้สึกอิจฉา จะว่าไปแล้ว ถ้าหากพระเจ้าผู้สร้างจักรวาลแห่งนี้ยังคอยไปพูดคุยกับเพื่อนๆ ของผมได้ ผมเองก็อยากจะมีส่วนในการสนทนาแบบนั้นเช่นกัน

มันไม่ได้เป็นเพราะความแปลกใหม่ในการได้ยินเสียงของพระเจ้า แต่เพราะมันดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับชีวิตคริสเตียนที่จะต้องได้ยินเสียงของพระเจ้า ผมหมายความว่า นั่นดูจะเป็นวิธีที่เพื่อนๆ ของผมตัดสินใจกัน ไม่ว่าจะเป็นการตัดสินใจในเรื่องใหญ่ระดับพลิกชีวิตหรือในเรื่องธรรมดาสามัญ และถ้าผมไม่ได้ยินเสียงของพระเจ้า ใครจะไปรู้ว่าการตัดสินใจของผมที่ขาดการทรงนำจะส่งผลอะไรบ้าง?

ผมเลือกเรียนผิดคณะ จนทำให้ผมเดินมาผิดสายอาชีพรึเปล่า? ผมแต่งตัวไม่ดี เลยทำให้ผมไม่ได้รับความสนใจจากคนพิเศษที่พระเจ้าจัดเตรียมไว้ให้ผมหรือไม่? ผมพลาดการทรงนำให้พบเจอผู้ที่พระเจ้าส่งมารึเปล่านะ?

ผมปรารถนาอย่างมากที่จะมีประสบการณ์เหล่านี้เหมือนกับที่คริสเตียนหลายๆ คนมี ผมได้อ่านหนังสือหลายเล่มเกี่ยวกับเรื่องนี้ ผมได้ใช้เวลาที่รู้สึกเหมือนนานชั่วกัปชั่วกัลป์อยู่ในห้องมืดคนเดียว ผมเดินไปหน้าเวทีเพื่อรับการอธิษฐานเผื่อครั้งแล้วครั้งเล่า โดยหวังว่าผมจะได้ยินเสียงของพระเจ้าสักที

และแล้ววันหนึ่งมันก็เกิดขึ้น ผมเพิ่งเข้ามหาวิทยาลัยและตัดสินใจไปลองเข้าร่วมกลุ่มสามัคคีธรรมของคริสเตียนในมหาวิทยาลัยดู หลังจากที่ได้เข้าร่วมกลุ่มพบปะประจำสัปดาห์มา 2-3 ครั้ง สตาฟคนหนึ่งชื่อว่า โจเอล ก็ชวนผมไปอ่านพระคัมภีร์และกินข้าวด้วยกัน

และนั่นคือตอนที่ผมได้ยินพระเจ้าตรัสกับผมอย่างชัดเจนโดยไม่ต้องสงสัย พระเจ้าตรัสกับผมแน่นอน

มันฟังดูตลกที่ผมไม่เคยตระหนักเลยว่า กุญแจแห่งการฟังเสียงของพระเจ้าอยู่ตรงหน้าผมมาตลอด ในวันนั้น ผมและโจเอลได้เปิดพระคัมภีร์อ่านจดหมายฝากของเปาโลถึงชาวเมืองโคโลสีด้วยกัน พวกเราไม่ได้กำลังอ่านข้อความหรือตัวหนังสือที่ไม่มีชีวิต ในทางกลับกัน พระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่กำลังพูดคุยกับเราผ่านพระคัมภีร์

พวกเราศึกษาพระคัมภีร์กันอย่างลึกซึ้ง ใคร่ครวญถึงสิ่งที่เปาโลกำลังพยายามจะสื่อสารกับคริสตจักรที่โคโลสี และการที่พระคัมภีร์แต่ละข้อในจดหมายฝากสนับสนุนวัตถุประสงค์นี้ นั่นก็คือเพื่อจะเตือนใจพวกเขาถึงสิทธิอำนาจสูงสุดและความยิ่งใหญ่ของพระเยซูที่เพียงพอสำหรับเราทุกคน และโน้มน้าวให้พวกเขาเชื่อว่าคริสเตียนไม่ต้องพยายามทำตัวเป็นสิ่งอื่นใดอีกต่อหน้าพระเจ้า เมื่อ 2,000 ปีที่แล้ว พระเจ้าได้พูดคุยกับคริสตจักรที่โคโลสีผ่านเปาโล และในขณะนี้ที่เรากำลังพยายามทำความเข้าใจสิ่งที่พระเจ้าตรัสในตอนนั้น พระองค์ก็กำลังตรัสใจความเหล่านั้นกับเราอยู่เช่นกัน

