fbpx
WRITER: โจอันนา ตัน ต้นฉบับภาษาอังกฤษจาก YMI
TRANSLATOR: Natty Grace
EDITOR: ธนิตาวสี ชวาลปัญญาวงศ์

ถึงแม้ว่าฉันจะคุ้นเคยกับคำว่า “people-pleaser” หรือ “คนที่ต้องการเอาใจทุกคน” มาโดยตลอด แต่ฉันก็ไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นคนเช่นนั้น บางทีอาจเป็นเพราะฉันไม่เคยไตร่ตรองถึงการกระทำและแรงจูงใจของตัวเอง แต่ฉันเคยเห็นคนที่ชอบเอาอกเอาใจคนอื่นคือผู้ที่ใช้ชีวิตแทบทั้งหมดของเขาหมุนรอบคนอื่น มันเป็นสิ่งที่ฉันไม่คิดว่าจะนำไปใช้ในชีวิตเลย

พวกเขาจะคิดอย่างไร (เกี่ยวกับฉัน)?

ความคิดของฉันเปลี่ยนไปเมื่อได้เข้าเรียนพระคัมภีร์เมื่อปีที่แล้ว ที่ฉันได้รับการเร้าใจและท้าทายจากสิ่งที่พระธรรมลูกาบทที่ 9-16 ได้สอนเกี่ยวกับการเป็นสาวกของพระเยซู

ในช่วงหนึ่งของการเรียน เราเริ่มต้นบทเรียนโดยการสนทนาเกี่ยวกับสิ่งที่นำความสุขมาให้เรา คำถามเกี่ยวกับความสุขนั้นยังคงคาใจฉัน แม้บทเรียนจะจบลงแล้ว คำถามนั้นทำให้ฉันตระหนักได้ว่าความสุขเป็นตัวกำหนดความปรารถนาในชีวิตของเรา และที่สำคัญที่สุด เราพบว่าสิ่งที่เราเคยคิดว่ามันคือความสุขนั้น กลับตรงกันข้ามกับความสุขหรือความชื่นชมยินดีที่เราได้อ่านในพระธรรมลูกาเป็นอย่างมาก เช่น ความชื่นชมยินดีในความรอด (ลูกา 15:7) และเชื่อฟังพระเจ้า (ลูกา 6:23) ฉันตระหนักได้ว่าแทนที่ฉันจะพบความสุขในการเชื่อฟังพระเยซู แต่กลับกลายเป็นว่าสิ่งที่นำความสุขมาให้ฉันคือการทำให้ผู้อื่นชอบฉัน

แม้ว่าฉันจะรู้ว่าความสัมพันธ์ของฉันกับผู้อื่นเป็นของขวัญจากพระเจ้า แต่หนังสือเรื่องพระจอมปลอม (Counterfeit Gods) ของทิโมธี เคลเลอร์ ผู้เป็นทั้งนักเทศน์และนักเขียนชาวอเมริกัน กลับช่วยให้ฉันเห็นว่า ฉันไม่ได้เพียงแค่รักษาความสัมพันธ์เหล่านี้ แต่กลับแสวงหาความรักและการยอมรับจากพวกเขาต่างหาก เมื่อใดก็ตามที่พวกเขายอมรับฉัน ฉันก็จะรู้สึกว่าตัวเองมีความสำคัญ มันทำให้ชีวิตของฉันมีค่าและมีความหมาย

เป็นเวลานาน ที่ความปรารถนาในการเป็นที่ยอมรับนี้เอง ได้กำหนดวิธีการดำเนินชีวิตและการตัดสินใจของฉัน

ในความเป็นจริง ความปรารถนาในการเชื่อฟังองค์พระผู้เป็นเจ้าของฉันถูกลบล้างไปด้วยความปรารถนาที่จะได้รับการยอมรับจากผู้อื่นมาโดยตลอด ฉันหลีกเลี่ยงที่จะพูดถึงเหตุผลของการกระทำหรือการให้ความสำคัญกับบางอย่างที่ต่างออกไปในฐานะคริสเตียน เพราะกลัวว่าผู้คนจะชื่นชอบฉันน้อยลงจากสิ่งนี้ ฉันแค่อยากจะเข้ากับพวกเขาให้ได้

