fbpx
WRITER: ฟีลิป โรอา ต้นฉบับภาษาอังกฤษจาก YMI
TRANSLATOR: เส้นหมี่
EDITOR: Mustard Seed Team

ทุกปี คริสตจักรของผมจะเริ่มต้นด้วยการอธิษฐานและการอดอาหาร จนกลายเป็นกิจวัตรประจำปีสำหรับเราหลายคนไปแล้ว เมื่อถามแต่ละคนว่ามีหัวข้ออะไรให้อธิษฐานเผื่อบ้าง หนึ่งในหัวข้อที่ถูกเสนอกันมาบ่อยๆ คือการมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิด ติดสนิทกับพระเจ้า

แต่เราจะใกล้ชิดพระเจ้าอย่างสม่ำเสมอมากขึ้นได้ยังไง ที่ไม่ใช่แบบทั่วๆ ไปอย่าง “ปีใหม่ ฉันจะเป็นคนใหม่” แล้วก็เหลวเป๋วไปตั้งแต่เดือนแรก (หรือตั้งแต่สัปดาห์แรก?)

ที่จริงแล้วนี่คือเรื่องของการสร้างนิสัยล้วนๆ เมื่อเราตั้งเป้าหมาย เรามักจะนึกถึงแต่ภาพของความสำเร็จ โดยไม่ได้นึกถึง “ขั้นตอน” และ “กระบวนการ” ในการไปให้ถึง บางครั้งเราก็มองหาแต่ทางลัดหรือทางด่วนโดยไม่รู้ตัว แต่สำหรับพระเจ้ากับเรา มันคือความสัมพันธ์ คือการเดินทางตลอดชีวิต ที่เราต้องเพียรผ่านไปให้ได้ในทุกๆ วัน

พูดให้เข้าใจได้ง่ายก็คือ “ชีวิตฝ่ายวิญญาณเป็นเหมือนการวิ่งมาราธอน ไม่ใช่วิ่งระยะสั้น”

พูดให้เข้าใจได้ง่ายก็คือ “ชีวิตฝ่ายวิญญาณเป็นเหมือนการวิ่งมาราธอน ไม่ใช่วิ่งระยะสั้น”

นี่คือขั้นตอนสำคัญที่ผมทำมาตลอดหลายปี และมักจะกลับไปทำทุกครั้งที่นึกถึงการเข้าใกล้พระเจ้ามากขึ้น

ตั้งใจจัดเวลาในแต่ละวันเพื่อใช้กับพระองค์

ในยุคที่เราโหยหาความพึงพอใจแบบไวๆ ความต้องการการตอบสนองที่รวดเร็วจากร้านอาหารมื้อด่วนและร้านกาแฟ อาจส่งผลต่อความสัมพันธ์ของเรากับพระเจ้า

ตอนยังเป็นผู้เชื่อใหม่ ผมถูกสอนว่าพระเจ้าทรงเป็นเพื่อน และเป็นแหล่งที่มาของการอวยพร ซึ่งทำให้ผมมัวแต่ใจจดใจจ่อว่าจะขออะไรจากพระองค์ได้บ้าง ซึ่งก็แสดงออกมาในการเฝ้าเดี่ยวของผม คือผมจะรีบๆ อ่านข้อพระคำและใคร่ครวญแค่สั้นๆ แล้วก็อธิษฐานแบบขอไปทีโดยเริ่มต้นว่า “ขอบคุณพระองค์สำหรับวันนี้” ตามด้วยรายการคำขอแบบยาวเหยียด

กล่าวสั้นๆ คือ พระเจ้าไม่ใช่ผู้ที่ผมรอคอยเพื่อจะใช้เวลาด้วย แต่เป็นเพียงผู้ที่จะตอบสนอง “ความต้องการของผม”

