fbpx
WRITER: เจฟเฟอร์สัน ต้นฉบับภาษาอังกฤษจาก YMI
TRANSLATOR: ปาลีญา ธนาวัฒนเจริญ
EDITOR: ฤกษ์สิน เขมสุนทร

ตั้งแต่ที่ฉันได้มาเป็นคริสเตียน ฉันมีความตั้งใจที่จะอ่านพระคัมภีร์ให้จบเล่มภายในหนึ่งปี แต่ฉันก็มักจะยุ่งกับกิจกรรมของโรงเรียนและฉันก็รู้สึกว่า ฉันไม่มีเวลาเพียงพอที่จะอ่านพระคัมภีร์ให้จบเล่ม

ดังนั้น ฉันจึงผลัดมันออกไปเป็นเวลาหกปี!

จนกระทั่งในปี 2017 เพื่อนทุกคนในกลุ่มย่อยของฉันตัดสินใจที่จะอ่านพระคัมภีร์ด้วยกันตั้งแต่หน้าแรกยันหน้าสุดท้ายจนจบเล่มในปี 2018 ฉันมั่นใจได้ในทันทีเลยว่าพระเจ้ากำลังบอกให้ฉันร่วมในแผนการนี้และทำมันให้สำเร็จ

เตรียมพร้อมสำหรับความท้าทาย

ดังนั้น ในสัปดาห์สุดท้ายของปีฉันเริ่มเตรียมสิ่งที่จำเป็นที่จะช่วยให้ฉันสามรถอ่านพระคัมภีร์จนจบเล่มได้ภายในปีหน้า อย่างแรกคือฉันเลือกหยิบพระคัมภีร์ฉบับแปลที่ฉันชอบ (โดยส่วนตัวแล้วฉันชอบฉบับ ESV) จากนั้นฉันก็ไปหาพระคัมภีร์ฉบับศึกษาพร้อมด้วยคำอธิบายเพิ่มเติม (Study Bible with notes) เพื่อที่เมื่อฉันเจอข้อพระคัมภีร์ที่ยาก ๆ มันจะช่วยให้ฉันเข้าใจได้มากขึ้น

ฉันไม่ต้องการที่จะอ่านพระคัมภีร์แบบสุ่ม ฉันจึงเริ่มค้นหาแผนการอ่านพระคัมภีร์ที่เหมาะสม ฉันต้องการแผนการอ่านพระคัมภีร์ที่เป็นไปตามโครงสร้างของพระคัมภีร์เพื่อที่จะทำให้ฉันเห็นภาพรวมได้

หลังจากเปรียบเทียบแผนการอ่านแบบต่างๆ แล้วฉันก็ได้ตัดสินใจเลือกแผนการอ่านที่แบ่งพระคัมภีร์ออกเป็นสี่หมวด คือ หมวดที่ 1 สดุดีและปัญญานิพนธ์ (วรรณกรรมแห่งปัญญา) หมวดที่ 2 เบญจบรรณและประวัติศาตร์ของอิสราเอล หมวดที่ 3 พงศาวดารและผู้เผยพระวจนะ และหมวดที่ 4 พระกิตติคุณและจดหมายฝาก ซึ่งฉันจะได้อ่านเนื้อหาจากแต่ละหมวดในทุกๆ วัน

แผนการอ่านที่ฉันเลือกนั้นแตกต่างจากแผนการอ่านอื่นๆ ตรงที่แผนการอ่านนี้ไม่ได้มีบทความอะไรเลยให้อ่านใคร่ครวญประกอบข้อพระคัมภีร์ประจำวัน ดังนั้นฉันจึงต้อง “บังคับตัวเอง” ให้จดจ่อใคร่ครวญในสิ่งที่อ่านให้ดีเพื่อให้นำไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน

เรื่องสุดท้ายที่ฉันต้องตัดสินใจคือการเลือกช่วงเวลาที่ดีที่สุดของวันในการอ่านพระคัมภีร์ ในตอนแรกฉันพยายามที่จะอ่านในตอนเช้า แต่ฉันก็ไม่เคยอ่านส่วนของวันนั้นๆ ได้จบเลยเพราะฉันต้องรีบไปทำงาน ดังนั้นฉันจึงตัดสินใจที่จะอ่านในตอนกลางคืนแทน ซึ่งนั่นก็เป็นผลดีมากขึ้นสำหรับฉัน