ผมจึงตระหนักว่าการได้ยินพระเจ้าทำได้โดยการเปิดพระคำของพระองค์และอ่านสิ่งที่พระองค์ทรงเขียนไว้ให้เรา

การที่ผมพยายามอย่างหนักเพื่อจะได้ยินเสียงของพระเจ้า ผมกลับลดความสำคัญของพระคัมภีร์ลงอย่างไม่รู้ตัวและให้พระคัมภีร์เป็นรองวิธีอื่นๆ ในการรู้จักพระองค์ อย่างเช่น การได้ยินเสียงของพระเจ้าผ่านโสตสัมผัส แม้ผมจะไม่ได้ยินเสียงพระเจ้าผ่านโสตสัมผัสเหมือนอย่างที่เพื่อนของผมได้ยิน ผมก็ได้ค้นพบว่าการได้ยินเสียงของพระเจ้าที่ตรัสผ่านพระคัมภีร์เป็นอะไรที่ทรงพลังมาก

อย่างแรก ข้อความเหล่านี้เป็นพระคำที่ได้รับดลใจจากพระเจ้า แม้พระคัมภีร์ถูกเขียนขึ้นโดยบรรดาผู้เขียนที่เป็นมนุษย์ แต่พระเจ้าเป็นผู้ตรัสผ่านผู้เขียน ซึ่งหมายความว่าในขณะที่เปาโลเขียนข้อความเหล่านี้เพื่อเตือนใจคริสตจักรที่เมืองโคโลสีถึงความจริงในเรื่องหนึ่ง เบื้องหลังคือพระเจ้าเป็นผู้ตรัสกับพวกเขาผ่านเปาโล และพระเจ้าองค์เดิมที่ตรัสกับคริสตจักรที่เมืองโคโลสีในตอนนั้นก็กำลังตรัสกับพวกเราผ่านพระคำของพระองค์ในวันนี้เช่นกัน

มากไปกว่านั้น พระคำของพระเจ้าทำให้ผมแน่ใจในความเชื่อที่มี  ตลอดเวลาที่ผมแสวงหาการได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า มีหลายครั้งที่ผมคิดว่าในที่สุดผมก็ได้ยินเสียงพระเจ้าสักที “อะไรนะครับพระเจ้า?” ผมพูดในขณะที่กำลังเครียดอยู่กับการจดจ่อฟังว่า เสียงในหัวของผมพูดว่าอะไร “วันนี้พระองค์อยากให้ลูกไปกินอาหารที่ร้านนี้หรอครับ?”

ความจริงก็คือ ผมจะไม่มีวันแน่ใจได้เลยว่าเสียงนั้นคือเสียงของพระเจ้าจริงๆ แต่เมื่อผมได้อ่านและศึกษาพระคัมภีร์ ผมก็สามารถมั่นใจได้ 100% ว่าพระเจ้าผู้สร้างจักรวาลแห่งนี้กำลังพูดกับผม ซึ่งนี่ทำให้ผมมีความแน่ใจอันลึกซึ้งและมีรากฐานความเชื่อที่มั่นคงอีกด้วย นั่นหมายความว่าผมสามารถมีความเชื่อมั่นได้อย่างแท้จริงและมีความกล้าในการตัดสินใจในเรื่องยากๆ ได้ โดยมั่นใจว่าการกระทำของผมจะเป็นที่พอพระทัยในสายพระเนตรของพระเจ้า

ขณะที่ผมได้ค้นพบขุมทรัพย์ที่รอให้ขุดค้นอยู่ในพระคัมภีร์ การดำเนินชีวิตคริสเตียนของผมก็มั่นคงและเติบโตขึ้น ผมไม่เคยตั้งคำถามอีกเลยว่าพระเจ้าอยากให้ผมทำบางสิ่งบางอย่างหรือไม่ เพราะผมสามารถอ่านคำตอบได้อย่างชัดเจนในพระคัมภีร์

ความสัมพันธ์ระหว่างพระเจ้ากับผมไม่ได้ขึ้นอยู่กับประสบการณ์อีกต่อไปแล้ว แต่มันมีรากฐานมาจากความเชื่อมั่นที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ได้สร้างขึ้นในจิตใจผมผ่านสิ่งที่ผมได้อ่านจากพระคัมภีร์

ผมเชื่อว่าการสื่อสารกับพระเจ้าที่นอกเหนือจากการอ่านพระคัมภีร์นั้นมีจริง แต่มันไม่สามารถมาแทนที่หรือมีความสำคัญเทียบเคียงกับการได้ยินพระเจ้าตรัสผ่านพระคัมภีร์ได้เลย จอห์น ไพเพอร์ นักคริสตศาสนศาสตร์ กล่าวว่า “เป็นความผิดพลาดมหันต์ เมื่อถ้อยคำที่ไม่ได้มาจากพระคัมภีร์กลับมีอำนาจและส่งผลกับเรามากกว่าพระคำซึ่งได้รับการดลใจจากพระเจ้า” จะว่าไปแล้ว หากเราสงสัยว่าพระเจ้าอยากจะตรัสอะไรกับเรา ทำไมเราไม่เริ่มจากการอ่านสิ่งที่พระเจ้าทรงรวบรวมไว้อย่างมีจุดประสงค์เพื่อนำทิศนำทางเราหละ?