ด้วยความช่วยเหลือจากพี่เลี้ยงฝ่ายวิญญาณของผมในไม่กี่ปีต่อมา ทำให้ผมได้เข้าใจมากขึ้นถึงความสัมพันธ์ของผมกับพระเจ้า และความสำคัญในการใช้เวลาอย่างมีคุณภาพกับพระองค์ เช่นเดียวกับความสัมพันธ์ที่เราเห็นคุณค่า เราต้องหล่อเลี้ยงด้วยความทุ่มเทและให้เวลา

เช่นเดียวกับความสัมพันธ์ที่เราเห็นคุณค่า เราต้องหล่อเลี้ยงด้วยความทุ่มเทและให้เวลา

ถึงแม้ในพระธรรมยอห์น 1 :1-3 ได้บอกเราว่า พระเยซูโดยพระองค์เองก็ทรงเป็นพระเจ้า (ซึ่งก็แปลว่าพระองค์ทรงรู้จักกับพระเจ้าพระบิดาอยู่แล้ว!) พระองค์ไม่ละเลยที่จะใช้เวลากับพระบิดาขณะที่อยู่ในโลกนี้ มีหลายตอนในพระคัมภีร์ที่บันทึกว่าพระเยซูทรงเจตนาปลีกตัวจากฝูงชนเพื่อใช้เวลากับพระเจ้าตามลำพัง (มัทธิว 14:23, มาระโก 1:35, ลูกา 16:12)

ยิ่งไปกว่าการปลีกตัว พระเยซูทรงทำให้เราเห็นว่า พระองค์ใช้เวลาด้วยการอธิษฐานอย่างจริงจัง (มัทธิว 6:9-13, มัทธิว 26:36-44, ยอห์น บทที่ 17) สิ่งที่ทำให้ชีวิตการอธิษฐานของพระองค์ต่างจากทุกคนก็คือ การที่พระองค์ให้ความสำคัญกับพระประสงค์ของพระบิดาเหนือสิ่งอื่นใด

เหมือนกับพระเยซู เราต้องมีเวลาคุณภาพเพื่อใช้กับพระบิดาและเพื่อจะรู้จักหัวใจของพระองค์ เพื่อทำให้พระองค์เป็นความสำคัญอันดับแรกของเรา (ยอห์น 4:34)

ผมจำได้ดีว่าเมื่อหลายปีก่อนพี่เลี้ยงของผมเคยแนะนำไว้ว่า “อะไรที่เรามองว่าสำคัญ เราจะไม่หาเวลาให้ แต่เราจะจัดเวลาให้” นี่เป็นสิ่งที่ทำให้ผมเปลี่ยนมุมมองเรื่องการใช้เวลาเงียบๆ กับพระเจ้า และช่วยให้ผมตัดสินใจใช้เวลากับพระองค์เป็นอย่างแรกในตอนเช้า พระองค์สมควรได้รับความสำคัญ และไม่มีทางที่ผมจะใส่ใจ รัก หรืออุทิศเวลาเพื่อพระองค์ได้เลย ถ้าผมเจียดเวลาให้พระองค์เพียงเล็กน้อยเท่านั้น

พระองค์สมควรได้รับความสำคัญ และไม่มีทางที่ผมจะใส่ใจ รัก หรืออุทิศเวลาเพื่อพระองค์ได้เลย ถ้าผมเจียดเวลาให้พระองค์เพียงเล็กน้อยเท่านั้น

เมื่อได้ใช้เวลาศึกษาพระคัมภีร์ ผมได้เรียนรู้ที่จะทุ่มเทมากขึ้นในการทำความเข้าใจบริบทในแต่ละข้อ และศึกษาว่าแต่ละคนในพระคัมภีร์นั้นมีความสัมพันธ์อย่างไรบ้างกับพระเจ้า ซึ่งทำให้ผมได้เข้าใจและเห็นถึงความบริสทุธิ์และยุติธรรม ที่ทั้งเปี่ยมด้วยพระคุณและความเห็นอกเห็นใจของพระเจ้า ยิ่งผมได้เข้าใจพระลักษณะของพระเจ้า ยิ่งทำให้ผมอยากจัดให้พระองค์เป็นผู้ที่สำคัญที่สุดในชีวิตของผม