อาจดูเหมือนว่าฉันได้วางแผนเอาไว้มากมาย ซึ่งฉันก็ได้มีประสบการณ์เกี่ยวกับความจริงในพระธรรมสดุดี 16:9 “ ใจของมนุษย์กะแผนงานของเขาแต่พระเจ้าทรงนำย่างเท้าของเขา” ตลอดระยะเวลาที่ฉันดำเนินตามแผนการนั้น

ฉันก็รู้สึกได้ว่าพระเจ้าเป็นผู้จัดเตรียมหนทางให้กับฉันและพระองค์ทำให้ฉันสามารถทำตามแผนการที่ตั้งใจไว้ได้จนสำเร็จ

นี่คือสามบทเรียนที่ฉันได้รับจากการอ่านพระคัมภีร์ในหนึ่งปี ฉันหวังว่ามันจะช่วยเป็นแรงบันดาลใจและหนุนใจให้คุณสามารถอ่านพระคัมภีร์ให้จบเล่มภายในปีที่จะมาถึงนี้ได้

1. ตั้งเป้าหมาย (หรือจดจ่อกับเป้าหมาย) ถ้าคุณอยากจะทำมันให้สำเร็จด้วยดี

หลายๆ คนมักคิดว่าการอ่านพระคัมภีร์ให้จบเล่มภายใน 1 ปีนั้นเป็นเรื่องที่ยากและบ้ามาก ซึ่งฉันเองก็คิดอย่างนั้นในตอนแรก

ในช่วงวันแรกๆ ฉันพบว่ามันเป็นเรื่องยากมากที่ในหนึ่งวันฉันจะต้องอ่านพระคัมภีร์จำนวน 4 ตอน ฉันไม่คุ้นเคยกับการต้องนั่งลงและใช้เวลาจดจ่ออยู่กับการอ่านเป็นเวลานานๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อสิ่งที่ต้องอ่านคือวรรณกรรมโบราณของยิว ในตอนนั้นฉันรู้สึกว่ามันหนักเกินไป ฉันจึงเริ่มอ่านกระโดดข้ามบางช่วงบางตอนไป

แต่พระเจ้าก็ให้พระธรรมสดุดีบทที่ 1 แล่นเข้ามาในความคิดของฉันตลอดเวลา พระธรรมสดุดีได้อธิบายถึงความแตกต่างระหว่างคนชอบธรรมและคนอธรรมว่า: ความปีติยินดีของผู้นั้น (ผู้เป็นสุข หรือผู้ชอบธรรม) อยู่ในธรรมบัญญัติของพระยาห์เวห์ เขาใคร่ครวญธรรมบัญญัติของพระองค์ทั้งกลางวันและกลางคืน (สดุดี 1:2) และผู้เขียนสดุดีก็บรรยายถึงผู้ชอบธรรมต่อไปอีกว่า เขาเป็นเหมือนต้นไม้ที่ปลูกไว้ริมธารน้ำซึ่งเกิดผลตามฤดูกาล และใบก็ไม่เหี่ยวแห้ง ทุกอย่างที่เขาทำก็จำเริญขึ้น (สดุดี 1:3)

เมื่อฉันได้ใคร่ครวญถึงพระธรรมสดุดีตอนนี้ ฉันก็ตระหนักได้ว่า การกระทำเดียวของคนชอบธรรมคือการใคร่ครวญไตร่ตรองพระคำของพระเจ้า และนั่นก็ทำให้เขามั่นคงและเกิดผลไม่ว่าเขาจะต้องเผชิญกับสถานการณ์ใดหรือไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นรอบๆ ตัวเขาก็ตาม แม้แต่ในช่วงเวลาที่เขาจดจ่อใคร่ครวญพระคำ คนชอบธรรมจะวางในพระเจ้า เพราะว่าไม่มีทางเลยที่ต้นไม้ต้นใดต้นหนึ่งจะสามารถเพาะเมล็ดของตนเองลงในพื้นดินและเติบโตด้วยตัวเองได้

ดั้งนั้น ถ้าฉันอยากจะเป็นคนชอบธรรมที่มีชีวิตเป็นที่พอพระทัยพระเจ้า ฉันจะต้องใช้เวลากับพระคำของพระองค์ ยอมให้พระองค์ทรงปั้นแต่งฉันและสอนฉัน