ตัวอย่างเช่น ฉันชอบอยู่ในคริสตจักรและเข้าไปมีส่วนร่วมในการศึกษาพระคัมภีร์ แต่ฉันมักมองข้ามความสำคัญของสิ่งเหล่านั้นเมื่ออยู่กับเพื่อนหรือคนรุ่นเดียวกันที่ไม่เชื่อ พวกเขามองว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นเรื่องน่าเบื่อ ฉันเคยผ่านช่วงเวลาที่ฝ่าฟันกับอาการบาดเจ็บสาหัสมาได้ และมันกลายคำพยานถึงความรักของพระเจ้าผู้ทรงแสนดีที่ช่วยให้ฉันผ่านวิกฤตินั้นมาได้ ฉันรู้สึกขอบพระคุณพระเจ้าสำหรับความทุกข์ทรมานที่ฉันต้องเผชิญเพราะมันทำให้ความรักและความวางใจที่มีต่อพระองค์ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ในแบบที่ฉันไม่สามารถสัมผัสได้หากไม่ได้เผชิญเหตุการณ์นั้น แต่ถึงอย่างนั้น ฉันก็ยังรู้สึกว่าต้องใช้ความพยายามเป็นอย่างมากที่จะเล่าคำพยานในเรื่องราวแห่งความดีงามของพระเจ้าต่อหน้าคนอื่นๆ อยู่ดี ในเวลาที่พวกเขาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับความเจ็บปวดของฉันเมื่อได้เห็นรอยแผลเป็น

อย่างไรก็ตาม ความเจ็บปวดบางอย่างที่ฉันต้องต่อสู้ทำให้ฉันตระหนักได้ว่าการเป็นที่ยอมรับจากมนุษย์นั้นชั่วคราว ตามมาด้วยเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดเมื่อปีที่แล้ว ฉันยุติความสัมพันธ์กับเพื่อนสนิทที่คบกันมา 15 ปี และยังถูกเพื่อนในวัยเด็กปฏิเสธเมื่อฉันกลับไปที่สิงคโปร์

แม้ว่าฉันจะจัดลำดับความสำคัญของความสัมพันธ์เหล่านี้แล้ว แต่ความผิดหวังก็ยังแสดงให้ฉันเห็นว่าการให้คุณค่าของตัวเองจากการเป็นที่ยอมรับของผู้อื่นมักจบลงอย่างเปล่าประโยชน์

ฉันมักจะวิ่งตามสิ่งแล้วสิ่งเล่าที่ช่วยให้ฉันรู้สึกมีคุณค่าและควรค่าแก่การยอมรับ ไม่ว่าจะเป็นความสำเร็จ ทรัพย์สินเงินทอง หรือแม้แต่ความสัมพันธ์

ไม่ได้หมายความว่าฉันเลิกทุ่มเทหรือไม่ลงทุนในความสัมพันธ์นะ (ฉันยังคงทำอยู่!) เพียงแต่ฉันได้ตระหนักถึงความโง่เขลาในการแสวงหาการยอมรับจากผู้คนอย่างสุดกำลัง โดยเฉพาะเมื่อสิ่งนั้นมาก่อนน้ำพระทัยพระเจ้าสำหรับชีวิตของฉัน เมื่อใดก็ตามที่ฉันรู้สึกได้ถึงการทดลองที่จะนำไปสู่การทำให้ผู้อื่นพอใจแทนที่จะเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า ฉันมักใช้ 3 วิธีที่ใช้ได้ผล ดังไปต่อนี้ 

1. ใคร่ครวญถึงพระกิตติคุณ

ในฐานะที่เป็นคริสเตียนมาหลายปี ฉันเข้าใจพระกิตติคุณด้วยสมอง แต่มันไม่ได้แทรกซึมและเปลี่ยนแปลงแง่มุมต่างๆ ในชีวิต ฉันรู้สึกขอบคุณที่คริสตจักรของฉันมีคำเทศนาหัวข้อนี้อยู่ตลอดเวลา พระกิตติคุณนั้นคือข่าวดีเกี่ยวกับสิ่งที่พระคริสต์ทรงทำเพื่อเรา ซึ่งควรเป็นศูนย์กลางของความเชื่อและเป็นพื้นฐานในการตีความพระคัมภีร์ของพวกเราทุกคน ความคิดเช่นนี้ทำให้ฉันยำเกรงพระกิตติคุณมากขึ้น และย้ำเตือนฉันให้ยอมรับพระกิตติคุณเพื่อเข้ามาหล่อหลอมชีวิตของฉันมากขึ้นเรื่อยๆ

และพระกิตติคุณนั้นก็คือสิ่งนี้: พระเยซูคริสต์ประทานพระองค์เองเพื่อฉัน แม้ในขณะที่ฉัน (ยัง) ไม่สมควรได้รับ ฉันไม่มีอะไรเลย ไม่ว่าจะในหน้าที่การงาน ความสำเร็จ ชื่อเสียง สุขภาพ (หรือสิ่งอื่นใด) เพื่อพิสูจน์ว่าฉันเป็นที่ต้องการหรือควรค่าที่จะได้รับ แต่ด้วยการพลีพระชนม์ของพระองค์เพื่อฉัน พระองค์ทรงประทานคุณค่าและความหมายที่มั่นคงในชีวิตที่มีพระองค์แก่ฉัน