ใคร่ครวญข้อพระคำหรือบริบทในพระคัมภีร์

พระธรรมโยชูวา 1:8 บอกให้เราใคร่ครวญพระวจนะพระเจ้า เพื่อเราจะมีความระมัดระวังในการเดินในทางของพระองค์ และได้มีประสบการณ์กับพระพรที่เข้ามาผ่านการเชื่อฟัง การใคร่ครวญต้องใช้ความตั้งใจในการแบ่งเวลาและแบ่งจิตใจ (และการอ่านเป็นประจำ) เพื่อเราจะมีกระบวนการคิดที่ลึกขึ้นในสิ่งที่เราได้อ่าน

ทุกวันนี้ การใคร่ครวญสามารถกลายเป็นความคิดหรือการพิจารณาภายหลัง เมื่อเราถูกดึงความสนใจด้วยสิ่งต่างๆ

สิ่งที่ผมพบว่ามีประโยชน์คือการระบุช่วงเวลาที่ไม่ได้ทำงาน เช่นระหว่างเดินทางไปทำงาน หรือช่วงพักเที่ยง เพื่อทบทวนสิ่งที่ผมได้อ่านไปในตอนเช้า และผมจะหามุมเงียบๆ ปิดการแจ้งเตือนและเก็บโทรศัพท์ เพื่อผมจะมีสมาธิจดจ่อ บางครั้งผมจะนำพระคัมภีร์ออกมาอ่านซ้ำบางข้อหรือทั้งบท และพยายามทำความเข้าใจคำเด่นๆ ที่ผมรู้สึกสนใจ

แต่บางคนเวลาอยู่เฉยๆ แล้วความคิดก็อาจจะเตลิดไปได้ ผมรู้จักบางคนที่เหม่อลอยไปไกลในทันทีที่ถึงเตียงนอน

ที่ผ่านมาผมพบว่าการออกเสียงพูดคุยกับพระเจ้า (หมายถึงในที่ส่วนตัวนะ) ช่วยดึงการจดจ่อของผมกลับมาได้ พอรู้ตัวว่าความคิดของผมกำลังจะเตลิด ผมจะออกเสียงพูดกับพระเจ้า ผมจะเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในวันนี้ให้พระองค์ฟัง มีอะไรที่ทำให้ผมไม่พอใจ มีอะไรที่ผมยังติดขัดอยู่ หรือเรื่องอะไรก็ตามที่ยังคาใจผมอยู่ ผมทำแบบเดียวกันกับการอ่านพระคัมภีร์ การอ่านออกเสียงช่วยให้ผมมีสมาธิ

หนึ่งในข้อความที่ผมได้เรียนรู้ในการใคร่ครวญคือ มัทธิว 28:18-20 ซึ่งเป็นคติประจำคริสตจักรของผม ผมได้เห็นพระเยซูทรงสถาปนาสิทธิอำนาจของพระองค์ครั้งแรกในข้อที่ 18 แล้วจึงอธิบายรายละเอียดในข้อที่19และ20 การที่สาวกต้องเข้าใจว่าสิทธิอำนาจในการสั่งสอนนั้นมาจากที่ไหนเป็นเรื่องที่สำคัญ และที่สำคัญคือต้องระลึกไว้ว่านี่เป็น ‘พระมหาบัญชา’ จากพระเยซู ไม่ใช่แค่คำแนะนำทั่วไป