และนั่นทำให้ฉันกลับมามีความกระตือรือร้นต่อพระคำของพระเจ้าอีกครั้ง สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ได้จุดไฟแห่งความกระตือรือร้นต่อพระคำของพระเจ้าในชีวิตของฉันขึ้นใหม่ และสามารถช่วยให้ฉันทำตามปณิธานความตั้งใจของฉันได้สำเร็จ

ความจริงก็คือ มันไม่ใช่ว่าเราไม่มีความสามารถที่จะอ่านพระคัมภีร์ให้จบเล่มได้ภายในหนึ่งปีได้ เพียงแต่เราแค่ไม่ยอมเต็มใจที่จะใส่ความพยายามทั้งหมดเพื่อที่จะทำมันให้สำเร็จลงไป และนั่นคือความผิดพลาดที่ใหญ่หลวงมากๆ ของเรา! พระเจ้าต้องการที่จะมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดติดสนิทกับเรา แล้วทำไมเราถึงไม่ไขว่คว้าความสัมพันธ์นั้นมาล่ะ?

2. วิวบนยอดเขาก็คุ้มค่ากับการปีนขึ้นไป

ตั้งแต่ที่ฉันเริ่มอ่านพระคัมภีร์จำนวนหลายตอนในหนึ่งวัน มันกลายเป็นว่าฉันไม่สามารถจดจำรายละเอียดย่อยๆ ทั้งหมดของเนื้อหาที่อ่านไปได้ซึ่งก็ไม่ได้ทำให้ฉันแปลกใจนัก แต่สิ่งที่ฉันสามารถจดจำได้ก็คือใจความหลักๆ และเหตุการณ์สำคัญๆ และนั่นก็ช่วยให้ฉันได้เห็นพระคัมภีร์ในหลายๆ มุมมอง มันเหมือนกับว่า ในที่สุดฉันก็ได้เพลิดเพลินกับการมองวิวจากบนยอดเขาที่ฉันเคยใฝ่ฝันว่าอยากจะปีนมาโดยตลอด แต่ที่ผ่านมาก็ได้แต่เห็นจากภาพถ่ายของคนอื่นเท่านั้น

หนึ่งในภาพใหญ่ที่ทำให้ฉันรู้สึกทึ่งเมื่ออ่านพระคัมภีร์คือมิติทางอารมณ์ที่หลากหลายซึ่งถูกบรรยายออกมาผ่านพระธรรมหมวดปัญญานิพนธ์ (โยบ สดุดี สุภาษิต ปัญญาจารย์ และเพลงซาโลมอน) หนังสือเหล่านี้ได้บรรยายถึงความจริงของชีวิตทั้งช่วงเวลาขึ้นและลงจากเวลาที่มีความสุข ในสดุดี 34 และเพลงซาโลมอน ไปจนสู่ช่วงเวลาที่เลวร้ายมืดมน ในพระธรรมสดุดี 88 และปัญญาจารย์

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความไม่แน่นอนของชีวิต ผู้เขียนยืนยันซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าพระเจ้าทรงสถิตอยู่ด้วยดังศิลามั่นคงและที่ลี้ภัย พระองค์เชิญชวนเราให้เข้ามาอยู่ภายใต้ปีกของพระองค์และติดตามพระองค์ไป

ฉันเองก็ยังคงเรียนรู้ที่จะเข้ามาหาพระองค์ด้วยความสัตย์ซื่อและความจริงใจไม่ว่าสถานการณ์ที่ฉันเผชิญอยู่หรือความรู้สึกของฉันในตอนนั้นจะเป็นยังไง

อีกมุมมองหนึ่งที่น่าทึ่งคือการได้เรียนรู้ความจริงอีกครั้งว่าพระเจ้าเป็นความรัก มันอาจเป็นความจริงง่ายๆ ที่แม้แต่เด็กก็สามารถรับรู้ได้ด้วยหัวใจของเขา แต่จะมีใครบ้างที่สามารถเข้าใจถึงความล้ำลึกของถ้อยคำง่ายๆ นี้ได้จริงๆ