ฉันย้อนกลับไปอ่านพระกิตติคุณครั้งแล้วครั้งเล่า เพื่อที่จะรับรู้ว่าฉันมีค่า ได้รับการช่วยให้รอด และได้รับการยอมรับจากพระเจ้า แม้ในยามที่ฉันย่ำแย่ที่สุด ดังนั้น ฉันจึงมีชีวิตอยู่เพื่อพระเจ้าจอมราชาของฉัน ไม่ได้เพื่อกลายเป็นคนที่สมควรได้รับพระคุณของพระองค์ แต่เพื่อที่จะเป็นที่พอพระทัยของพระองค์ผู้ทรงประทานทุกสิ่งเพื่อฉัน

2. จดจ่อไปที่สิทธิอำนาจของพระเยซู

เมื่อฉันศึกษาพระคัมภีร์และเรียนรู้มากขึ้นว่าพระเยซูคริสต์คือใคร และรู้ถึงสิทธิอำนาจและการปกครองอันเป็นนิรันดร์ของพระองค์ ฉันพบว่าฉันวางใจในพระองค์มากขึ้น ยำเกรงพระองค์ และดำเนินชีวิตตามแนวทางของพระองค์ (อิสยาห์ 9:7) และสิทธิอำนาจของพระองค์ไม่เพียงแผ่ขยายไปถึงชีวิตของฉันบนโลกนี้เท่านั้น แต่ยังรวมถึงชีวิตของฉันที่อยู่นอกเหนือจากโลกนี้ด้วยดังนั้นการที่พระองค์ทรงยอมรับฉันจึงเป็นสิ่งที่ฉันควรจะให้ความสำคัญสูงสุด

ฉันต้องเตือนสติตนเองอยู่ตลอดว่า พระเยซูจะกลับมาอีกครั้ง (และในเร็วๆ นี้!)

ท้ายที่สุดแล้วสิ่งที่สำคัญกับฉันจึงไม่ใช่ความคิดของคนอื่นที่มีต่อฉัน แต่เป็นฉันที่ได้รับผิดชอบต่อองค์พระผู้เป็นเจ้าอย่างไรบ้าง ฉันได้ใช้เวลา ของประทาน และสิ่งที่ฉันมีเพื่ออาณาจักรของพระองค์อย่างไร

ตอนนี้ เมื่อใดก็ตามที่ฉันกลัวที่จะเปิดเผยความเชื่อในพระคริสต์ต่อหน้าผู้อื่น ฉันจะเตือนตัวเองว่าความมั่นใจของฉันไม่ได้อยู่ที่ฉันแต่อยู่ในพระเจ้า แม้ว่าคนอื่นจะปฏิเสธฉันเพราะความเชื่อของฉัน ฉันก็ยังเป็นที่รักและได้รับการยอมรับจากพระเจ้า สิ่งนี้ทำให้ฉันกล้าที่จะเสี่ยงในความสัมพันธ์ และก้าวต่อไปแม้จะมีการต่อต้านหรือปฏิเสธเกิดขึ้น

3. จดจำถึงความไร้ประโยชน์จากการทำตามใจตัวเอง

สิ่งที่สำคัญพอๆ กับการหลีกเลี่ยงที่จะตัดสินใจอะไรโดยยึดคำตัดสินจากผู้อื่นเกี่ยวกับตัวฉันนั้น ฉันยังต้องระมัดระวังการแสวงหาเฉพาะสิ่งที่ฉันต้องการหรือสิ่งที่ทำให้ฉันพอใจ ประสบการณ์สอนฉันว่าความสุขที่เกิดจากการตามใจตัวเองอย่างเห็นแก่ตัวนั้น จางหายไปอย่างรวดเร็วหรือไร้ความหมายเสมอ และในกรณีที่แย่กว่านั้นก็นำไปสู่การตัดสินใจที่ผิดพลาดซึ่งนำมาซึ่งความเจ็บปวดและความเสียใจแทน