เมื่อได้ไตร่ตรองความหมายของพระมหาบัญชาแล้ว ผมก็ได้เข้าใจความหมายของการที่ผมไม่ใช่แค่ผู้เข้าร่วมนมัสการในวันอาทิตย์ แต่เป็นสาวกพระเยซูผู้พร้อมปรนนิบัติ ที่มีเป้าหมายคือนำทุกคนกลับมาหาพระองค์ และถ้าผมจะสั่งสอนให้ใครมีความเชื่อฟัง ผมเองก็จำเป็นต้องทำความเข้าใจพระมหาบัญชาและเชื่อฟังพระองค์ด้วยจริงๆ

สุดท้ายนี้ พระเยซูมอบหมายภารกิจนี้ให้สาวกทั้งกลุ่ม หมายความว่าพวกเขาต้องออกไปสั่งสอนด้วยกัน เช่นเดียวกับที่ผมถูกเรียกให้สั่งสอนร่วมกันกับพี่น้องในพระคริสต์

ทำตามที่พระคัมภีร์บอก

“ถ้าพวกท่านรักเรา ท่านก็จะประพฤติตามบัญญัติของเรา” ยอห์น 14:15 (THSV11)

มันง่ายที่เราจะนึกภาพการได้มีความสัมพันธ์ที่ติดสนิทใกล้ชิดกับพระเจ้า จากการใช้เวลาอย่างมีคุณภาพและการใคร่ครวญพระวจนะพระองค์ จนเราลืมส่วนที่ไม่สะดวกสบายแต่สำคัญไป นั่นคือการเชื่อฟัง

พระคัมภีร์บอกกับเราว่าการเป็นสหายของพระเจ้า (ซึ่งถือว่าเป็นความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งที่สุด) หมายถึงการที่เราเชื่อฟังและทำตามพระองค์ (ยอห์น 15:13-15)

นึกถึงความเชื่อมโยงระหว่างการเชื่อฟังและความใกล้ชิดติดสนิททีไร ผมจะนึกถึงเรื่องราวของอับราฮัม โมเสส และนางมารีย์อยู่เสมอ เมื่ออับราฮัมเชื่อฟังที่พระเจ้าเรียกให้ท่านออกเดินทางจากบ้านเกิด ท่านก็ได้เห็นการปกป้องและการจัดเตรียมจากพระเจ้า รวมทั้งอวยพรให้ท่านมีอิสอัคในยามชรา เมื่อโมเสสเชื่อฟังตามที่พระเจ้าเรียกให้ท่านนำชาวอิสราเอลออกจากอียิปต์ ท่านได้เป็นพยานถึงการที่พระเจ้าใช้โรคระบาด การแยกทะเลแดง และการจัดเตรียมมากมายในถิ่นทุรกันดาร นางมารีย์เชื่อฟังพระเจ้าที่ทรงเรียกให้ท่านเป็นมารดาของพระเยซู นางคลอดและเลี้ยงดูพระองค์ และการเชื่อฟังนี้ทำให้นางได้เป็นส่วนหนึ่งของการเติมเต็มคำพยากรณ์ในพันธสัญญาเดิม

เมื่อพวกเขาเหล่านี้เชื่อฟังพระเจ้า พวกเขาได้รับพระพรให้มีประสบการณ์กับความดีเลิศของพระเจ้าที่ทรงมีต่อพวกเขาและคนรอบข้าง

จากประสบการณ์ส่วนตัวในชีวิตของผม การมีความสัมพันธ์สนิทกับพระเจ้าต้องใช้การก้าวออกไปด้วยความเชื่อ คือการที่ผมเชื่อฟังพระองค์โดยการก้าวออกไปหนึ่งก้าวตามที่พระองค์ทรงเตรียมทางไว้ให้ และวางใจว่าพระองค์จะจัดการทุกอย่างตามเวลาของพระองค์