ความรักของพระเจ้าช่างยิ่งใหญ่ เป็นความรักที่อยู่ในพระบิดา พระบุตร และพระวิญญาณบริสุทธิ์ร่วมกันตั้งแต่จุดเริ่มต้นที่พระองค์ทรงเริ่มสร้างโลกและทุกสิ่งบนโลกเพื่อแบ่งปันความรักของพระองค์ ความรักของพระเจ้านั้นบริสุทธิ์ พระองค์จึงไม่สามารถทนต่อความบาปได้ ความรักของพระเจ้านั้นช่างล้ำลึก พระองค์จึงได้ส่งพระบุตรองค์เดียวของพระองค์มาเพื่อสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน

นี่คือเรื่องราวโดยสรุปของข่าวประเสริฐหรือพระกิตติคุณ แต่การได้เห็นพระลักษณะต่างๆ ของพระเจ้าในพระธรรมทุกๆ เล่ม แม้แต่พระธรรมที่เราไม่ค่อยได้อ่าน ยังสามารถนำความจริงมาสู่ชีวิตของฉันได้ด้วย ฉันมีความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับพระเจ้าอย่างลึกซึ้งมากขึ้นอย่างที่ฉันไม่เคยคาดคิดมาก่อนตลอดทั้งปีนี้

ในพระคัมภีร์กล่าวไว้ว่าพระเจ้าทรงประทาน “ความสว่างแห่งความรู้ถึงพระสิริของพระเจ้า ที่ปรากฎบนพระพักตร์ของพระคริสต์” (2โครินธ์ 4:6) ให้มาส่องสว่างในหัวใจของเรา ฉันจะไม่ยอมแลกวิวที่เห็นบนยอดเขานี้กับสิ่งใดๆ เด็ดขาด

3. การอ่านพระคัมภีร์ช่วยให้ฉันรอคอยจุดจบที่งดงาม

ฉันได้อ่านพระคัมภีร์ตั้งแต่ปฐมกาลถึงวิวรณ์จนจบแล้ว ฉันถามตัวเองว่าฉันจะบอกได้หรือยังว่าฉันรู้จักพระเจ้าดีแล้ว?” คำตอบคือไม่ได้แม้แต่เสี้ยวเลย แล้วเราจะต้องอ่านพระคัมภีร์ทั้งเล่มอีกกี่ครั้งเราถึงจะรู้จักพระเจ้าอย่างสมบูรณ์? 1ครั้ง? 2ครั้ง? หรือ3ครั้ง?

ความจริงก็คือเราจะไม่มีวันเข้าใจหรือรู้จักพระเจ้าได้อย่างสมบูรณ์จนกว่าจะถึงวันที่เราได้พบพระองค์หน้าต่อหน้า เราจึงจะได้รู้จักพระองค์อย่างสมบูรณ์จริงๆ วันหนึ่งพระเจ้าจะทรงกลับมาอยู่ท่ามกลางเราอีกครั้ง ในวันนั้นเราจะได้พบพระองค์หน้าต่อหน้า จะไม่มีความบาปหรือความตายมาขวางกั้นเราอีกต่อไป (วิวรณ์ 21,22) เราจะได้พูดคุยกับพระเจ้าผู้ทรงเป็นพระวาทะได้โดยตรง

จนกว่าจะถึงวันนั้น ในตอนนี้พระคัมภีร์เป็นทางเดียวเป็นที่พึ่งเดียวของเราเท่านั้นที่จะช่วยให้เราสามารถรู้จักพระเจ้าได้

เราทุกคนที่ความคิดจิตใจถูกทำให้มืดบอดไปด้วยพระเทียมเท็จต่างๆ บนโลกนี้ จะได้เห็นแสงสว่างของพระกิตติคุณและพระสิริของพระคริสต์ผ่านทางพระคัมภีร์ (2 โครินธ์ 4:4) ถึงแม้ว่าเราจะสามารถรู้จักพระเจ้าได้เพียงบางส่วนเนื่องด้วยความคิดความเข้าใจที่จำกัดของเรา แต่พระองค์ก็ทรงสัญญาว่าจะทรงมาพบกับเราในวันนั้นเพื่อที่เราจะเห็นพระองค์ได้อย่างสมบูรณ์ ในวันนั้นเราอาจพูดอย่างมั่นใจเหมือนกับเปาโลได้ว่า “เวลานี้ข้าพเจ้ารู้เพียงบางส่วน แต่เวลานั้นข้าพเจ้าจะรู้แจ้งเหมือนพระองค์ทรงรู้จักข้าพเจ้า” (1 โครินธ์ 13:12) และฉันกำลังตั้งตารอคอยวันนั้นอย่างจดจ่อ!