แน่นอนว่าผมอาจจะไม่มีการทรงนำอย่างเจาะจงเกี่ยวกับการใช้ชีวิตประจำวันเหมือนอย่างเพื่อนของผม แต่การได้ยินพระเจ้าตรัสผ่านพระคัมภีร์ทำให้ผมคุ้นเคยกับพระลักษณะของพระองค์มากขึ้น และสิ่งนี้เองก็ช่วยให้ผมตัดสินใจในแต่ละวันได้โดยรู้ว่าการตัดสินใจของผมนั้นสอดคล้องกับสิ่งที่พระองค์แนะนำสั่งสอนเราไว้

ยกตัวอย่างเช่น เมื่อผมกำลังตัดสินใจว่าจะทำงานพิเศษในขณะที่ผมกำลังเรียนอยู่มหาวิทยาลัยดีไหม ผมก็พิจารณาสิ่งที่พระเจ้าตรัสใน 1 เธสะโลนิกา 4:11-12 ให้มีความรับผิดชอบและไม่ต้องรบกวนคนอื่นในคริสตจักร อย่างไรก็ตาม ผมยังพิจารณาถึงพันธกิจของสาวกด้วย ซึ่งก็คือการประกาศเรื่องราวของพระเจ้าและหนุนใจพี่น้องในพระคริสต์ หากผมทำงานพิเศษ ผมจะยังทำสิ่งเหล่านี้ได้อีกไหม?

ดังนั้นตอนนี้ผมจึงไม่ได้รู้สึกอิจฉาหรือปรารถนาที่จะมีประสบการณ์แบบเพื่อนของผมอีกแล้ว เพราะผมรู้แล้วว่าในแต่ละวันที่ผมเปิดพระคัมภีร์ พระเจ้าทรงกำลังพูดกับผมอยู่ มันเป็นอะไรที่ปฏิเสธไม่ได้ เป็นสิ่งที่ชัดเจนและน่าอัศจรรย์ ผมรู้แน่ว่านี่คือพระคำของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์ซึ่งกุมจักรวาลนี้ไว้ในฝ่าพระหัตถ์ของพระองค์

YOU MAY ALSO LIKE

คุณอ่อนแอพอที่พระเจ้าจะใช้คุณไหม?

คุณอ่อนแอพอที่พระเจ้าจะใช้คุณไหม?

WRITER: เจสซิกา ทัน ต้นฉบับภาษาอังกฤษจาก YMI TRANSLATOR: ปาลีญา ธนาวัฒนเจริญ EDITOR: อาเกียว ฉันต้องต่อสู้กับความวิตกกังวลเมื่อต้องจากครอบครัวเสมอ เป็นเวลานานแล้วที่การไปเรียนหรือทำงานต่างประเทศเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้สำหรับฉัน แต่เมื่อตอนที่ฉันอายุ 19...

7 วิธีปฏิบัติตัวเพื่อเป็นแสงสว่างในที่ทำงานของคุณ

7 วิธีปฏิบัติตัวเพื่อเป็นแสงสว่างในที่ทำงานของคุณ

WRITER: ต้นฉบับภาษาอังกฤษจาก YMI TRANSLATOR: ประภัสสร พัชรวีระพงษ์ EDITOR: พักตร์วดี คะนึงไกวัล เราใช้เวลาส่วนใหญ่ในที่ทำงาน ถ้าอย่างนั้น “การเป็นแสงสว่างในที่ทำงาน” ก็น่าจะเป็นสถานที่เริ่มต้นที่ดีในการทำหน้าที่พยานของพระเยซูคริสต์ จริงไหม?...

3 เหตุผลที่เราควรหยุดเป็นนักชอปปิงคริสตจักร

3 เหตุผลที่เราควรหยุดเป็นนักชอปปิงคริสตจักร

WRITER: แอชลีย์ แอชคราฟต์ ต้นฉบับภาษาอังกฤษจาก YMI TRANSLATOR: ฤกษ์สิน เขมสุนทรEDITOR: สรสิทธิ์  ธัมมารักขิตานนท์ คุณรู้สึกผิดที่เป็นนักชอปปิงคริสตจักรหรือเปล่า? นักชอปปิงคริสตจักร (Church-shopping) คือคนที่ชอบไปคริสตจักรนี้บ้างคริสตจักรนู้นบ้าง...

Share This