จากการใคร่ครวญพระธรรมมัทธิว 28:18-20 ทำให้ผมเห็นว่าการสร้างสาวกนั้นอาจจะน่ากลัว และนำไปสู่การเสียสละที่ยิ่งใหญ่ ผมต้องยอมสละเวลาส่วนหนึ่งในทุกสัปดาห์เพื่อติดต่อกับคนอื่นๆ แทนที่จะหมกตัวอยู่ในห้องกับหนังสือสักเล่มหนึ่งหรือเล่นวีดีโอเกมในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์

แต่ผมก็รู้ด้วยว่ามันไม่มีประโยชน์ที่จะใคร่ครวญพระวจนะของพระเจ้าถ้าผมไม่คิดจะเชื่อฟัง

ผมจึงสมัครเป็นผู้นำกลุ่ม แม้จะไม่ราบรื่นนักแต่ก็เป็น 12 ปีที่ผมรู้สึกได้รับการเติมเต็ม เมื่อเห็นคนหนุ่มสาวได้มารู้จักและรักพระเจ้า การเป็นผู้นำยังช่วยให้ผมเติบโตขึ้นเป็นลูกและสาวกของพระเจ้า ทำให้ผมอยากเป็นคนที่พึ่งพาได้สำหรับผู้นำของผม และผู้ร่วมสร้างสาวก ผมได้เข้าใจถึงความสำคัญของการอยู่ในชุมชน ที่ทำให้เราสามารถปลอบประโลม ตักเตือน และหนุนใจกันและกันได้

การมีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งกับองค์พระผู้เป็นเจ้าเป็นมากกว่าการมีทางออกหรือชุดคำอธิษฐานสำหรับตอบเวลามีใครถามถึงเป้าหมายในฝ่ายวิญญาณของเรา เป็นเส้นทางชีวิตที่เราต้องไล่ตามให้ทันอยู่เสมอ แม้การออกจากพื้นที่ความปลอดภัยจะเป็นเรื่องยาก แต่การได้รู้จักพระเจ้าอย่างลึกซึ้งนั้นเป็นพระพรและเป็นรางวัลที่แสนอัศจรรย์

YOU MAY ALSO LIKE

ฉันมีส่วนรับผิดชอบในความรอดของเพื่อนหรือไม่?

ฉันมีส่วนรับผิดชอบในความรอดของเพื่อนหรือไม่?

WRITER: เมดาลีน คาลู ต้นฉบับภาษาอังกฤษจาก YMITRANSLATOR: PinkEDITOR: ฐิติกานต์ นิธิอุทัย ฉันยังจำช่วงเวลาที่ฉันเริ่มต้นความสัมพันธ์กับพระเยซูได้ ราวกับว่าเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวานนี้ ทุกอย่างเริ่มต้นเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ในช่วงที่อากาศหนาวเย็นของเดือนมกราคม ฮันนาห์...

เสียงที่ดังพอ

เสียงที่ดังพอ

WRITER: GRACESaoriEDITOR: Mustard Seed Team เคยไหม? ที่ในบางครั้งเสียงของใครบางคนก็ดังกว่าเสียงของตัวเอง เสียงนี้มักดังเร้าอยู่ภายในใจ บ่อยครั้งในเมื่อเราอยู่ในช่วงที่คิดไม่ตก ฟุ้งซ่าน หาทางออกไม่เจอหลายๆ สิ่ง แต่จะมีเสียงๆ นี้แหละ ที่กลับดังขึ้นมาหัวใจ...

ช่วยด้วย! ฉันหยุดคิดมากไม่ได้

ช่วยด้วย! ฉันหยุดคิดมากไม่ได้

WRITER: เรเชล มอร์แลนด์ ต้นฉบับภาษาอังกฤษจาก YMITRANSLATOR: JoshuaEDITOR: สรสิทธิ์ ฑัมมารักขิตานนท์ ฉันมือสั่นขณะที่ฉันกำลังว้าวุ่นกับการหาข้อมูลบนอินเตอร์เน็ตในมือถือว่าเกิดอะไรขึ้นกับฉัน ไม่กี่วินาทีต่อมา...

Share This