ในขณะที่เรารอคอยวันที่จะพบพระองค์หน้าต่อหน้า ก็ขอให้เราเติบโตต่อไปในความรู้และความเข้าใจผ่านทางพระคำที่พระองค์ทรงประทานให้แก่เรา ซึ่งมีเป้าหมายสูงสุดเพื่อชี้ไปที่ความจริง คือพระคำที่มีชีวิตซึ่งก็คือ พระเยซูคริสต์

ฉันอยากจะจบด้วยการเชิญชวนคุณให้อธิษฐานตามคำอธิษฐานของนักบุญแอนเซล์ม (Anselm) อัครบิดรจากศตวรรษที่ 11 หลังจากที่ท่านใช้เวลาใคร่ครวญถึงพระลักษณะของพระเจ้าในหนังสือ “Proslogion” ของท่าน ท่านก็ตอบสนองด้วยคำอธิษฐานดังนี้

“ข้าแต่พระเจ้า ข้าขอวิงวอนให้ข้าพระองค์รู้จักพระองค์และรักพระองค์ เพื่อข้าพระองค์จะมีความชื่นชมยินดีในพระองค์ และถ้าข้าพระองค์ไม่สามารถรู้จักพระองค์ได้อย่างเต็มที่ในชีวิตนี้ ก็ขอให้ข้าพระองค์ค่อย ๆ เข้าใจถึงความสมบูรณ์ของพระองค์จนถึงวันที่ข้าพระองค์จะเข้าใจได้อย่างบริบูรณ์ ขอให้ความรู้ความเข้าใจในพระองค์เติบโตขึ้นในชีวิตของข้าพระองค์และบริบูรณ์ในสวรรค์ ขอความรักของพระองค์จะเติบโตขึ้นในข้าพระองค์และบริบูรณ์ในสวรรค์ เพื่อความชื่นชมยินดีในความหวังของข้าพระองค์จะเต็มเปี่ยมและบริบูรณ์ในความเป็นจริง”

Soli Deo Gloria (ขอพระเกียรติสิริเป็นของพระองค์แต่เพียงผู้เดียว)

YOU MAY ALSO LIKE

ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการติดตามพระเยซู 4 ประการ

ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการติดตามพระเยซู 4 ประการ

WRITER: ต้นฉบับภาษาอังกฤษจาก YMITRANSLATOR: Mustard Seed TeamEDITOR: Mustard Seed Team การติดตามพระเยซูคืออะไร? คือการทำตามหน้าที่ ‘ต้องทำสิ่งนี้’ และ ‘ควรทำสิ่งนั้น’ เพียงแค่นี้หรือเปล่า? บางครั้ง มุมมองของเราต่อการใช้ชีวิตคริสเตียนสามารถกลายเป็นสิ่งที่น่าเบื่อ...

ถ้าพระเจ้าดีและมีอยู่จริงแล้วทำไมคริสเตียนถึงยังฆ่าตัวตาย?

ถ้าพระเจ้าดีและมีอยู่จริงแล้วทำไมคริสเตียนถึงยังฆ่าตัวตาย?

WRITER: แม๊กซ์ เจนกานาธาน ต้นฉบับภาษาอังกฤษจาก YMITRANSLATOR: Mustard Seed TeamEDITOR: Mustard Seed Team การเริ่มต้นของโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อชีวิตของเรามาก ทุกสิ่งที่มนุษย์แสวงหาเพื่อเป็นรากฐาน ของอัตลักษณ์ ไม่ว่าจะเป็นอาชีพการงานของเรา ความมั่นคงทางการเงิน...

การฟื้นคืนพระชนม์ของพระเยซูเกี่ยวอะไรกับชีวิตของฉันตอนนี้?

การฟื้นคืนพระชนม์ของพระเยซูเกี่ยวอะไรกับชีวิตของฉันตอนนี้?

WRITER: เคเซีย ลูอิส ต้นฉบับภาษาอังกฤษจาก YMITRANSLATOR: Mustard Seed TeamEDITOR: Mustard Seed Team เมื่อ 20 ปีที่แล้วฉันตัดสินใจติดตามพระเยซู ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา การพูดคุยเรื่องพระเจ้ากับผู้เชื่อคนอื่นๆ เป็นเรื่องปกติในชีวิต...

Share This