ในฐานะที่เป็นคนที่ทำตามความพอใจของผู้อื่น ฉันรู้ว่าการมีชีวิตอยู่เพื่อฟังเสียงพระเจ้าเพียงผู้เดียวนั้นจะยังคงเป็นสิ่งที่ต้องต่อสู้อยู่ตลอดสำหรับฉัน แม้กระทั่งในขณะที่ฉันตั้งทั้งจิตและใจที่จะ “ดำเนินชีวิตเพื่อพระเยซู” อย่างมีจุดมุ่งหมายเพื่อหันเหจากวิถีทางบาปของฉันแม้ในยามที่ฉันไม่เป็นที่ชื่นชอบ และเพื่อที่จะรักผู้อื่นแม้ว่าจะไม่มีใครมองเห็นหรือเห็นคุณค่า แต่ฉันก็รู้ว่า ฉันยังอาจถูกทดลองให้ปรารถนาในความพอใจจากมนุษย์ เช่น เมื่อฉันรับใช้ที่คริสตจักรหรือนำใครบางคนมาที่พระคริสต์ ดังที่พระธรรมเยเรมีย์ 17: 5-7 กล่าวไว้ว่า:

พระเจ้าตรัสดังนี้ว่า “คนที่วางใจในมนุษย์ และให้เนื้อหนังเป็นมือของเขา และใจของเขาหันออกจากพระเจ้า

คนนั้นก็เป็นที่แช่งสาป เขาเป็นเหมือนพุ่มไม้ที่อยู่ในทะเลทราย และไม่เห็นความดีอันใดมาถึงเลย เขาจะอาศัยอยู่ในแผ่นดินที่แตกระแหงที่ในถิ่นทุรกันดาร ในแผ่นดินเค็มที่ไม่มีคนอาศัย คนที่วางใจในพระเจ้าย่อมได้รับพระพร คือผู้ที่ความวางใจของเขาอยู่ในพระเจ้า”

การระมัดระวังตัวจากการโน้มเอียงสู่ความบาปของฉัน ซึ่งก็คือการทำตามความพอใจของมนุษย์ คอยเตือนฉันให้หันไปหาพระเจ้า เพื่อขอความช่วยเหลือจากพระองค์อยู่เสมอ ฉันต้องกลับไปอ่านพระคัมภีร์ซ้ำแล้วซ้ำอีก เพื่อที่จะย้ำว่าพระเจ้าคือใคร ทำไมฉันจึงต้องเชื่อฟังพระองค์ และทำไมต้องปรารถนาให้พระองค์ชื่นชมยินดีในฉันมากกว่าสิ่งอื่นใด เพื่อที่สุดท้ายแล้วนั้น ความมั่นใจและความวางใจของฉันจะอยู่ในพระองค์อย่างเต็มบริบูรณ์

YOU MAY ALSO LIKE

อย่าเสียของ

อย่าเสียของ

WRITER: พอลล่าEDITOR: Mustard Seed Team “ระหว่างที่พระองค์ประทับที่หมู่บ้านเบธานี ในบ้านของซีโมนคนที่เคยเป็นโรคเรื้อน ขณะเมื่อประทับและเสวยอาหารอยู่นั้น มีหญิงคนหนึ่งถือผอบน้ำมันหอมนารดาที่มีราคาแพงมากมาหาพระองค์ แล้วเปิดผอบเทน้ำมันนั้นชโลมลงบนพระเศียรของพระองค์...

ฉันเป็นคนบาปจริงหรือ? เป็นและไม่เป็น

ฉันเป็นคนบาปจริงหรือ? เป็นและไม่เป็น

WRITER: จาเนล ไบร์ทเท็นสไตน์ ต้นฉบับภาษาอังกฤษจาก YMITRANSLATOR: Mustard Seed TeamEDITOR: Mustard Seed Team หลายเดือนที่แล้ว มีคนบอกฉันว่าพวกเขาพบกลยุทธ์การสร้างวินัยแบบใหม่ที่ยอดเยี่ยมสำหรับลูกๆ ของพวกเขาโดยบังเอิญ เมื่อพวกเขาจับได้ว่าลูกของเขากำลังทำผิด เด็กจะหยุดทำ...

เมื่อฉันมีความวิตกกังวลแล้ว ฉันยังวางใจพระเจ้าได้ไหม?

เมื่อฉันมีความวิตกกังวลแล้ว ฉันยังวางใจพระเจ้าได้ไหม?

WRITER: แมเดลีน เกรซ ชคูลฟีลด์ ต้นฉบับภาษาอังกฤษจาก YMITRANSLATOR: ปาลีญา ธนาวัฒนเจริญEDITOR: ธนากร พูลสินกูล ฉันรู้สึกราวกับว่ามีผ้าห่มผืนใหญ่ทับอยู่บนอกของฉัน เมื่อฉันลองหายใจลึกๆ เข้าไปในปอดและพยายามไอออกมาด้วยความรู้สึกแสบ...

Share This